ทำนายสถานการณ์ลินิกซ์ปี 2004

เมื่อถึงปลายปี สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ก็จะเริ่มสรุปข่าวดังประจำปี และพยากรณ์อนาคตในอีกหนึ่งปีข้างหน้า วงการลินิกซ์และซอพท์แวร์เสรี ก็ไม่ต่างกันครับ สำนักข่าวทางด้านคอมพิวเตอร์หลายแห่งได้ทยอยเผยแพร่บทความเกี่ยวกับลินิกซ์ในปี 2004 แล้ว มีการเชิญคนดังในวงการมากมายมาร่วมให้ความเห็น ไว้มีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟังกัน แต่คราวนี้ผมขอตั้งตัวเป็นผู้พยากรณ์สถานการณ์ลินิกซ์ในปีหน้าให้อ่านกันครับ



ปีหน้านี้สิ่งที่เราจะได้ใช้กันแน่ๆ คือ เคอร์เนลตัวใหม่ เวอร์ชัน 2.6 และตลาดระบบปฏิบัติการจะเหลือเพียงลินิกซ์กับวินโดว์เท่านั้นไม่ว่าจะเป็นตลาดระดับสูงหรือต่ำขนาดไหนก็ตาม ผมแยกเป็นกลุ่มๆ 5 กลุ่มดังนี้ครับ



ตลาดเซิร์ฟเวอร์ (Enterprise Server)

ลินิกซ์ถือกำเนิดมาจากจุดนี้ ด้วยตัวระบบปฏิบัติการที่เสถียร มีประสิทธิภาพสูง และราคาถูก ประกอบกับซอพท์แวร์ด้านเซิร์ฟเวอร์ที่แข็งแกร่ง เช่น Apache เว็บเซิร์ฟเวอร์อันดับ 1 ของโลก, MySQL สำหรับฐานข้อมูล หรือ Sendmail สำหรับเมล์เซิร์ฟเวอร์ ตลาดนี้ลินิกซ์กินเรียบมานานแล้ว และจะทยอยกินส่วนแบ่งของยูนิกซ์ตัวอื่นๆ อย่าง Solaris ของซันไปเรื่อยๆ เหลือเพียงคู่แข่งที่สำคัญคือ Windows Server 2003 เท่านั้น



ตลาดเซิร์ฟเวอร์ระดับสูง (Datacenter)

ถึงลินิกซ์จะราคาถูกแค่ไหน แต่สิ่งที่ยังขาดไปคือประสิทธิภาพในการทำงานขนาดใหญ่มากๆ และผิดพลาดไม่ได้ต้องรันติดต่อกันตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่เกี่ยงค่าใช้จ่าย เดิมทีระบบปฎิบัติการที่ใช้ๆ กันคือ Solaris ของซัน หรือไม่ก็ AIX ของไอบีเอ็ม แต่ปีหน้านี้เมื่อเคอร์เนล 2.6 ออกมา ลินิกซ์จะสามารถใช้ซีพียูได้พร้อมกันถึง 32 ตัว (จากเดิม 8 ตัวในเคอร์เนล 2.4) แถมยังสนับสนุนสถาปัตยกรรม NUMA (Non Uniform Memory Access) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่ใช้กันในซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันด้วย ตลาดนี้ลินิกซ์มีโอกาสเติบโตได้สูงเช่นกัน



เดสก์ทอปในองค์กร (Enterprise Desktop)

ตลาดเดสก์ทอปในองค์กร (ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ พิมพ์งาน ส่งเมล์ นัดประชุม แชร์ไฟล์ภายใน) ในปีหน้านี้ บริษัทจำนวนมากน่าจะเปลี่ยนระบบปฏิบัติการจาก Windows XP, 2000 หรือ 2003 ก็ตาม มาเป็นลินิกซ์กันมากขึ้น เนื่องจากลินิกซ์ค่อนข้างจะพร้อมแล้วกับตลาดนี้ โดยแรงขับดันหลักจะมาจากฝั่งรัฐบาล หลังจากที่ปี 2003 รัฐบาลทั่วโลกได้เปลี่ยนมาใช้ลินิกซ์กันค่อนข้างเยอะ (เช่น มิวนิค ลอนดอน บราซิล และจีน) เจ้าตลาดย่อมเป็น SuSE/Ximian หลังจากเข้าไปอยู่ในเครือ Novell และได้รวมจุดแข็งของทั้งคู่ซึ่งเก่งในเดสก์ทอปองค์กรเข้าด้วยกัน ส่วน Red Hat ที่หันมาบุกตลาดนี้ ด้วย Red Hat Enterprise Linux จะตามมาเป็นที่สอง Java Desktop System ของซันคงไม่ประสบความสำเร็จมากนักในต่างประเทศ ส่วนในบ้านเราก็ไม่น่าจะมีคนใช้เลย



เดสก์ทอปตามบ้าน (Consumer Desktop)

ตลาดเดสก์ทอปตามบ้าน (ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม) เป็นเหมือนกับพรมแดนสุดท้ายที่ลินิกซ์ยังเข้าไปไม่ถึงเสียที สิ่งที่ลินิกซ์ยังขาดอยู่มีสองอย่าง คือ โปรแกรมมัลติมีเดียครอบจักรวาลแบบ Windows Media Player ซึ่งในตอนนี้มีโปรแกรมที่พอมีศักยภาพสองตัว คือ Mplayer ที่เล่นไฟล์ได้สารพัดชนิด ตั้งแต่ mp3 ยัน QuickTime แต่ยังขาดฟีเจอร์อื่นๆ นอกเหนือจากเล่นไฟล์ เช่น ความสามารถในการก็อปปี้ซีดีเพลงลงเครื่อง หรือฟังวิทยุออนไลน์ อีกโปรแกรมหนึ่งที่ผมใช้แล้วชอบคือ Rhythm Box ซึ่งสร้างเลียนแบบ WMP หรือ iTunes ของแอปเปิล มีระบบ Media Library ที่ค่อนข้างฉลาด แต่ยังเป็นโปรแกรมใหม่อยู่ ซึ่งทั้งคู่ต้องอาศัยเวลาพัฒนาอีกพอสมควร อีกส่วนหนึ่งคือเกม ซึ่งก็ยังไม่มีวี่แววจะเกิดบนลินิกซ์ได้เลย เกมบนลินิกซ์ยังคงจะเป็นเกมง่ายๆ เช่นเคย มีเพียง Unreal Tournament 2003 (และ 2004 ที่จะตามมาในปีหน้า) เป็นเกมสามมิติเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบเพียงเกมเดียว ตลาดนี้วินโดว์ XP จะยังยึดไว้อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิมครับ



อุปกรณ์ฝังตัว (Embeded System)

อุปกรณ์ฝังตัวเหล่านี้ ลินิกซ์มีจุดเด่นที่เป็นมาตรฐานเปิด ฟรี (อุปกรณ์พวกนี้กำไรต่อหน่วยน้อย ต้องลดต้นทุนให้มากที่สุด) และเป็นซอพท์แวร์เสรี แก้ไขให้เหมาะกับแต่ละอุปกรณ์ได้ เคอร์เนล 2.6 จะทำให้ลินิกซ์สนับสนุนอุปกรณ์ฝังตัวได้หลากหลายชนิดขึ้น เช่น ซีพียูจากโตชิบา และโมโตโรล่า ถึงแม้ลินิกซ์จะไม่ใช่เจ้าของตลาดนี้ (และยังไม่เป็นต่อไปอีกหลายปี) แต่ก็เป็นผู้เล่นหลักที่มีบทบาทพอสมควร แถมเพิ่มขึ้นทุกปี คู่แข่งที่สำคัญคือ Palm, Windows CE และ Wind River



ช่วงปี 2004 – 2005 นี้น่าจะเป็นช่วงเวลากอบโกยที่สำคัญที่สุดของลินิกซ์ เพราะว่าคู่แข่งสำคัญ คือ Longhorn ของไมโครซอพท์ ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เพียบ จะออกมาในครึ่งหลังของปี 2005 หรือไม่ก็ปี 2006 ช่วงเว้นนี้จึงเป็นโอกาสทองของลินิกซ์ที่จะพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด และแย่งฐานลูกค้าเดิมๆ มาจากไมโครซอพท์ ผมไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจอะไรไมโครซอพท์หรือวินโดว์นะครับ การพัฒนาซอพท์แวร์และนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นผลดีต่อผู้ใช้แน่นอน เพียงแต่ว่าลินิกซ์ถูกกว่า (เยอะ) เท่านั้นเอง :-P