ซัน ไมโครซิสเต็มถือว่าเป็นบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมไฮเทคของโลก และเป็นไม่กี่บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์ โดยด้านฮาร์ดแวร์นั้น ซันผลิตคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ระดับสูง ซึ่งแบ่งเป็นรุ่นที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ของอินเทลและ SPARC ของซันเอง ส่วนซอพท์แวร์ ซันมีระบบปฏิบัติการโซลาริส ซึ่งนับเป็นยูนิกซ์อีกระบบหนึ่งที่มีความสามารถในการประมวลผลเหมาะกับงานใหญ่ๆ มากกว่าลินิกซ์ แต่คนทั่วไปมักจะคุ้นกับซันในฐานะผู้คิดค้นภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่อย่างจาวามากกว่า
ทว่า ซันทุกวันนี้กำลังแย่ครับ ทุกตลาดที่เคยเป็นเจ้าของกำลังถูกคู่แข่งโจมตีอย่างหนัก
จากเดิมที่เราต้องยอมลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบ SPARC รันระบบปฏิบัติการโซลาริสในราคาแพง เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและเสถียรภาพ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเปลี่ยนไป เนื่องจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลธรรมดาที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ x86 จากอินเทลและเอเอ็มดี พัฒนาขึ้นจนมีความสามารถใกล้เคียงกับ SPARC แถมยังหาซื้อได้ในราคาที่เรียกได้ว่าถูกมาก เมื่อรวมกับระบบปฏิบัติการยุคใหม่อย่างวินโดว์ 2003 หรือลินิกซ์ที่มีความสามารถพอฟัดเหวี่ยง ทำให้แนวโน้มของตลาดคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์มุ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์แบบ x86 ที่รันลินิกซ์มากกว่า SPARC อย่างชัดเขน
ส่วนจาวานั้น เรียกได้ว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เชิงวัตถุ ที่มีความสามารถในตัวภาษามาให้พร้อมเพรียง ทำให้สะดวกต่อการเขียนกว่าภาษายุคเก่าๆ อย่างภาษาซี และมีจุดเด่นที่เขียนครั้งเดียว แล้วรันที่ไหนก็ได้ กำลังโดนภาษา C# ที่ไมโครซอพท์ทุ่มสุดตัวใต้นโยบาย .NET ตีตลาดอยู่เช่นกัน โดย C# นั้นมีแนวคิดคล้ายกับจาวา แต่ทำงานได้เร็วกว่าจาวาเยอะ แถมยังมีภาษายุคใหม่ Python ที่นิยมในโลกโอเพ่นซอร์ส เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอีกราย
ซันประสบปัญหาด้านการเงินพอสมควรจากยอดขายเซิร์ฟเวอร์ที่ตกลงมาก ซึ่งซันเองได้แก้เกมในฐานะผู้ผลิตซอพท์แวร์ โดยหันมาจับซอพท์แวร์ดาวรุ่งอย่างลินิกซ์แทน เพราะรู้ดีว่าไม่สามารถนำโซลาริสมาสู้กับลินิกซ์ในเรื่องราคาได้ ซันเปลี่ยนนโยบายให้เซิร์ฟเวอร์ระดับล่างและกลางซึ่งราคาเป็นปัจจัยสำคัญ ให้มาใช้ซีพียู Opteron จากเอเอ็มดีและระบบปฏิบัติการลินิกซ์ แล้ววางให้เซิร์ฟเวอร์ SPARC ที่ใช้โซลาริสอยู่ในระดับบนซึ่งลินิกซ์ยังไม่สามารถสู้ได้ในด้านประสิทธิภาพ
สำหรับซอพท์แวร์ระดับผู้ใช้ทั่วไป ซันเพิ่งออกระบบปฏิบัติการ Java Desktop System ที่เรียกได้กลายๆว่าเป็น Sun Linux ออกมาเพื่อจับตลาดเดสก์ทอปในองค์กร และโปรแกรมชุดออฟฟิศ StarOffice ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการโอเพ่นซอร์ส OpenOffice.org ออกมาตีตลาดไมโครซอพท์ออฟฟิศโดยตรง ด้วยราคาที่ถูกกว่าค่อนข้างเยอะ (โครงการปลาดาวของบ้านเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูล OpenOffice.org ได้รับการสนับสนุนจากซันประเทศไทยด้วยเหมือนกัน)
ส่วนจาวานั้น ถึงจะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลกอย่างกว้างขวางว่าเป็นภาษายุคใหม่ที่มีความสามารถ และใช้งานสะดวก แต่ซันกลับมีปัญหากับผู้ผลิตซอพท์แวร์เกี่ยวกับภาษาจาวา โดยบริษัทที่ลงทุนไปในด้านจาวามหาศาลอย่างบอร์แลนด์ ไอบีเอ็ม และออราเคิล ออกมาให้ความเห็นว่า ซันนั้นหวงอำนาจในการควบคุมและพัฒนาตัวภาษาจาวาไว้กับตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้แทบจะไม่มีโอกาสเลยที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ที่ตนเองต้องการให้กับจาวา และส่งผลให้เราเห็นตัวแปลภาษาจาวารุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ของซันเริ่มออกมามีบทบาทในตลาดมากขึ้น ตัวพัฒนาภาษาจาวาที่โดดเด่นที่สุดในตลาดตอนนี้ กลับกลายเป็น Eclipse ซึ่งเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สจากไอบีเอ็มและพันธมิตร แทนที่จะเป็น Netbeans ซึ่งเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สของซันเอง (ซันนำ Netbeans มาพัฒนาต่อและขายในชื่อ Sun ONE Studio)
สก็อต แมคนีลลีย์ ซีอีโอของซันออกมาแถลงกับสื่อมวลชนเมื่อไม่นานนี้ว่า โอเพ่นซอร์สเป็นนโยบายสำคัญของบริษัท โดยจะเห็นจากการเอาใจใส่ในลินิกซ์ และโครงการด้านโอเพ่นซอร์สใหญ่ๆ อย่าง OpenOffice.org และ Netbeans วันถัดมา อีริค เรย์มอนด์ คีย์แมนคนสำคัญของวงการโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความเรื่อง The Cathedral and The Bazaar ที่ส่งผลให้เน็ตสเคปโอเพ่นซอร์สเว็บบราวเซอร์จนกลายมาเป็น Mozilla ในทุกวันนี้ เขียนจดหมายเปิดผนึกให้ซันนั้นโอเพ่นซอร์สภาษาจาวาเสีย และกลายเป็นประเด็นร้อนบนอินเทอร์เน็ต เมื่อประธานฝ่ายเทคนิคของซันออกมาตอบโต้ว่า การเปิดเสรีจาวา อาจจะทำให้จุดเด่นของจาวาที่เขียนครั้งเดียวแล้วใช้ที่ไหนก็ได้นั้นเสียไปได้ โดยซันเองได้เปลี่ยนวิธีการพัฒนาจาวาให้เปิดเผยมากกว่าเดิมแล้ว (แต่ก็ยังค่อนข้างปิดอยู่ดี) โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Java Community Process และหวังว่าจะช่วยให้จาวาพัฒนาได้เร็วขึ้น
ความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ซันมีแต่ทรงกับทรุดเพียงอย่างเดียว เพราะ SPARC กับโซลาริสเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในภาวะขาลง ถึงแม้ซันจะเกาะกระแสลินิกซ์ได้ทัน แต่คงทำรายได้ได้ไม่เต็มที่เหมือนก่อน ส่วน StarOffice และ OpenOffice.org ก็จะยังเป็นแค่ซอพท์แวร์ทางเลือกของไมโครซอพท์ออฟฟิศต่อไป ยังไม่เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ ถึงแม้จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสนับสนุนโอเพ่นซอร์สของซันก็ตาม อาวุธสุดท้ายที่ซันยังเหลืออยู่คือ จาวา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน เพราะติดตลาดไปแล้ว แต่อุปสรรคในเรื่องทำงานได้ช้า และกระบวนการพัฒนาที่ยังค่อนข้างปิดตัวก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ
ซันอาจต้องเดิมพันอนาคตบริษัทไว้กับจาวาเวอร์ชันใหม่ 1.5 รหัส Tiger ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ ว่าจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ขนาดไหน และยังครองใจผู้ใช้ไม่ให้เปลี่ยนไปใช้ C# ได้หรือเปล่า