Genderism

สมัยผมเรียนปีหนึ่งที่มีวิชาเรียนรวม ซักวิชานึงสอนแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ ว่าด้วย id, ego, superego แล้วบอกว่า id มันเกิดจากแรงขับดันทางเพศ ตอนนั้นผมคิดว่ามันไม่ค่อย make sense เท่าไรที่จะมาเหมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเรื่องเพศ

เนื่องจากผมเรียนวิศวะ ตามหลักสูตรปีต่อๆ มาจึงไม่มีเรื่องนี้มายุ่งเกี่ยว ครั้นจะมาศึกษาเอง ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีประโยชน์กับชีวิตน้อยกว่า Laplace Transform ก็เลยไม่ได้สนใจอีกเลย

แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มสังเกตได้เองว่าเรื่องหลายเรื่องรอบตัวเรา มันเกิดขึ้นจากคำว่า "เพศ" จริงอย่างเค้าว่า เพศในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปั่มปั๊มเพียงอย่างเดียว มันไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างผู้หญิง 98% จะมองว่าบีมหล่อ และบอกว่าจวนจีฮุนน่ะ หน้าตอแหล ไปจนถึงเรื่องใหญ่โตอย่างนมเล็กนมใหญ่เป็นต้น

หมายเหตุระหว่างทาง: ผมจัดว่าเรื่องนมเล็กนมใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่มากๆ ในโลกทรรศน์ของผม ณ ปี 2006 นี้ ถ้าคิดว่าไม่ใช่ก็ไม่ว่ากันครับ

ข้อสังเกตกระจัดกระจายในหัวเริ่มเข้าที่เข้าทาง เมื่ออ่านหนังซื้อ "Genderism" ที่ซื้อมาสองอาทิตย์ก่อน

Genderism เป็นคอลัมน์ที่ผมชอบมากๆ ใน a day weekly ก่อนจะปิดตัวไป ผมพบว่าคุณโตมร สุขปรีชา เจ้าของคอลัมน์ ซึ่งผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันนอกเหนือไปจากผู้เขียน-ผู้อ่าน นั้นเขียนหนังสือได้ตรงประเด็นดีเหลือหลาย และมีมุมมองที่เข้าท่าดี เมื่อเดินไปเจอรวมเล่มวางขาย เลยซื้อเก็บไว้

ดูจากรากศัพท์ชื่อหนังสือก็ตรงประเด็นอยู่แล้วว่าเรื่องเพศ แต่อ่านไปได้บทสองบทก็พบว่ามีประเด็นที่น่าเอามาเขียนบล็อกขยายความ และ discuss หลายอย่างทีเดียว

วันนี้เอาบทแรกก่่อน

ผมเชื่อว่าคน 98% ของเมืองไทย ยกเว้นป๋าเหนาะกับป้าอุ ต้องคิดว่ากระทรวงวัฒนธรรมเนี่ย มันมีแต่ผลงานปัญญาอ่อนใช่มั้ยครับ คือมีบุคลิกเหมือนป้าแก่ๆ โลกทรรศน์แคบแถมยังไม่มีผัว คอยสั่งลูกหลานให้ทำโน้นทำนี้ตามตัวเองต้องการ เอาเป็นไม่ว่าจะวิจารณ์แบบไหน มันก็จะวนเวียนอยู่ประมาณนี้

โตมรไปไกลกว่านั้น โดยการชี้ว่า กระทรวงวัฒนธรรมนั้นเป็นสัญลักษณ์ของ sub-culture หนึ่ง ที่เรืองอำนาจขึ้นมา และพยายามบีบให้ sub-culture อื่นๆ ทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ

ลักษณะของ sub-culture กระทรวงวัฒนธรรมคือ ชนชั้นกลางที่กินดีอยู่ดีพอควร เชื่อในผัวเดียว-เมียเดียว คลั่งจริยธรรมและสถาบันครอบครัวโดยไม่ตั้งคำถาม ใครที่เข้ากับกรอบวิธีคิดนี้ไม่ได้ จะถูกยัดเยียดให้เป็นคนไร้วัฒนธรรม

blah blah blah น่าจะพอเห็นภาพ

จริงๆ บทแรกยังมีประเด็นย่อยอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น การห้ามผู้หญิงแต่งตัวอ่อยในวันสงกรานต์ ขัดกับเจตนารมณ์เดิมของสงกรานต์ที่ใช้หาคู่ (ถ้าเอาภาษาดอกไม้ต้องเรียก ให้ชายหญิงได้พบหน้า ภาษาโตมรเรียก ให้โอกาสผู้หญิงเลือกผัว) หรือ ผู้หญิงไทยในอุดมคติของกระทรวงวัฒนธรรม ต้องไม่มีกิ๊กหลายคน ไม่สำส่อนทางเพศ ในขณะที่โตมรบอกว่าถ้าคนมันชอบมีเซ็กซ์อยู่แล้ว การมีเซ็กซ์ทุกวันโดยได้ตังติดมือก็ฟังดูโอเค ทำนองนี้

ผมคิดว่ามุมมองหลายอย่างของเค้าน่าสนใจ บางอันก็แรงไปจนผมก็ว่าไม่ไหว และหลายเรื่องก็สามารถตั้งคำถามหรือ counter example ได้ เช่น เราสามารถสร้างกระทรวงวัฒนธรรมที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมทั้งหมดได้หรือไม่ เป็นต้น

ประเด็นพวกนี้มันปลายเปิด ไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน อย่ามาเถียงในบล็อกผมให้เสียเวลาเลยครับ สาเหตุที่ผมตัดสินใจเอามาเขียนลงบล็อก ก็เพราะผมชอบสังคมที่ตั้งคำถามกับ "สิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าดีอยู่แล้ว" มากๆ น่ะเอง

#อย่างผู้หญิง 98% จะมองว่าบีมหล่อ และบอกว่าจวนจีฮุนน่ะ หน้าตอแหล


อันนี้เห็นด้วย เพื่อนผู้หญิงผม เป็นเดือดเป็นร้อนตอนพวกผมด่า F4 แต่ก็นั่งเมาท์จีฮุน พอลล่าได้เป็นวรรคเป็นเวน


ในมุมมองกลับกันพวกหล่อนก็มองพวกผมแบบเดียวกันแหละ

แล้วถ้ากูไปพูดว่าบีมก็เฉยๆ จวนจีฮุนก็งั้นๆ นี่ กูจะโดนสังคมประณามมั๊ยว่ะ.... :p

พี่ลิ่ว: บีมเฉย ๆ นี่คงไม่ แต่บอกว่าจวนจีฮุนงั้น ๆ อาจมีคนร่วมประณามได้นะครับ

พี่ mk: เรื่องนมก็เป็นเรื่องไม่เล็กสำหรับผมเหมือนกันฮะ ไม่จำเป็นต้องนมใหญ่ แต่อย่าเล็กละกัน(ยกเว้นหน้าตาดีจัด)

ถ้าเป็นฝรั่งเศสล่ะก็ ทุกอย่างจะมีเพศทั้งหมด สิ่งของก็มีเพศ :)

Lew: สังคมคงไม่ประนามมั้งเพราะว่าข้อนี้ผมเห็นด้วย
TiD: มีเมียนมเล็กมีผลต่อการเติบต่อของลูก
mk:เทคนิคการมองว่าใช้ได้หรือไม่มีขนาดเล็กหรือซ่อนรูปให้ดู จาก
ปริมาณเงาด้านข้าง เพราะบางคนอาจจะ เกินกว่ามาตรฐานแต่ใส่บราฟิตๆ
บางคนอาจจะเล็กแต่ใส่ซิลิโคน คืออันนี้ต้องขึ้นอยู่กะประสบการณ์วะ

ego นะครับ ไม่ใช่ edo คาดว่าคงพิมพ์ผิด

ชอบคำพูดนี้ "กระทรวงวัฒนธรรมเนี่ย มันมีแต่ผลงานปัญญาอ่อนใช่มั้ยครับ คือมีบุคลิกเหมือนป้าแก่ๆ โลกทรรศน์แคบแถมยังไม่มีผัว " โดนใจอย่างแรง

แต่มองในอีกทางคือ เมื่อโลกมันหมุนไปในทิศทางหนึ่ง ก็อาจจำเป็นต้องมีคนอีกกลุ่มถ่วงดุลไว้ซักหน่อย คล้าย ๆ บอร์ดน่ะครับ มีคนเห็นด้วย ก็มักจะไม่มีคนเห็นด้วยเสมอ (ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก ที่เราคิดว่าเรื่องใด ๆ มันใช่ชัวร์ ๆ ก็มีคนคิดต่างจนได้สิน่า ...เสมอ)


สมัยเรียนผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับเรื่องทฤษฎี จิตเภทของซิกมุน ฟลอยด์เท่าไหร่ แต่พอเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์(อย่างตอนนี้ -_-") ก็เชื่ออย่างเต็มใจเลยว่า แรงขับดันหลักของมนุษย์มีเรื่องของเพศและความตายเป็นปัจจัยหลักจริง ๆ (แต่ลึก ๆ ยังเชื่อว่ามีอย่างอื่นด้วยนะครับ แต่น้อย)

#LewCPE

ไงก็โดนครับ

เห็นชัดๆ เรื่องทัศนคติของชายกับหญิง มักจะมีเรื่องนมมาเกี่ยวข้องเสมอ

keng: ตั้งเป้าไว้สูงก่อนดีกว่าครับ เพราะหลังจากอยู่ไปนาน ๆ พุงมันจะล้ำหน้านมเอง(พุงเล็กหายากกว่านมใหญ่มั้งครับ)

นมใหญ่แต่อ้วนจะเอาไหม
เพราะคนอ้วนๆ ส่วนมากนมใหญ่ๆ ทั้งนั้นแหละ

TiD: ผมจะมองนมก่อนเสมอล่ะ แล้วค่อยมา weight กับหน้าตา

เรื่องแบบนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อน จริงๆ แล้วเราเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่ทุกวัน โปรดสังเกตว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายที่ผลิตออกมาแล้วประสบความสำเร็จ คือขายได้เยอะๆ น่ะ มักจะ (ไม่ทุกอันนะ) มีลักษณะแฝงทางเพศที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายอยู่ เช่น น้ำหอมผู้หญิงอาจออกแบบขวดให้มีลักษณะแฝงของอวัยวะเพศชายเป็นต้น หรือขวดโค้ก ก็คาดว่าออกแบบมาจากสรีระของผู้หญิงให้มีอกมีเอวหึหึ เรื่องนี้มันเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณให้ตายก็ไม่สามารถทำให้มันหายไปได้ การกดมันไว้มากๆ ก็เหมือนรอให้มันระเบิดออกมาไง ที่สังคมไทยตอนนี้เป็นแบบนี้ อาจเป็นเพราะกดมันเอาไว้มานานมากแล้วก็ได้

จะบีมหรือจีฮุนไม่รู้ แต่ชั่วโมงนี้ต้องน้องแพมเท่านั้น อิอิ

เรื่องอายุก็เกี่ยวนะครับช่วงอายุ 20-30 ปี เนี่ย เป็นช่วงที่พูดคุยถึงเรื่องเพศตรงข้ามแบบไม่เบื่อพอช่วงเลยนี้ไป เราก็ยังคงพูดถึงเรื่องพวกนี้แต่เนื้อหาเปลี่ยนไป

อย่างเ่ช่น ถ้าผู้ชายวัย 27-35 ปี พูดในวงเหล้ากับเพื่อนว่า จีฮุน นะเด็ดไปเลย
ความหมายอาจจะเป็นดาราในอาบอบนวดก็ได้ ในขณะที่ผู้หญิงวัยสามสิบปีไปแล้ว พูดถึง F4 นั้น ความหล่ออาจจะไม่ สำคัญ แต่เค้าจะมองที่ความน่ารักเป็นหลักครับ

ช่วงอายุพอมีสตางค์เป็นของตัวเอง ถ้าเพื่อนช่วยไปเตะฟุตบอล ก็จะถูกมองแปลกๆ แต่ถ้าชวนไปออกรอบ ก็จะถูกถามว่าเมื่อไหร่ที่ไหน เท่าที่มีประสบการณ์พวกนี้ถ้ายังไม่แต่งงานก็จะสนใจเพศตรงข้ามน้อยลง พูดง่ายๆ คนเก่าแก่ที่เคยคบกันก็จะถูกมองมากขึ้น พออายุเข้าใกล้เลขสี่สิบหรือสี่สิบไปแล้ว เรื่องที่คนเราพูดกันก็เป็นเรื่องของลูกแล้วหล่ะครับ

มีหลายเรื่องที่ชอบในหนังสือเล่มนี้

แต่ก็มีหลายเรื่อง ไม่เห็นด้วยกับคุณโตมร

ผมสรุปว่าเขาเป็นพวก แปลกแยก จากสังคม หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบ

แต่ก็สรุปไม่ว่าได้ว่า เขาเป็นเกย์หรือเปล่า

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options