ลินิกซ์ในเมืองไทย เป็นแค่ภาพลวงตา?

ผมไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่งบนเว็บไซท์ของ Asia Computer Weekly (http://www.asiacomputerweekly.com) เกี่ยวกับเรื่องการใช้งานลินิกซ์ในบ้านเรา ชื่อเรื่องว่า Linux demand in Thailand ls artificial น่าสนใจมากเลยครับ เลยนำมาเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงปรากฎการณ์การตื่นตัวในการใช้งานซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส จากทางฝั่งรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐ ทางฝั่งยุโรปนั้นความนิยมในโอเพ่นซอร์สมากกว่าฝั่งอเมริกามาก อาจเป็นเพราะผู้ผลิตลินิกซ์รายใหญ่ของโลก อย่าง Mandrake และ SuSE นั้นอยู่ในยุโรป (Mandrake อยู่ในฝรั่งเศส ส่วน SuSE อยู่ที่เยอรมนี) ประกอบกับความกลัวที่จะต้องเป็นทาสซอพท์แวร์ของฝั่งอเมริกา (ในที่นี้ก็หมายถึงไมโครซอพท์เป็นหลัก) ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในยุโรปนั้น ต่างส่งเสริมการใช้งานโอเพ่นซอร์สในคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลเองเป็นการใหญ่



ตัวอย่างที่เด่นๆ ที่สื่อต่างประเทศมักจะยกขึ้นมา คือ ประเทศเยอรมนี โดยเทศบาลเมืองมิวนิคได้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์จำนวนหลักพันไปใช้ลินิกซ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

อีกภูมิภาคหนึ่งที่โอเพ่นซอร์สได้รับความนิยมเช่นกันคือ เอเชียครับ ในญี่ปุ่นมีผู้ผลิตลินิกซ์ชื่อดังอีกเจ้าหนึ่งคือ TurboLinux ในเกาหลีนั้นมีบริษัท Hancom ที่ทำระบบปฏิบัติการ Hancom Linux และชุดออฟฟิศ Hancom Office เป็นภาษาเกาหลีใช้เองในประเทศ และได้รับความนิยมพอสมควร

สาเหตุที่โอเพ่นซอร์สเกิดในเอเชีย อาจเป็นเพราะตัวซอพท์แวร์ใช้ภาษาตะวันออก ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากถ้าเกิดว่าแปลงมาจากซอพท์แวร์ที่สนับสนุนเฉพาะภาษาอังกฤษ การพัฒนาขึ้นมาเองด้วยกระบวนการโอเพ่นซอร์สนั้นจึงอาจจะดีกว่ารอบริษัทซอพท์แวร์ตะวันตกทำให้



ส่วนเมืองจีนนั้น ถ้าติดตามข่าวไอทีบ่อยๆ จะพบว่ารัฐบาลจีนนั้นค่อนข้างจะกลัว ซอพท์แวร์จากค่ายตะวันตกมากทีเดียว ทั้งกลัวที่อเมริกาอาจจะเอาอะไรแปลกปลอมใส่ระบบปฏิบัติการ (ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงไมโครซอพท์เช่นกัน) ไปล้วงความลับทางความมั่นคงของจีนออกมา และกลัวที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รัฐบาลจีนเลยส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของตัวเองเป็นการใหญ่ โดยการประกาศ Red Flag Linux เป็นระบบปฏิบัติการแห่งชาติ และพัฒนาซีพียู Dragon ของตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องง้ออินเทลหรือเอเอ็มดีอีกต่างหาก

อีกที่หนึ่งที่เป็นข่าวพอสมควรก็คือบ้านเรานี่เองครับ คอมพิวเตอร์ ICT ที่ลงลินิกซ์มาจากโรงงานก็เป็นข่าวดังบนเว็บไซท์ข่าวมากมาย รัฐบาลบ้านเราได้รับการมองว่าสนับสนุนโอเพ่นซอร์สอย่างเต็มตัว เพียงแต่ทาง Asia Computer Weekly นั้นตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ใช้บ้านเราต้องการใช้ลินิกซ์กันจริงๆ รึเปล่า หรือว่าเป็นแค่ภาพลวงตา



หลังจากกระแสลินิกซ์บูมรอบแรกเมื่อปีที่แล้ว จากที่ BSA ไล่จับซอพท์แวร์เถื่อนตามอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ร้านเน็ตจำนวนมากทั่วประเทศต่างมุ่งความสนใจมาที่ลินิกซ์ แต่ด้วยสาเหตุที่ลินิกซ์ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีความสามารถเหมาะกับงานด้านเดสก์ทอปเท่าไรนัก กับร้านเน็ตบ้านเรามักจะเป็นร้านเกมด้วยอีกสาเหตุหนึ่ง (ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ด้วย เพราะรายได้ของร้านเน็ตนั้นมาจากเกมเป็นหลัก ซึ่งเป็นส่วนที่ลินิกซ์ไม่สามารถตอบสนองได้) ทำให้ลินิกซ์ไม่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยมากนัก และเงียบๆ ไปซักพัก จนกลับมาเป็นข่าวอีกรอบหนึ่งเมื่อต้นปีนี้ โครงการคอมพิวเตอร์ ICT ทำให้ลินิกซ์กลับเข้ามาเป็นจุดสนใจของคนทั่วไปอีกครั้ง



กระแสลินิกซ์แรงมากจนไมโครซอพท์ต้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยยอมกลืนน้ำลายตัวเอง จากเดิมที่ประกาศนโยบายราคาเดียวทั่วโลก กลับต้องมาลดราคาเป็นครั้งแรกในเมืองไทยนี่เอง โดยขายชุด WindowsXP รวมกับ OfficeXP เหลือเพียง 1500 บาทสำหรับคนที่ซื้อคอม ICT (จากราคาเต็ม 2 ตัวนี้รวมกันก็หลักหมื่นอยู่) ประเด็นนี้สื่อต่างประเทศสนใจกันมาก และมีการพูดคุยกันกว้างขวางว่า นี่เป็นชัยชนะของซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สที่มีต่อไมโครซอพท์รึเปล่า และเป็นการส่งเสริมซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สครั้งยิ่งใหญ่จากภาครัฐ (คิดจากปริมาณคอมพิวเตอร์ 1 ล้านเครื่องที่มากับลินิกซ์) แต่เรื่องจริงๆ แล้วมันไม่สวยงามอย่างนั้นสิครับ ผมคิดว่าหลายๆ คนก็รู้ดีอยู่ และเป็นประเด็นที่พูดกันมานานแล้วตามเว็บบอร์ดต่างๆ อย่างที่เรารู้กันว่า ถึงคอมพิวเตอร์ ICT จะลงลินิกซ์มาให้เสร็จจากโรงงานเลย

แต่เครื่องส่วนมาก เมื่อเจ้าของได้เครื่องแล้ว มันจะเปลี่ยนไปเป็น Windows (ไม่มีลิขสิทธิ์) ทันที โดย Asia Computer Weekly อ้างตัวเลขจาก Gartner Group บริษัทวิเคราะห์ชื่อดังว่า จำนวนนั้นมีถึง 90% ทีเดียว

มาคิดกันดีกว่าว่าสาเหตุเกิดจากอะไร?

อันแรกเลยต้องยอมรับว่าลินิกซ์ยังไม่พร้อมเต็มที่ในการทำงานด้านเดสก์ทอป รวมกับความไม่พร้อมของรัฐบาลในการเตรียมให้ประชาชนได้ใช้งานลินิกซ์ด้วย เพราะอยากจะประกาศใช้ลินิกซ์ก็ใช้ทันที โดยไม่ได้คำนึงเรื่องคู่มือ และการอบรมให้ผู้ซื้อคอมพิวเตอร์ไปใช้เรียนรู้วิธีใช้งานลินิกซ์ด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งนั้นคือ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์บ้านเราก็ยังขาดความตระหนักในเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ ทำให้การนำเครื่องไปลง Windows ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ทับกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปในบ้านเรา ในขณะที่เป็นไปไม่ได้เลยในประเทศที่เข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์

ในบทความนี้บอกว่า Windows ฉบับผีนั้นราคาแค่ 8 เหรียญ หรือ สามร้อยกว่าบาท (นี่แสดงว่าผู้เขียนบทความโดนคนไทยหลอกฟันเอานะครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนรู้ๆ กันอยู่ว่าแผ่นโปรแกรมราคาเท่าไร)

แทนที่สมรภูมิคอมพิวเตอร์ ICT จะเป็นชัยชนะของลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สที่ทำให้ไมโครซอพท์ต้องยอมลดราคาได้ หรือจะเป็นชัยชนะของไมโครซอพท์ที่ล็อบบี้เข้ามาจนมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ก็ตาม แต่ผู้ชนะตัวจริงกลับกลายเป็นซอพท์แวร์ผีเจ้าเก่า ที่เจ้าของเครื่อง ICT นำมาลงและใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างที่ทุกคนคาดกันไว้ตั้งแต่ต้น จริงมั้ยล่ะครับ?