แมนเดรกลินิกซ์ (Mandrake Linux) เป็นผู้ผลิตลินิกซ์ดิสทริบิวชันสัญชาติฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมสูงมาก เดิมทีแมนเดรกพัฒนาแมนเดรกลินิกซ์ บนพื้นฐานจากเรดแฮทลินิกซ์อีกทีหนึ่ง (เหมือนกับลินิกซ์ทะเลของประเทศไทยเรา) โดยมีจุดขายที่กลุ่มผู้ใช้ระดับล่าง ที่ต้องการความง่ายในการใช้งาน เพราะว่าเรดแฮทนั้นออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับกลางถึงสูงมากกว่า ภายหลังแมนเดรกลินิกซ์ได้รับความนิยมทั้งในฝรั่งเศสและอีกหลายๆประเทศ ทางบริษัทแมนเดรกจึงแยกการพัฒนาแมนเดรกลินิกซ์ออกมาเป็นเอกเทศไม่ต้องอิงกับเรดแฮทอีกต่อไป
ปีสองปีก่อนหน้านี้แมนเดรกประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดนฟ้องคดีล้มละลาย และเข้าสู่แผนการฟื้นฟูกิจการ แมนเดรกกลับไปแก้ปัญหาทางการเงินของตัวเอง และปรับแผนการพัฒนาแมนเดรกลินิกซ์ ให้มีสองส่วน คือ Community Edition เป็นเวอร์ชันแจกให้ดาวน์โหลด และเป็นตัวอ้างอิงเพื่อค้นหาบั้กของระบบ หลังจากนั้นจะพัฒนาต่อมาเป็น Official Edition ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับวางขายจริง หลังจากแมนเดรกพ้นสภาพล้มละลายเมื่อต้นปีนี้ ได้ออก Mandrake Linux 10.0 Community ผลิตภัณฑ์ตัวแรกจากการพัฒนาแบบใหม่มาให้เราใช้กัน
Mandrake Linux 10.0 Community ประกอบด้วยซีดี 4 แผ่น สามารถดาวน์โหลดได้จากมิเรอร์ไซท์ในประเทศที่ ftp.nectec.or.th เมื่อนำมาไรท์ลงซีดีแล้ว ก็ทำการบูตจากซีดีตามปกติเหมือนลินิกซ์ตัวอื่นๆ แต่ผมกลับเจอปัญหาซีดีบูตไม่ได้ จึงต้องทำแผ่นดิสเกตบูตของแมนเดรกขึ้นมาแทน (อ่านวิธีทำได้จากเอกสารภายในซีดีแผ่นที่ 1 นะครับ) เมื่อเข้าสู่หน้าจอการติดตั้ง ให้เลือกภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทย จากนั้นระบบจะถามว่าเราต้องการใช้ปุ่มไหนบนคีย์บอร์ดเป็นปุ่มสลับภาษา เลือกเป็น Alt-Shift ก็ได้ครับแล้วแต่ถนัด (ไม่มีปุ่ม ~ ให้เลือก) หน้าจอถัดมาคือเลือกโปรแกรมที่จะลง ถ้าต้องการใช้เคอร์เนลตัวใหม่ของลินิกซ์คือ เคอร์เนล 2.6 นั้นไม่สามารถลงแพกเกจ LSB ได้ เพราะจะได้เป็นเคอร์เนล 2.4 แทน เดสก์ทอปปกติจะลง KDE มาให้เพียงตัวเดียว ถ้าใครอยากใช้ Gnome ก็ต้องเลือกลงเพิ่มตรงนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความเร็วในการติดตั้งครับ ผมเลือกโปรแกรมทั้งหมดประมาณ 2.4 GB (ค่าปริยายจะประมาณ 2.0GB) ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 15 นาทีเท่านั้นเอง
เมื่อลงแพกเกจทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ตัวติดตั้งจะแสดงรายละเอียดของระบบที่เพิ่งติดตั้งไป ซึ่งเราสามารถเลือกปรับแต่งได้ก่อนจะเริ่มทำงาน เช่น เลือกพริ้นเตอร์ โมเด็ม ระบบแลน และเลือกได้ว่าจะให้ล็อกอินอัตโนมัติหรือเปล่า (เพื่อความปลอดภัยของระบบก็ไม่ควรตั้งไว้) หลังจากนั้นก็บูตเครื่องหนึ่งครั้ง แมนเดรก 10.0 จะพร้อมใช้งานครับ หน้าจอการบูตเป็นกราฟฟิคทั้งหมดเหมือนกับลินิกซ์ตัวใหม่ๆ อย่าง Fedora หรือลินิกซ์ทะเล 5.5 บูตเสร็จแล้วจะพบกับหน้าจอ KDE ที่ใช้ธีม Mandrake Galaxy 2 สวยงาม (แต่แนะนำให้ใช้ธีม Plastik สำหรับ KDE จะสวยกว่า)
สิ่งที่ผมชอบคือเมนูครับ ถ้าเป็นเรดแฮทนั้น จะเรียงเมนูเป็น Program > Internet ซึ่งภายในหมวดอินเทอร์เน็ตจะมีโปรแกรมอยู่เต็มไปหมดจนรก แต่แมนเดรกจะเรียงแบบ Program > Internet > E-Mail และ Program > Internet > Web Browser แยกกันไปตามหมวดย่อย ทำให้แต่ละเมนูย่อยดูสวยงามไม่เยอะจนเกินไป สำหรับภาษาไทยนั้นใช้งานได้ทันทีไม่มีปัญหาใดๆ เพียงแต่ฟอนต์ตัวเล็ก และมีมาให้เพียงฟอนต์เดียวคือ Norasi ซึ่งแก้โดยดาวน์โหลด RPM ของลินิกซ์ทะเลที่ชื่อ thai-ttf มาลงเพิ่มได้
การใช้งานทั่วๆ ไปนั้นราบรื่นดี พาร์ทิชันของวินโดว์จะถูกเมาท์อัตโนมัติอยู่ที่ /mnt/windows_c ทำให้สะดวกกับการเรียกไฟล์จากวินโดว์ ปัญหาที่พบคือไม่สามารถเล่น MP3 ได้ตั้งแต่แรกเหมือนกับลินิกซ์ทะเล 5.5 เพราะทางผู้ผลิตกลัวปัญหาด้านลิขสิทธิ์ ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมกันเอง
ปัญหาอีกอย่างคือ เสียง แมนเดรกนั้นรู้จักการ์ดเสียงตั้งแต่ติดตั้ง แต่ว่าจะตั้งค่าความดังเป็น Mute เอาไว้ตอนต้น และยังไม่มีไอคอนลำโพงมาให้อีกด้วย ทำให้บางคนอาจสงสัยว่าใช้เสียงไม่ได้ วิธีแก้ไขคือคลิกขวาบนทาสก์บาร์แล้วเลือก Add > Sound Mixer จากนั้นปรับเสียงทุกอย่างให้ขึ้นมาจนเต็ม แล้วค่อยสั่งซ่อนไอคอนลำโพงกลับคืน การปรับแต่งส่วนต่างๆ ของระบบทำได้สะดวกเพราะมี Mandrake Control Center ที่เหมือนกับ Control Panel ของวินโดว์มาให้ด้วย สามารถปรับแต่งฮาร์ดแวร์ ซอพท์แวร์ การทำงานของระบบได้ครอบคลุมทั้งหมด
สรุปว่าผมค่อนข้างประทับใจกับ Mandrake Linux 10.0 Community พอสมควร ถึงแม้จะมีบั้กเล็กๆ น้อยอยู่บ้าง ซึ่งจะให้สมบูรณ์เต็มที่คงต้องรอ Mandrake Linux 10.0 Official ที่จะออกในเดือนพฤษภาคม แต่ Community ที่เป็นรุ่นแจกฟรีก็ทำงานได้ดีตามมาตรฐานเลยครับ