ไม่มี RedHat 10 อีกต่อไป

อาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ขนาดช็อควงการลินิกซ์อยู่ 2 ข่าวครับ อย่างแรกเลย คือ บริษัท Red Hat ซึ่งเป็นผู้ผลิตลินิกซ์ดิสทริบิวชันอันดับ 1 ของโลก ประกาศเลิกทำ Red Hat Linux เสียแล้ว ส่วนอีกข่าวหนึ่งที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือ บริษัท Novell เข้าซื้อกิจการบริษัท SuSE จากเยอรมันเจ้าของ SuSE LINUX ที่ถือได้ว่าเป็นลินิกซ์อันดับ 2 ของโลก วันนี้ว่ากันที่ข่าวแรกก่อนครับ ส่วนเรื่อง Novell ซื้อ SuSE ไว้อาทิตย์หน้าครับ



Red Hat ประกาศเลิกทำ Red Hat Linux



อ่านพาดหัวแล้วอย่าเพิ่งตกใจไปครับ บริษัท Red Hat ไม่ได้ออกจากธุรกิจลินิกซ์แต่อย่างใด เพียงแต่หยุดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Red Hat Linux (RHL) ซึ่งเป็นลินิกซ์ตัวที่ชาวบ้านทั่วไปอย่างเราๆ ใช้กัน ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Red Hat 8 หรือ Red Hat 9 นั่นล่ะครับ โดย Red Hat หันไปทุ่มให้กับผลิตภัณฑ์ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) แทน สังเกตชื่อผลิตภัณฑ์ดีๆ นะครับว่า RHL กับ RHEL มันเป็นคนละตัวกัน จากชื่อของ Red Hat Enterprise Linux นั้นบอกชัดเจนว่า Red Hat หันมาจับกลุ่มลูกค้าบริษัทและองค์กรแทน



อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมถึงทำอย่างนี้? แล้วเราจะไปใช้ลินิกซ์ตัวไหนแทนดีล่ะ? อันนี้ต้องตอบทีละคำถามครับ สาเหตุที่ Red Hat หยุดการพัฒนา Red Hat Linux จะว่าไปแล้วก็มีเพียงสาเหตุเดียวคือเรื่องเงินครับ



จากเดิมนั้นลินิกซ์เป็นซอพท์แวร์เสรีที่ใครจะไปดาวน์โหลดมาใช้ก็ได้ (แต่ไม่สะดวกนัก) เลยมีบริษัทที่เรียกว่าลินิกซ์ดิสทริบิวชันอย่าง Red Hat หรือว่า SuSE หากินจากความสะดวกตรงนี้ โดยรวมตัวระบบปฏิบัติการลินิกซ์กับซอพท์แวร์ที่จำเป็น เรียกว่า ลินิกซ์ดิสทริบัวชัน อัดลงซีดี แล้วขายโดยคิดค่าซีดี ค่าคู่มือ และบริการสนับสนุน กำไรจากดิสทริบิวชันนั้น Red Hat ก็นำมาจ้างพนักงานให้พัฒนาลินิกซ์และซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งบริษัทอย่าง Red Hat ก็ใจสปอร์ทพอที่จะเปิดให้ใครก็ได้ดาวน์โหลด Red Hat Linux ไปใช้งานได้ฟรีๆ (โดยไม่มีบริการสนับสนุนหรือคู่มือให้ สำหรับคนที่ดาวน์โหลด) โมเดลทางธุรกิจดิสทริบิวชันลินิกซ์แบบนี้มีมานานพอสมควร และเป็นแบบอย่างให้ดิสทริบิวชันหลายยี่ห้อทำตามอย่าง



ปัญหาอยู่ที่ว่า การแจกตัวลินิกซ์ดิสทริบิวชัน ทำให้รายได้ของบริษัทในส่วนนี้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร ในขณะที่บริษัทไอทียุคดอทคอมเริ่มล่มสลาย งบประมาณทางด้านไอทีก็เริ่มถูกจำกัดลง ทำให้ลินิกซ์ดิสทริบิวชันต่างๆ เริ่มหาทางอยู่รอด อย่าง Mandrake ต้องเสียเงินสมัครเป็นสมาชิก Mandrake User Club ก่อน ถึงจะสามารถดาวน์โหลด Mandrake Linux ได้ หรือ SuSE นั้นหันมาขายเป็นซีดีอย่างเดียว โดยไม่เปิดให้ดาวน์โหลดเลย



สองบริษัทนี้เปลี่ยนนโยบายมาเป็นแบบนี้มานานพอสมควร พอมาคราวนี้ถึงคิวของ Red Hat เอง จึงไม่น่าแปลกใจมากนักครับ



ประกาศอย่างเป็นทางการของ Red Hat คือ จะหยุดให้บริการสนับสนุน Red Hat Linux 7.x และ 8.x ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ส่วน Red Hat Linux 9 นั้นจะเป็นเดือนเมษายนปีหน้า และหยุดการพัฒนา RHL นั่นหมายความว่าเราจะไม่เห็น Red Hat 10 อีกต่อไป ถ้าลองเปิดเว็บไซท์ของ Red Hat ดูจะเห็นว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ Red Hat Linux 9 ในหน้าเว็บแล้ว ในหน้าแรกของเว็บไซท์ยังมีประกาศให้ผู้ใช้ Red Hat Linux นั้นเตรียมตัวย้ายไปใช้ลินิกซ์อีกตัวของบริษัท คือ Red Hat Enterprise Linux แทนด้วย



Red Hat Enterprise Linux



สิ่งที่ Red Hat อยากให้พวกเราเปลี่ยนไปใช้นั้นเป็นผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า Red Hat Enterprise Linux ที่เดิมทีออกมาจับตลาดเซิร์ฟเวอร์ โดย RHEL นี้มีอยู่ 3 รุ่นครับ



รุ่นเล็กสุดคือ WS (Work Station) สำหรับงานทั่วๆ ไปในบริษัท ถัดมาคือ ES (Enterprise Server) ไว้ทำงานเซิร์ฟเวอร์ทั่วๆ ไป เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือเมล์เซิร์ฟเวอร์ ส่วนตัวบนสุดคือ AS (Advance Server) จับลูกค้าเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ เช่น เซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล เจ้า RHEL นี้ทำเงินให้ Red Hat มากทีเดียว มาดูราคาของมันบ้าง ราคาของ RHEL นี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา รุ่น WS ที่เราน่าจะมีโอกาสใช้กันมากที่สุดราคา 179 เหรียญ จากเดิมที่ RHL9 นั้นราคาเพียง 40 เหรียญ ทาง Red Hat เองได้คลอด RHEL v.3 มารับการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้โดยเฉพาะ



เราจะเห็นว่า Red Hat หันมาทุ่มตลาดองค์กร (Enterprise Server/Enterprise Desktop) เต็มตัว โดยไม่เหลียวแลตลาดผู้ใช้ตามบ้าน (Consumer Desktop) อีกต่อไป เพราะบริษัทหันไปมุ่งที่จะขายการสนับสนุน ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อ มากกว่าจะขายตัวผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าปลีกเหมือนที่เคยทำมา แต่ว่าจริงๆแล้ว มรดกของ Red Hat Linux ยังคงอยู่ครับ แต่ว่ามันกลายไปเป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มตัวใต้ชื่อ Fedora



Fedora Project



ในเว็บไซท์ของ Red Hat นั้นมีทางเลือกให้กับลูกค้าเก่าของ RHL อยู่สองทางเลือก อย่างแรกคือ ยอมเสียเงินเพิ่มหันไปใช้ RHEL หรือ อย่างที่สอง ไปใช้ Fedora แทน



เดิมทีถึง Red Hat Linux จะเป็นซอพท์แวร์เสรี แต่การพัฒนา RHL นั้นทำโดยพนักงานของ Red Hat เองเท่านั้น (Open Source แต่ไม่ Open Development) ทำไปทำมา มีอาสาสมัครอยู่กลุ่มหนึ่งอาสาดูแลโปรแกรมใน RHL ในชื่อโครงการ Fedora โดยเหมือนเป็นการพัฒนาคู่ขนานไปกับทีมงานจาก Red Hat แต่เมื่อนโยบายเปลี่ยน บริษัทไม่สนับสนุน RHL อีกต่อไป งานเดิมใน RHL ที่ทำโดยพนักงาน Red Hat ก็ถูกโอนย้ายมารวมกับโครงการ Fedora ที่เป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มตัว ดูแลโดยอาสาสมัคร และแน่นอนว่าไม่มีบริการหลังขาย หรือคู่มือ



ผู้ใช้เดิมของ RHL ที่ไม่ต้องการบริการหลังขายมากนัก สามารถมาใช้ Fedora แทนได้ทันที (เหมือนกับเป็น Red Hat 10 กลายๆ) จากที่ผมได้ลองใช้ Fedora 0.95 มา (ส่วน Fedora 1.0 เพิ่งออกมาไม่กี่วันนี้เอง) ก็พบว่าทำงานได้ดี และหน้าตาไม่ต่างจาก RHL9 มาก โปรแกรมต่างๆ ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นหลายส่วน ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า ลินิกซ์ทะเลตัวหน้า (5.5) นั้นจะพัฒนาต่อจาก Fedora 1.0 นี้เช่นกัน



ความเห็นของผมคือ การเปลี่ยนนโยบายของ Red Hat คราวนี้ ส่งผลกระทบต่อวงการลินิกซ์ (ต่างประเทศ) ค่อนข้างมาก ผู้ใช้ระดับล่างๆ และคนที่มีความรู้เรื่อง Linux บ้างจะย้ายมาใช้ Fedora ส่วนลูกค้าองค์กรนั้นจะไปใช้ RHEL ตามที่ Red Hat หวังจะให้เป็น แต่กลุ่มที่ตัดสินใจค่อนข้างลำบาก คือบริษัทขนาดเล็ก ที่เคยใช้ RHL (ไม่ใช่ RHEL) ในการทำเซิร์ฟเวอร์หรือใช้ในกิจการของบริษัท อาจต้องคิดมาก ว่าจะเลือกจ่ายเพิ่มแล้วไปใช้ RHEL แทน หรือเปลี่ยนยี่ห้อไปใช้ SuSE หรือ Mandrake ที่ยังมีผลิตภัณฑ์ระดับเดียวกันขายอยู่ หรือถ้าพนักงานด้านไอทีมีความรู้ทางลินิกซ์หน่อย อาจจะเลือกใช้ Fedora ก็ย่อมได้



แต่ถ้าเป็นบริษัทในเมืองไทยนั้น ผมคิดว่าไม่มีปัญหามากนักครับ โดยทั่วๆ ไปคนไทยเราก็แทบไม่ได้อาศัยบริการสนับสนุนของซอพท์แวร์อยู่แล้ว เนื่องจากเราใช้ซอพท์แวร์เถื่อนกันจนชิน ถึงจะใช้ลินิกซ์ ก็ใช้ลินิกซ์เวอร์ชันดาวน์โหลด (ซึ่งไม่ผิดกฏหมาย เพียงแต่ไม่มีบริการสนับสนุน) และบริษัทที่ใช้ลินิกซ์ส่วนมากก็มักจะมีผู้ดูแลระบบที่มีความรู้ด้านลินิกซ์อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปนั้น ถ้าใจร้อนก็ไปดาวน์โหลด Fedora 1.0 มาใช้กันได้เลยที่ fedora.redhat.com แต่ถ้ายังรอได้ แนะนำให้รอลินิกซ์ทะเลตัวใหม่ ต้นปีหน้าคงจะได้ใช้กันครับ