เชื่อมั้ยครับว่า นอกจากลีนุกซ์จะเติบโตในตลาดเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ในอุตสาหกรรมภาพยนต์ (ของฝรั่งเค้า) ก็ถูกลีนุกซ์บุกยึดพื้นที่ไปได้พอควรเลยในตอนนี้ หนังดังๆ หลายเรื่อง ที่ผ่านตาเรามาอย่าง ไททานิค, Shrek, Captain Corelli's Mandolin รวมถึง Star Wars Episode II ถูกสร้างด้วยลีนุกซ์ทั้งนั้น
สาเหตุที่สตูดิโอต่างๆ ในฮอลลีวู้ดเลือกใช้ลีนุกซ์เป็นระบบปฏิบัติการนั้นก็เพราะประสิทธิภาพ และความเสถียรของมัน (ปัจจัยด้านราคาไม่ค่อยมีผลมากนัก เพราะสตูดิโอพวกนี้เงินหนาอยู่แล้ว ขอประสิทธิภาพดีเยี่ยมก็พอ เท่าไรก็ยอมจ่าย) ข้อสำคัญอีกอันหนึ่งคือ ลีนุกซ์เป็นยูนิกซ์ประเภทหนึ่ง สมัยก่อนนั้นการทำเอฟเฟคต์ต่างๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ จะใช้คอมพิวเตอร์เฉพาะของบริษัทซิลิคอนกราฟฟิค เพราะเครื่องพีซีธรรมดายังไม่มีความสามารถขนาดนั้น และเครื่องของซิลิคอนกราฟฟิคนั้นใช้ระบบปฏิบัติการไอริกซ์ (IRIX) ซึ่งถือเป็นยูนิกซ์ตัวหนึ่ง
ตัวอย่าง หนังที่ทำด้วยซิลิคอนกราฟฟิคที่น่าจะคุ้นเคยกันก็อย่างเช่น จูราสสิค พาร์ค ภาคแรกไงครับ ทีนี้พอพีซีมีความสามารถมากขึ้น สตูดิโอต่างๆ ก็หันมาใช้พีซีแทนเพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่า แต่ซอพท์แวร์ในการทำเอฟเฟคต์เดิมทีนั้นรันอยู่บนไอริกซ์ สตูดิโอและบริษัทซอพท์แวร์ก็ต้องทำการพอร์ทซอพท์แวร์เหล่านั้นมายังพีซี ซึ่งลีนุกซ์ก็จะได้เปรียบวินโดว์ NT ตรงนี้ ก็คือเป็นยูนิกซ์เหมือนกัน สามารถพอร์ทได้ง่ายกว่านั่นเอง โดยซอพท์แวร์ดังๆ ที่เอ่ยชื่อแล้วคนในวงการต้องรู้จัก ถูกพอร์ทให้ใช้บนลีนุกซ์เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Alias|Wavefront Maya, Nothing Real Shake หรือ Renderman ของพิกซาร์

สตูดิโอที่นำลีนุกซ์มาใช้งานมากที่สุดในตอนนี้ คือ DreamWorks SKG ของสตีเวน สปีลเบิร์ก ผู้กำกับคนดังที่เรารู้จักกันดี ภาพยนต์แอนิเมชันสามมิติอย่าง Shrek ถือเป็นแอนิเมชันเรื่องแรก ที่นำลีนุกซ์มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ส่วนแอนิเมชันสองมิติเรื่อง Spirit, Stallion of the Cimarron นั้นถูกวาดเส้นและลงสีด้วยลีนุกซ์ทั้งหมด และเรนเดอร์ด้วยเครื่องที่ครึ่งหนึ่งเป็นลีนุกซ์ โดยซอพท์แวร์ที่ใช้ในการวาดเส้นนั้นเป็นซอพท์แวร์ของ DreamWorks เองที่พอร์ทมาจาก IRIX ส่วนแอนิเมชันเรื่องถัดไปของ Dreamwork คือ Sinbad(2003) Sharkslaye (2004) นั้นจะสร้างบนลีนุกซ์ทั้งหมด

อีกสตูดิโอหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ Pixar Animation ของสตีฟ จ็อบส์ ที่ทำเรื่อง ToyStory, A Bug's Life และ Monster Inc. ได้ทำการเปลี่ยนเครื่องของซิลิคอนกราฟฟิคและซัน มาเป็นพีซีที่รันลีนุกซ์แล้ว และซอพท์แวร์ด้านสามมิติของ Pixar คือ Renderman ก็ได้ถูกพอร์ทมาทำงานบนลีนุกซ์ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน ภาพยนต์แอนิเมชันเรื่องต่อไป คือ Finding Nemo จะใช้ลีนุกซ์เป็นหลักในการสร้าง

ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ ILM (Industrial Light & Magic) ของจอร์จ ลูคัส ซึ่งเป็นสตูดิโอที่ทำเทคนิคพิเศษเป็นรายแรกๆ ของโลก ผลงานที่เรารู้จักกันก็คือ Star Wars ทุกภาค ได้เปลี่ยนเครื่องซิลิคอนกราฟฟิคประมาณ 20 เปอร์เซนต์เป็นพีซีที่ใช้ซีพียูของ AMD และรันลีนุกซ์ และกำลังพอร์ทซอพท์แวร์มาใช้งานกับลีนุกซ์อยู่ ภาพยนต์เรื่องแรกที่ลีนุกซ์ถูกใช้งานคือ Star Wars Episode II ที่เพิ่งผ่านสายตาเรามานี่เองครับ นอกจากนี้ทาง ILM กำลังพัฒนาโปรแกรมที่ใช้เล่น QuickTime ซึ่งเป็นไฟล์หนังมาตรฐานของอุตสาหกรรมภาพยนต์ มาใช้งานกับลีนุกซ์ ตามปกติทำงานที่ความละเอียด 320x240 พิกเซลก็เก่งแล้ว แต่ว่าโปรแกรมของ ILM ตอนนี้ทำงานได้ที่ 1280x700 ด้วยความเร็ว 24 เฟรมต่อวินาที และทางบริษัทหวังว่าจะทำได้ถึง 2048x1024 พิเซล
นอกจากสตูดิโอระดับยักษ์แล้ว สตูดิโอเล็กๆ หลายรายก็เปลี่ยนมาใช้ลีนุกซ์ด้วยเช่นกัน Double Negative ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Universal มีผลงานอย่าง Mission Impossible II ได้ใช้ลีนุกซ์สร้างฉากเครื่องบินใน Captain Corelli's Mandolin และ Enemy at the Gates สตูดิโอ Studio City ที่มีส่วนในการสร้าง X-Men ก็ใช้ GIMP และ RenderMan ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า นอกจากงานที่ต้องทำเกี่ยวกับเครือข่าย ที่ลีนุกซ์เก่งอยู่แล้ว ในงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูงๆ อย่าง ภาพยนต์นั้น ลีนุกซ์ก็แสดงความสามารถจนเป็นที่ยอมรับได้มาก เหลือแต่งานทั่วๆ ไปสำหรับคนทั่วๆ ไป อย่างงานเดสก์ทอป ที่ลีนุกซ์ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไป