สตีฟ จ็อบส์ ราชาบันเทิงดิจิตอล

เมื่อเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อยๆ พฤติ กรรมที่เราเคยทำมานานก็เริ่มเปลี่ยนแปลง ตลาดบันเทิงเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์เพื่องานบันเทิงมากขึ้น ค่ายเพลงขายเทปและซีดีได้ลดลงเนื่องจากมีเทคโนโลยีบีบอัดเพลงแบบ MP3 เข้ามาแทนที่ ร้านเกมเปลี่ยนตัวเองจากเครื่องเล่นเกมให้เช่ามาเป็นการเล่นเกมบนเครื่องพีซี ในขณะที่ต่างประเทศ ยอดขายดีวีดีเริ่มตกลงเพราะว่าการดูภาพยนต์ผ่านอินเทอร์เนตบรอดแบรนด์เริ่มทำได้จริง ความบันเทิงยุคดิจิตอลเป็นกระแสที่ร้อนแรงและชัดเจน บริษัทจำนวนมากจากทั้งฮอลลีวู้ด และซิลิคอนวัลเลย์ ต่างเข้ามาแย่งชิงเค้กก้อนยักษ์นี้กันเต็มไปหมด โดยมีไมโครซอพท์และโซนี่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดนี้



นโยบายช่วงหลังๆ ของไมโครซอพท์เริ่มขยับขยายตัวจากตลาดซอพท์แวร์ที่เริ่มอิ่มตัว มาสู่ความบันเทิงในห้องนั่งเล่น โดยเริ่มจากการรุกตลาดเกมเต็มตัวด้วยเครื่องเล่นเกม X-Box และเข้าซื้อกิจการสตูดิโอเกมหลายแห่งเพื่อทำเกมป้อน ถัดมาก็บุกตลาดเพลงและหนังโดยใช้จุดแข็งที่เครื่องพีซีเกือบทั้งโลกใช้วินโดว์ ผลักดันฟอร์แมตของ Windows Media Player ให้เป็นมาตรฐานเพลงแทน MP3



ส่วนโซนี่นั้นเริ่มมาจากตลาดฮาร์ดแวร์ที่เป็นเจ้าของด้วยอุปกรณ์ไฮไฟนานาชนิด และเครื่องเล่นเกมสุดฮิตอย่าง Play Station 2 โซนี่ได้เปรียบตรงที่มีสื่อในมือ คือ ค่ายหนังโคลัมเบียไทรสตาร์ และค่ายเพลงโซนี่มิวสิค ขาดแต่ตลาดพีซีที่โซนี่ยังต้องยอมใช้วินโดว์ของไมโครซอพท์อยู่



แต่ในขณะที่ไมโครซอพท์และโซนี่ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ กลับมีคนอื่นที่ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในโลกบันเทิงดิจิตอลได้ก่อน เขาคนนั้นคือ สตีฟ จ็อบส์ CEO ของแอปเปิล และพิกซาร์ อนิเมชัน




 

สตีฟ จ็อบส์ ขึ้นแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของแอปเปิลในเวทีงาน MacWorld ทุกปี

สตีฟ จ็อบส์



สตีฟ จ็อบส์ เป็นหนึ่งในผู้สร้างประวัติศาสตร์ของโลกคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับอินเทล ไอบีเอ็ม บิลล์ เกตส์ และคอมแพค ช่วงต้นยุค 80 ที่คอมพิวเตอร์มีใช้อยู่แต่ในบริษัทใหญ่ๆ หรือมหาวิทยาลัย เขากับคู่หู สตีฟ วอซเนียก ใช้โรงรถเป็นห้องทำงาน สร้างเครื่องส่วนบุคคลแอปเปิล II ในราคาถูกที่คนธรรมดาทั่วไปมีโอกาสซื้อมาใช้ได้ หลังจากนั้น บริษัทแอปเปิลได้พลิกโฉมวิธีการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้มีระบบติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟฟิคครั้งแรกบนเครื่องแมคอินทอช จนกระทั่งพลาดท่าให้กับบิลล์ เกตส์ สร้างวินโดว์ขึ้นมาแข่งและเป็นอันดับหนึ่งมาตลอดจนทุกวันนี้



เรื่องราวอย่างละเอียดของสตีฟจ็อบส์ถูกสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง Pirates of Silicon Valley และเคยฉายในเคเบิลทีวีเมืองไทยแล้ว ความตกต่ำของจ็อบส์ที่ต่อเนื่องจากภาพยนต์คือ เขาถูกไล่ออกจากบริษัทแอปเปิลที่ตั้งมากับมือ โดยจอห์น สกัลลี่ อดีตผู้บริหารเป็บซี่ ที่จ็อบส์เป็นคนชวนมาทำงานที่แอปเปิลเอง หลังจากนั้น แอปเปิลภายใต้การนำของสกัลลี่ก็ตกต่ำลงมาเรื่อยๆ ช่วงต้นยุค 90 จนสุดท้ายต้องยอมลงทุนซื้อกิจการบริษัท NeXT ที่จ็อบส์ก่อตั้งหลังโดนไล่ออก เพื่อนำจ็อบส์กลับมายังแอปเปิลอีกครั้ง



การกลับมายังแอปเปิลอีกครั้งของจ็อบส์ เรียกว่าเป็นการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของเขาก็ว่าได้ เขาเริ่มจากการตั้งชื่อตำแหน่งตัวเองเป็น iCEO (i มาจาก interim) เพราะยังต้องบริหารบริษัทพิกซาร์ ควบคู่ไปด้วย หลังจากนั้นก็ได้ออก iMac แมคสำหรับผู้เริ่มต้นที่สีสันสดใส ที่กลายเป็นอุปกรณ์แต่งห้องในภาพยนต์และมิวสิควิดีโอ ออก iBook โน้ตบุคสีสดสำหรับผู้เริ่มต้น วางตลาด Mac OS X ระบบปฏิบัติการแห่งอนาคตสำหรับแมคอินทอช ที่ฟีเจอร์ในปัจจุบันของวินโดว์ ยังตามหลังอยู่อีกไกล และล่าสุดเครื่องเล่นเพลงพกพา iPod กับร้านขายเพลงผ่านอินเทอร์เน็ต iTunes Music Store ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ให้เป็นนวัตถกรรมสุดเจ๋งแห่งปี 2003



iPod กับ iTunes



กระแสเพลงดิจิตอลอย่าง MP3 แรงมานานหลายปี และมีกรณีศึกษามากมาย อย่างเช่นบริษัท Napster ที่โดนค่ายเพลงฟ้องร้องให้ปิดตัว เพราะส่งเสริมการเผยแพร่เพลงผิดกฎหมายจนยอดขายตก ช่วงหลังมานี้เราจะพบว่าเครื่องเล่นซีดียี่ห้อดังๆ สามารถเล่นแผ่น MP3 นอกเหนือไปจากซีดีเพลงทั่วไป ตลาดเครื่องเล่นเพลงพกพาที่วอล์คแมนของโซนี่ยึดครองมาตลอดยุค 90 ก็เริ่มถูกบริษัทหน้าใหม่ๆ อย่าง Creative และ Rio บุกเข้ามาด้วยเครื่องเล่น MP3 พกพา ช่วงแรกนั้นเครื่องเล่น MP3 พกพายังไม่ได้รับความนิยมนัก เพราะใช้ Flash ROM ในการเก็บเพลง ซึ่งเก็บได้น้อยอยู่ และยังใช้งานไม่สะดวก (64MB ที่ถือว่ามากในช่วงแรก จุได้ประมาณ 20 เพลง)



แอปเปิลเป็นบริษัทที่เห็นช่องว่างตรงจุดนี้ จึงวางตลาด iPod เครื่องเล่นพกพาที่ใช้ฮาร์ดดิสก์แทน ทำให้เก็บเพลงได้มากกว่า (10GB ก็ประมาณ 3 พันเพลง) และด้วยรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างมีรสนิยม ตามแบบแอปเปิล ทำให้ iPod ก้าวขึ้นเป็นเครื่องเล่น MP3 อันดับหนึ่งในเวลาที่ไม่นานนัก



แอปเปิลส่งเสริมยอดขายของ iPod ด้วยโปรแกรม iTunes ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้จัดเก็บเพลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ และถ่ายไปยังเครื่อง iPod โดยมีฟีเจอร์เสริมที่เจ้าของสามารถซื้อเพลงจากร้าน iTunes Music Store ของแอปเปิลผ่านอินเทอร์เน็ต และนำไปฟังบน iPod ได้ในราคาเพลงละ 99 เซ็นต์



เริ่มแรกแอปเปิลตั้งใจให้มันเป็นเพียงแค่บริการเสริมเท่านั้น แต่มันกลับฮิตถล่มทลาย เพราะใครที่มีโปรแกรม iTunes ก็สามารถซื้อเพลงมาฟังบนคอมพิวเตอร์ได้ เมื่อรวมกับราคาที่สมเหตุสมผล (เพลงละ 99 เซ็นต์ ซื้อแยกเพลงได้ ส่วนอัลบั้มราคา 10 เหรียญ) และเป็นการซื้อขาด คือผู้ซื้อเป็นเจ้าของเพลงทันที สามารถนำไปทำอะไรต่อก็ได้ เหมือนกับเราซื้อซีดีเพลงตามปกติ ทำให้ในขณะนี้แอปเปิลขายเพลงผ่าน iTunes Music Store ไปได้ถึง 30 ล้านเพลงแล้ว และ iPod กับ iTunes Music Store กลายมาเป็นแหล่งรายได้หลักของแอปเปิลในปัจจุบัน (ตอนนี้แอปเปิลออก iTunes รุ่นสำหรับวินโดว์ให้ใช้แล้วเช่นกัน)






สตีฟ จ็อบส์ แนะนำ iPod

พิกซาร์



ตุ๊กตาคาวบอยวู้ดดี้ และหุ่นนักบินอวกาศบัซ ไลท์เยียร์ จนกระทั่งปลาน้อยหัวใจโตอย่างนีโม ที่เราชมในโรงภาพยนต์ภายใต้โลโก้ของวอลท์ ดิสนีย์ เป็นผลงานการสร้างของสตูดิโอพิกซาร์ สตูดิโอที่ก้าวหน้าในเรื่องอนิเมชันสามมิติมากที่สุดในโลก มีสตีฟ จ็อบส์คนนี้ เป็น CEO อยู่เช่นกัน หลังจากเขาถูกไล่ออกจากแอปเปิล จ็อบส์ออกไปตั้งบริษัท NeXT คิดค้นระบบปฏิบัติการ NEXTSTEP ไว้แข่งกับแมคอินทอช นอกจากนั้นจ็อบส์ยังซื้อกิจการพิกซาร์ อนิเมชัน จากจอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนต์เรื่องสตาร์วอร์ส ในปี 1988 โดยมีจอห์น ลาสเซทเทอร์ อดีตอนิเมเตอร์มือดีของดิสนีย์ ผู้บุกเบิกเรื่องอนิเมชันสามมิติ ที่ยังไม่แพร่หลายในยุคนั้น เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบริษัท ในปี 1995 ภาพยนต์อนิเมชันสามมิติเรื่องแรกของพิกซาร์ Toy Story เข้าฉายภายใต้การจัดจำหน่ายของดิสนีย์ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ภาพยนต์เรื่องถัดๆ มา A Bug's Life, Toy Stoy 2, Monster Inc. และ Finding Nemo ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง ทั้งปริมาณคนดูและรางวัล



ในขณะที่บริษัทใต้ชายคาอย่างพิกซาร์ ไปได้ดีกับอนิเมชันสามมิติแนวใหม่ ผู้ให้กำเนิดอนิเมชันสองมิติอย่างดิสนีย์กลับตกต่ำลง ภาพยนต์เรื่องหลังๆ ล้มเหลวเป็นจำนวนมาก แม้ว่าดิสนีย์พยายามปรับเปลี่ยนแนวทางภาพยนต์ของตัวเองเต็มที่ The Emperor's Groove และ Treasure Planet แทบไม่อยู่ในความทรงจำของผู้ชมเหมือนกับ The Lion King อีกแล้ว ช่วงหลังรายได้กว่าครึ่งของดิสนีย์ นั้นมาจากภาพยนต์ของพิกซาร์ ที่ทำสัญญากันไว้ 7 เรื่อง



เมื่อชื่อพิกซาร์เริ่มติดตลาดในฐานะผู้ผลิตอนิเมชันสามมิติคุณภาพ ทำให้สตีฟ จ็อบส์มีไพ่ต่อรองในมือ และเจรจากับดิสนีย์เพิ่มส่วนแบ่งรายได้ในสัญญาเดิมให้พิกซาร์มากขึ้น แต่สุดท้ายไม่สามารถตกลงกันได้ จ็อบส์แตกหักกับไมเคิล ไอส์เนอร์ CEO ของดิสนีย์ ทำให้พิกซาร์จะไม่ทำภาพยนตร์ให้กับดิสนีย์อีกต่อไป (จากสัญญา 7 เรื่อง เหลืออีก 2 เรื่องที่ยังไม่ฉาย คือ The Incredible ที่กำหนดฉายปีนี้และ Cars ปี 2005 นั้นยังจัดจำหน่ายได้ชื่อดิสนีย์อยู่) หลังจากนั้นพิกซาร์จะเป็นสตูดิโออิสระที่มีสิทธิ์จัดจำหน่ายภาพยนต์เอง โดยมี Warner Brother และ 20th Century Fox เป็นตัวเต็งรอเสียบแทนดิสนีย์ ในอนาคตด้วยภาพยนต์ที่มีคุณภาพ สตูดิโออนิเมชันสามมิติพิกซาร์น่าจะขึ้นอันดับหนึ่งแทนดิสนีย์ได้ไม่ยากนัก






The Second Coming : หนังสือชีวประวัติรอบใหม่ของสตีฟ จ็อบส์

อนาคตของสตีฟ จ็อบส์



ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า จ็อบส์เรียกได้ว่ากลับมาเกิดใหม่อย่างแท้จริง หลังจากที่ชีวิตเคยขึ้นถึงจุดสูงสุดที่เรียกได้ว่าเป็นศาสดาแห่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และตกต่ำสุดๆ เมื่อครั้งโดนไล่ออก ตอนนี้บริษัทภายใต้การบริหารของจ็อบส์อยู่ในช่วงขาขึ้นทั้งคู่ แอปเปิลสามารถปลดหนี้ที่สะสมมาจากช่วงย่ำแย่ได้หมดและกลับมามีกำไร ส่วนพิกซาร์กำลังไปได้สวย ภาพยนต์ทุกเรื่องทำเงิน และเรื่องล่าสุด Finding Nemo เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์สาขาอนิเมชัน



เส้นทางของพิกซาร์ในอนาคตนั้นสดใสมาก คู่แข่งรายเดียวที่น่ากลัวคือดิสนีย์เองเท่านั้น ส่วนตลาดเพลงดิจิติลของ iTunes นั้น เริ่มมีคู่แข่งมาแย่งตลาด ทั้ง Dell ที่ออกเครื่องเล่นพกพามาแข่ง และ Napster กลับมาอีกครั้ง รวมถึงเจ้าของตลาดเพลงออนไลน์เดิมอย่าง Real Networks ทำให้แอปเปิลต้องหาหนทางใหม่ๆ ที่จะก้าวฉีกหนีจากคู่แข่งต่อไป



จากความสำเร็จของ iPod ทำให้อนาคตแอปเปิลจะมุ่งไปในตลาดพีซีมากขึ้น เพราะสัดส่วนผู้ใช้ของพีซีกับแมคนั้นต่างกันมาก (ไมโครซอพท์และแอปเปิลต่างลงทุนพัฒนาวินโดว์ XP และ Mac OSX ไปประมาณหนึ่งพันล้านดอลลาร์ วินโดว์ XP มีผู้ใช้ 120 ล้านคน ส่วน Mac OSX มีผู้ใช้แค่ 8 ล้านคนเท่านั้น) นโยบายขายผลิตภัณฑ์หรูหรา ราคาแพง เป็นจำนวนน้อยของแอปเปิล ที่เคยพลาดท่าให้กับไมโครซอพท์ กำลังจะเปลี่ยนไปในทางเปิดกว้างมากขึ้น แอปเปิลเพิ่งให้สัญญาในการใช้งาน iTunes ให้กับ HP และ AOL เพื่อหวังลูกค้าพีซีของ HP และลูกค้าอินเทอร์เน็ตของ AOL แทนที่จะจับตลาดผู้ใช้แมคไม่กี่คนเหมือนเดิม ส่วนอนาคต สตีฟ จ็อบส์ จะสร้างสรรค์นวัตถกรรมมาสะเทือนโลกได้อีกหรือไม่ เราต้องรอดูกันต่อไป

Column: