คิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่าน คงจะรู้จักกับ linux กันดีอยู่แล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา กรุงเทพธุรกิจก็ได้เสนอข่าวของ linux ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ บางท่านอาจจะรู้ว่า linux คือ ซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สชนิดหนึ่ง ที่เปิดเผยโค้ดต้นฉบับของมัน และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าร่วมพัฒนา (หรือภาษาชาวบ้านหน่อยก็คือ เข้าไปช่วยเค้าเขียนโปรแกรม) ได้อย่างเสรี บางท่านอาจได้ยินมาว่า linux นั้นมีประสิทธิภาพสูง มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือได้ และฟรี เหมาะอย่างยิ่ง ที่จะนำมาใช้ทดแทนซอพท์แวร์ราคาแพงที่เราใช้ๆ กันอยู่ในปัจจุบัน ถูกต้องครับ
ข้อดีของ linux ที่คุณผู้อ่านได้รับฟังมานั้น เราอาจได้ยินว่า linux ดีอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ถ้าลองมองรอบตัวดูดีๆ ก็อาจจะรู้สึกว่า คนที่เอ่ยว่า linux ดี บางทีก็ไม่เห็นจะใช้ linux กันบ้างเลย
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ล่ะ สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมนึกออกคงเป็นเรื่องของความคุ้นเคย ในเมื่อเรามีความสุขดีกับระบบเดิมๆ อย่างวินโดว์ ทำไมเราถึงจะต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ไม่เคยใช้ และได้ชื่อว่ายังใช้ยากอยู่ อย่าง linux บางคนอาจบอกว่า linux นั้นเป็นของฟรี ไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ดังนั้น ถ้าเกิดว่าระบบมีปัญหา ใครจะมาแก้ไขปัญหาให้ บริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ จำนวนมาก ยังลังเลไม่กล้าเปลี่ยนไปใช้ linux หรือแอบใช้เนื่องจากกังวลเรื่องชื่อเสียงของบริษัทว่าใช้ซอพท์แวร์ฟรีที่ไม่น่าเชื่อถือมาทำงานในองค์กรของตัวเอง
แต่นั่นเป็นเรื่องของเมื่อ 2-3 ปีมาแล้ว เมื่อกระแส linux และโอเพ่นซอร์ส บูมขึ้นมาใหม่ๆ ในเมืองไทยก็เป็นกระแสความดังของ LinuxTLE4.1 และปลาดาว 1.0 ที่โผล่เข้ามาในช่วงตรวจจับซอพท์แวร์ลิขสิทธิ์พอดี ทุกคนต่างสนใจมัน หามาลองใช้เพื่อทดแทนการใช้งานซอพท์แวร์แบบเดิมๆ สำหรับงานเดสก์ทอป อย่าง วินโดว์ และไมโครซอพท์ออฟฟิศ แต่สุดท้าย คนส่วนมากก็เบือนหน้าหนี ด้วยสาเหตุที่ว่า ยังใช้งานยากอยู่ และไม่คุ้นเคย กระแส linux ที่ดังอยู่พักหนึ่งก็ค่อยๆ ซาไป
แต่ในอีกมุมหนึ่ง linux ที่ได้ชื่อว่าทำงานเซิร์ฟเวอร์ได้ยอดเยี่ยม ก็ได้พิสูจน์ชื่อเสียงด้านนี้ของมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เว็บไซท์ส่วนมากในอินเทอร์เนต ทำงานด้วยเว็บเซิร์ฟเวอร์อาปาเช่ (Apache) ซึ่งเป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส และส่วนมากก็ทำงานบน linux อีกที นอกจากนี้เราจะเห็นโซลูชันการพัฒนาเว็บด้วยซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สอย่าง Perl, PHP และฐานข้อมูลอย่าง MySQL เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การพัฒนาของ linux สำหรับงานด้านเดสก์ทอปในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ก็พัฒนาเพิ่มขึ้นมากพอสมควร ปี 2003 นี้ จึงอาจเรียกได้ว่า กระแสซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สได้กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เริ่มจะใช้งานได้จริงแล้ว
ตามปกติแล้วนะครับ บทพิสูจน์ที่ดีที่จะแสดงให้เห็นว่า ซอพท์แวร์ใดใช้งานได้จริง นั่นก็คือ การที่บริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ได้หันมาใช้งานซอพท์แวร์นั้นๆ ในการทำงานจริง แต่คราวนี้ ไม่เพียงทางฝั่งธุรกิจจะหันมาใช้โอเพ่นซอร์สกัน แต่ว่า ทางฝั่งรัฐบาลของหลายๆ ประเทศ ก็เริ่มหันมาใช้งานซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สกันแล้วครับ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ถ้าติดตามข่าวด้านนี้ จะพบว่ารัฐบาลรอบโลกได้หันมาประกาศใช้งานโอเพ่นซอร์สกันเยอะ
จุดเริ่มต้นแรกเลยอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ที่หันมาพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเอง โดยอิงพื้นฐานจาก linux ด้วยชื่อว่า Red Flag Linux หรือลินุกซ์ธงแดง ซึ่งสาเหตุหลักที่จีนหันมาสร้างระบบของตัวเอง ก็เพราะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีด้านซอพท์แวร์ของต่างชาติ (ในที่นี้ก็คืออเมริกา) และกลัวการล้วงความลับภายในทางการจีน ผ่านซอพท์แวร์ของอเมริกานั่นเอง เพราะระบบปฏิบัติการเดิมๆ นั้นไม่เปิดเผยซอร์สโค้ด ซึ่งจีนไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ผู้ผลิตได้ใส่อะไรมาไว้สำหรับล้วงความลับไว้รึเปล่า จีนจึงต้องหันมาใช้ระบบปฏิบัติการที่เปิดเผยกว่า อย่าง linux
ประเทศถัดมาที่หันมาใช้ซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สคือ เยอรมนี ซึ่งสาเหตุที่สำคัญนอกเหนือไปจากข้อดีของโอเพ่นซอร์สที่กล่าวมาข้างต้นก็คือ ผู้พัฒนาระบบเดสก์ทอปหลักของ linux ตัวหนึ่ง คือ KDE นั้นเริ่มมาจากเยอรมัน รวมไปถึงผู้พัฒนา linux สัญชาติเยอรมันอย่าง SuSE นั้นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการใช้งานซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สในประเทศ ล่าสุดรัฐบาลเยอรมันได้ให้ทางทีม KDE พัฒนาซอพท์แวร์ Kroupware เพื่อใช้ทำงานแทนซอพท์แวร์อย่างพวก Microsoft Exchange หรือ Lotus Notes ด้วย
ประเทศอื่นๆ ที่หันมาประกาศตัวว่าจะนำโอเพ่นซอร์สมาใช้งาน ก็มี อังกฤษ ฝรั่งเศส เปรู สาธารณรัฐอาฟริกาใต้ อินเดีย และใกล้ๆ บ้านเรานี่เอง นั่นคือ มาเลเซีย ซึ่งกรณีของมาเลเซียนั้นน่าสนใจมาก เราจะเห็นว่านายกรัฐมนตรีมหาธีร์ นั้นมักจะไม่ค่อยทำอะไรตามโลกตะวันตกอยู่แล้ว คราวนี้นายมหาธีร์นั้นได้ออกมาสั่งการเองว่า ต้องใช้งานซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพื่อลดค่าใช้จ่าย และสร้างทักษะด้านการพัฒนาโปรแกรมให้กับคนในชาติ เหตุผลข้อหลังนี้สำคัญมากเลยนะครับ
เป้าหมายของมาเลเซีย คือมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบเน้นความรู้ (knowledge-based economy) ที่กำลังเป็นแนวโน้มใหม่ในปัจจุบัน และต้องการสร้างทรัพยากรบุคคลด้าน IT ให้มีความสามารถเพิ่มมากขึ้น และมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง ดังนั้นถ้าใช้งานซอพท์แวร์แบบเดิมๆ ผู้ใช้ก็จะทำอะไรไม่เป็นนอกไปจาก install และใช้งานตัวซอพท์แวร์ แต่ถ้ามาใช้ซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สแล้วเนี่ย ผู้ใช้ก็จะมีทักษะในการพัฒนาซอพท์แวร์เพิ่มขึ้น แถมมาเลเซียก็จะเรียนรู่ได้เทคโนโลยีทางซอพท์แวร์ใหม่ๆ จากโอเพ่นซอร์สในทางอ้อมอีกด้วย ที่เอ่ยมานี้ผมไม่ได้พูดเองนะครับ เป็นความเห็นจาก Dinesh Nair ซึ่งทำงานให้กับ Malaysian National Computer Confederation ก็คงประมาณเนคเทคบ้านเรา
ทีนี้คุณผู้อ่านคงพอเห็นภาพบ้างแล้วว่า โอเพ่นซอร์สเริ่มจะหันมาใช้งานได้จริงแล้ว ไม่เป็นเพียงกระแสเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งก็น่าจะถึงเวลาที่เราลองหันมาใช้โอเพ่นซอร์สกันใหม่อีกครั้ง ด้วยข้อดีเดิมๆ นั่นก็คือประสิทธิภาพ ราคา และความปลอดภัย และเมื่อรวมกับความง่ายในการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
เรามี linux ตัวใหม่ๆ ที่หันมาจับตลาดผู้ใช้ที่ย้ายมาจากวินโดว์อย่าง Lindows, Lycoris หรือ Xandros ที่หน้าตาและการใช้งานคล้ายกับวินโดว์มาก ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ง่ายเท่ากับระบบเดิมที่เราๆ คุ้นเคย แต่นี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเตรียมตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านซอพท์แวร์ ที่โอเพ่นซอร์สจะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นแน่ในอนาคต ขอเพียงความอดทนต่อการเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าเราสามารถใช้งานซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สทดแทนซอพท์แวร์เดิมๆ ได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ ทดแทนของเก่า ยังไม่ถึงขั้น แทนที่ ก็ตามที ยังไงก็ตามผมหวังว่าบทความตอนต่อๆ ไปของผม อาจทำให้คุณผู้อ่านรู้จักและใช้งานโอเพ่นซอร์สได้ดีขึ้นครับ
ถ้ามีข้อคิดเห็นหรือคำถามอะไร ก็สามารถส่งอีเมล์มาได้ตามที่อยู่ข้างต้นครับผม