Sun Java Desktop System

หลังๆ มานี้ผมเขียนเกี่ยวกับบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ที่นำลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งาน และนำมาประยุกต์เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เช่น Novell, Oracle, IBM บริษัทเหล่านี้มีความคล้ายกันตรงที่ขายของให้กับลูกค้าระดับองค์กร (เช่น ขายเครื่องให้ทั้งแผนก หรือ ให้บริการปรึกษา) และไม่มีระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง เมื่อโอเพ่นซอร์สแรงขึ้นมา ก็เลยเป็นโอกาสทองให้ยักษ์พวกนี้ ลดความเสี่ยงในการพึ่งระบบปฏิบัติการของไมโครซอพท์ไปในตัว



ที่ผ่านๆ มา การนำโอเพ่นซอร์สไปประยุกต์ใช้มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ ในระดับเซิร์ฟเวอร์เป็นส่วนมาก เช่น IBM นำเอาเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ไปใช้ใน WebSphere ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง แต่คราวนี้ Sun ทำสิ่งที่ต่างออกไปครับ Sun Java Desktop System ถูกวางตัวให้ออกมาแข่งกับ Windows XP โดยตรงเลย



กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sun ได้ปรับหมวดหมู่สินค้าของตัวเองยกใหญ่ และเปิดตัวในงาน Sun Network 2003 ที่ซานฟรานซิสโก โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Java System จับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าองค์กรครบทุกระดับ เริ่มจาก เรือธงคือ Java Enterprise System ซึ่งเป็นการรวมเอาชุดเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ในตระกูล Sun ONE Server ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างที่สองคือ Java Desktop System เป็นชุดลินิกซ์เดสก์ทอปที่เป็นเรื่องหลักของวันนี้ อย่างที่สามคือ Java Studio เป็นทูลส์ในการพัฒนาภาษาจาวา โดยจะรวม Sun ONE Studio (ชื่อเก่าคือ Forte) และทูลส์อื่นๆ เข้ากันเป็นชุด นอกจากนี้ยังมีซอพท์แวร์อื่นๆ เช่น Java Card หรือการใช้การ์ดฝังชิปที่สามารถรันจาวาได้



Java Enterprise System กับ Java Studio นั้นไม่ใช่ของใหม่ เพราะมันคือการนำเอาผลิตภัณฑ์เก่าๆ มาจัดหมวดหมู่ใหม่เพื่อลดความสับสนและหวังผลในการตลาด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Java Desktop System ครับ Java Desktop System คือ ชุดซอพท์แวร์สำหรับพนักงานองค์กรทั่วๆ ไปที่ไม่ต้องการอะไรมากกว่าพิมพ์เอกสาร ส่งอีเมล์ ใช้งานเว็บ (พูดเข้าใจง่ายๆ หน่อย ก็ประมาณคอมพิวเตอร์สำหรับสาวออฟฟิศ อะไรประมาณๆ นี้)



โดย JDS นี้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ และซอพท์แวร์ที่จำเป็นในการใช้งานทั่วๆ ไป พร้อมทั้งลดความซับซ้อนในการบำรุงรักษาลง เพื่อที่ฝ่ายไอทีของบริษัทจะได้ประหยัดเงินและประหยัดแรงในการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์เหล่านี้ Sun ออก JDS มาแข่งกับ WindowsXP + OfficeXP โดยเฉพาะ เพราะว่าเจาะตลาดเดียวกันแต่ขายในราคาที่ถูกกว่ามาก (100 ดอลล่าห์ต่อพนักงานหนึ่งคน ถ้าบริษัทใช้ Java Enterprise System อยู่แล้ว ก็ลดลงเหลือ 50 ดอลล่าห์ ในขณะที่ WindowsXP Professional ราคาขายปลีก 299 ดอลล่าห์และ OfficeXP Standard อยู่ที่ 399 ดอลล่าห์)



เรื่องราคาและคุณภาพรวมไปถึง JDS จะรุ่งหรือไม่นั้น ไว้รอ JDS ออกมาจริงๆ ปลายปีนี้แล้วค่อยมาว่ากันอีกทีครับ เรามาดูตัว JDS กันดีกว่า ส่วนระบบปฏิบัติการที่ JDS ใช้นั้นคือ ลินิกซ์ครับ จริงๆ ก็ลือกันมานานแล้วว่า Sun มีแผนจะทำลินิกซ์ของตัวเองภายใต้โค้ดเนม Project MadHatter ซึ่งเจ้า MadHatter (เป็นชื่อตัวละครในนิยายเรื่อง Alice in the Wonderland) นี้กลายมาเป็น JDS นั่นเอง แต่ Sun กลับไม่ได้ทำลินิกซ์ของตัวเองตามข่าวลือ โดย Sun ใช้ลินิกซ์จากค่ายพันธมิตรคือ SuSE Linux (ไม่ใช่ Red Hat อย่างที่หลายๆ คนเดากัน) รายละเอียดของ JDS มีดังต่อไปนี้

  • ระบบปฏิบัติการใช้ SuSE Linux 8.2
  • ระบบเดสก์ทอปใช้ Gnome 2.2 โดยมีฟีเจอร์บางส่วนนำจาก Gnome 2.4 ที่เพิ่งออกเข้ามาด้วย เพราะ Sun มีบทบาทค่อนข้างมากในการพัฒนา Gnome 2.4
  • เว็บบราวเซอร์ Mozilla
  • ชุดออฟฟิศ Sun Star Office 7 โดย Star Office คือเวอร์ชันที่เป็นการค้าของ OpenOffice.org ที่เป็นต้นแบบของ OfficeTLE และปลาดาวของบ้านเราอีกที
  • ชุดโปรแกรมอีเมล์และตารางนัดหมาย Evolution จาก Ximian ที่เพิ่งโดน Novell ซื้อไป ตัวนี้เอาไว้ใช้แทน Outlook ครับ
  • โปรแกรมเสริมอื่นๆ เช่น Real Player และแน่นอนว่าต้องมี Java Virtual Machine เพื่อให้รันโปรแกรมจาวาได้

Sun ได้ทำการรวมองค์ประกอบพวกนี้เหมือนกับที่ผู้จัดจำหน่ายลินิกซ์ทุกเจ้าทำกัน เราอาจจะมองว่า JDS เป็น “Sun Linux” ก็ว่าได้ เพียงแต่ขายลูกค้าองค์กรของซันโดยเฉพาะแทนที่จะขายปลีกแบบ Red Hat หรือ Mandrake



เจ้า JDS นี้ก็ได้รับการตกแต่งหน้าตาให้สวยงามเป็นอย่างดี โดยทุกโปรแกรมจะใช้อินเทอร์เฟซเดียวกันหมดเพื่อลดความสับสน โดย Sun ตั้งชื่อว่า BluePrint (เหมือนกับ RedHat 8-9 มีอินเทอร์เฟซชื่อ Bluecurve หรืออินเทอร์เฟซของ WindowsXP ชื่อ Luna) ไอคอนเดิมๆ ที่เราเคยเห็นบนวินโดว์อย่าง My Document, My Networks, My Computer ก็มีให้ใน JDS ด้วยเช่นกัน



เว็บไซท์ NewsForge ได้ลองเวอร์ชันทดสอบของ JDS (ยังเป็น Close Beta อยู่) และรายงานว่าทำงานได้ดีทีเดียว ต้อง รอดูครับว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า JDS ตัวจริงออกมาแล้วจะทำงานได้ดีขนาดไหนครับ