Blognone ในความคิดของผม

วันนี้รู้สึกเขียนหนังสือเยอะมาก แต่ไหนๆ ก็มีอารมณ์เขียนแล้วก็เอาอีกหน่อยล่ะกัน ก่อนจะหมดไฟ



ตอนแรกที่เริ่ม Blognone ผมตั้งเป้าหมายคร่าวๆ อยากให้มันเป็น Slashdot เมืองไทย ส่วนวิธีการเขียนข่าวก็ขำๆ เพราะเขียนกับลิ่วสองคน มีอะไรก็ msn ด่ากันสดๆ ตอนนี้เวลาผ่านมาปีกว่า Blognone เติบโตขึ้นมาก มีสมาชิกเกินร้อย เพจวิววันละเกินพัน ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวกับเว็บที่ไม่ได้โปรโมทเลย เมื่อคนเยอะขึ้น ความลำบากในการดูแลก็เพิ่มขึ้นไปด้วย



ผมกำหนดกรอบสำหรับ Blognone แบ่งเป็นหลายระดับ ดังนี้



กฎ (บังคับใช้ มี enforcement)



ถ้ารู้จักกันจะรู้ว่าผมเป็นพวกแอนตี้กฎเกณฑ์ไร้สาระอย่างที่สุด ดังนั้นกฎของ Blognone จึงมีน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ตอนนี้มี 3 ข้อ ดูได้จากหน้า เงื่อนไขสมาชิก ส่วนนี้จริงๆ แล้วเป็นข้อความที่เขียนเพื่อให้มีผลในทางกฎหมายเท่านั้น และไม่ยุ่งกับเนื้อหาเลย



คำแนะนำ (ไม่บังคับ)



เพื่อความเป็นอิสระในการสร้างสรรเนื้อหา ข้อกำหนดหลายๆ อย่างจึงอยู่แค่ระดับที่ไม่บังคับ แค่แนะนำว่าควรทำเท่านั้น ส่วนนี้จะยุ่งกับการแสดงผลเนื้อหา (เช่น ฟอร์แมตการเขียน การสะกดคำ การให้เครดิต) แต่ไม่ยุ่งกับตัวเนื้อหา (เรื่องไหนควรหรือไม่ควรเขียน) อ่านหน้า News Submission Guideline สังเกตว่าผมใช้คำว่า Guideline



ทิศทางที่อยากให้เป็นไป (ไอเดีย)



เนื่องจากตอนนี้ Blognone เป็น community-driven site การที่ตัวผมเองคนเดียวต้องการให้ Blognone ไปในทางที่ผมต้องการคงไม่ถูกนัก (อย่างน้อยลิ่วไม่ยอมแน่นอน) ส่วนนี้ผมจึงเขียนลงบล็อกของตัวเอง เพื่อแสดงว่านี่เป็นไอเดียของผมคนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องสนใจหรือข้ามมันไปเลยก็ได้ ในส่วนนี้จะยุ่งกับตัวเนื้อหาว่า Blognone ในความคิดของผม ควรจะเขียนอย่างไร

  • Blognone == เว็บข่าว

    เว็บ == Blognone ในตอนนี้จะยังเป็นแค่ online virtual community เท่านั้น ถึงแม้ผมจะมีไอเดียบรรเจิดมากมาย ตั้งแต่ทำเสื้อจนไปถึงงานสัมนา Blognone day แต่ในปีหน้านี้ เรายังเป็นแค่สังคมออนไลน์ที่ยังไม่ต้องเจอหน้ากันจริงๆ ก็พอ

    ข่าว == ผมเป็นเด็กสาย unix และเชื่อในแนวคิดว่าทำอะไรควรทำให้ดีเป็นอย่างๆ ไป ในเมื่อเรายังมีแรงทำแค่ข่าว ก็ทำแต่ข่าวให้มันดี อย่าเพิ่งไปทำอะไรแปลกๆ อย่างเช่น รีวิวหนังสือ อย่างน้อยก็ในปี 2006 นี้
  • อย่ายาว

    CNET เป็นเว็บข่าวธุรกิจ จึงต้องเขียนข่าวยาวๆ มีการ quote คำพูด มีราคาหุ้น แต่เราเป็นเว็บสรุปข่าว เราเจอข่าวยาวหน่อยเรายังไม่อยากอ่านเอง ทำไมเราจะต้องเขียนข่าวยาว เพื่อคนอื่นจะไม่อ่านด้วย ข่าวของ Blognone ควรเหมือน Slashdot หรือ OSNews คือสั้นๆ ง่ายๆ ได้ใจความ ถ้าอยากรู้ละเอียดไปอ่านเอาเองในลิงก์
  • ให้เครดิต

    หนึ่งในเหตุผลที่เปิด Blognone เพราะหงุดหงิดกับ Manager Online ที่ชอบไปแปล CNET มาแล้วไม่บอกที่มา ผมเชื่อว่าคนทำงานใดๆ ก็ตาม สมควรได้รับการตอบแทน ซึ่งอย่างต่ำที่สุดก็คือ Attribution หรือการระบุที่มา ดังนั้นข่าวของ Blognone ต้องระบุที่มา และการนำข่าวจาก Blognone ไปใช้ ก็ต้องระบุที่มาเช่นกัน (ดูรายละเอียดใน FAQ)
  • เคารพกฎหมาย

    ความคิดอีกอย่างที่ผมได้กลับมาจากศรีลังกาด้วย คือ เรื่องราวต่างๆ ในโลกไม่มีถูก ผิด เหมาะสมหรือไม่ ชอบหรือเปล่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าคนอื่นจะคิดเหมือนเรา สิ่งเดียวที่จับต้องได้คือคำถามว่า มันถูกกฎหมายหรือเปล่า? เพราะมันมีผลบังคับใช้จริงๆ การตัดสินเป็นที่สิ้นสุด และถ้าไม่พอใจกฎหมาย ทางแก้ก็มีทางเดียวคือไปบอกสภา ผมเชื่อว่า Blognone คงไม่ทำผิดกฎหมายอาญา ขายยาบ้า ฆ่าคนตาย ดังนั้นกฎหมายที่เราเน้นคือกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งเราระบุชัดว่าเราใช้ Creative Commons สำหรับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของเรา
  • กล้าปฏิเสธ

    นิสัยที่ไม่ค่อยดีของคนไทยคือหน้าบาง ไม่กล้าปฏิเสธ ความคิดดีๆ หลายอย่างต้องตกไป เพราะถูกพลังสังคมกดเอาไว้ ในเมื่อผมสามารถควบคุมปัจจัยทุกอย่างใน Blognone ได้ ผมจึงไม่ต้องง้อคนอ่าน/คนเขียนให้เข้าเว็บ ถ้าไม่พอใจกับแนวทางของเรา ก็ออกไปมันก็เท่านั้น ผมยินดีเสียยอดคนอ่านปริมาณมากไป เพื่อแลกกับคนอ่านจำนวนน้อย ที่ความคิดตรงกัน
  • การถกเถียงเป็นเรื่องดี

    เคยอ่านกระทู้พวก AMD ดีกว่า Intel หรือ XBox ภาพสวยกว่า PS2 มั้ยครับ ถึงเค้าจะเถียงกันกระจาย ด่ากันมันหยด แต่สิ่งที่ผมชอบคือทั้งสองฝ่ายต่างขุดข้อมูล (ทั้งจริงและหลอก) ออกมาถล่มกัน ข้อดีของมันคือข้อมูลจำนวนมากได้ผ่านสายตาประชาชีนี่ล่ะ จะจริงจะหลอกมันขึ้นกับวิจารณญาณคนอ่านอยู่แล้ว ใน Blognone ผมจึงอยากให้มีการเถียงกันแบบนี้เยอะๆ ไม่ว่าจะเป็น Java ปะทะ .NET หรือ Linux ปะทะ Microsoft ไม่ใช่อ่านเงียบๆ มีความเห็นไปทางเดียวกันหม ต้องแอบบอกว่าหลายข่าวผมจงใจเขียนยุแหย่ให้แตกกัน สร้าง controversy ให้เยอะๆ
  • ไม่เชื่อในความเป็นกลาง

    ผมไม่เชื่อว่าความเป็นกลางมีจริง เชื่อว่าทุกคนมี bias และสนับสนุนให้ใส่ bias ลงไปในข่าว ถ้ามันไม่รุนแรงมากจนเกินไป เพราะมันทำให้เนื้อข่าวมันขึ้นเยอะ แนวคิดนี้เอามาจาก Wikipedia คือยอมรับใน bias แต่ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ ซึ่งตอนนี้ Blognone ก็เปิดรับทุกฝ่ายอยู่แล้ว

ส่วน bias ของผมก็ตามนี้เลย

  • เคารพใน standard

    เราด่า IE ว่าไม่มาตรฐาน เราก็ทำตัวให้มาตรฐานเองก่อน มาตรฐานเว็บมีเยอะแล้ว เราผ่าน XHTML 1.0 Transitional, สนับสนุนมาตรฐานเอกสารอย่าง OpenDocument และล่าสุดลิ่วบอกให้เอา Web Content Accessability Guideline ระดับ AA ด้วย (ยากไปหน่อยนะมึง) จะพยายามครับ
  • Open Source != Linux != Anti Piracy

    อีกหนึ่งในความเชื่อผิดๆ ที่ต้องพยายามแก้ Open Source ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ Linux และการต่อสู้กับปัญหาลิขสิทธิ์ ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ Open Source เสมอไป (ซื้อของแท้ก็แก้ได้)
  • Anti Piracy

    การใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย ในความคิดของผมไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ขนาดโทรเรียกตำรวจไปจับถึงบ้าน แต่การใช้ซอฟต์แวร์ผิิดกฎหมายแล้วยังคิดว่ามันถูกเนี่ย เรื่องใหญ่ ถ้าเคยเรียนพุทธศาสนาตอน ม. ปลายมา น่าจะได้ยินหิริโอตัปปะ หรือการละอายต่อบาปบ้าง ผมพบว่าความเห็นประเภท "สุดท้ายเราก็ใช้ของเถื่อนเหมือนเก่า" ที่เห็นบ่อยๆ ในพันทิพ เป็นสิ่งที่แย่สุดๆ มันแสดงให้เห็นว่า เราไม่ละอายต่อบาปกันเลย ถ้าเห็นแบบนี้ใน Blognone มีเชือด
  • Microsoft != Evil, Google != God

    อันนี้เป็นเรื่องใหม่ที่พยายามผลักให้เกิด เราตกอยู่ในภาพลักษณ์ว่า MS เป็นอะไรที่น่ากลัว ส่วน Google เป็นพระเอก ซึ่งมันไม่จริงเสมอไป ปีสองปีที่ผ่านมานี้ Google ซื้อบริษัทเล็กบริษัทน้อยมากกว่า MS ใช้ทริคหลายอย่างแบบเดียวกับ MS เช่น ดึงตัว Kai Fu Lee และไมโครซอฟท์ก็ทำอะไรดีหลายอย่าง

คิดไม่ออกแล้วพอแค่นี้ก่อน

Comments

#ไม่เชื่อในความเป็นกลาง


ผมเชื่อว่าความเป็นกลางมีนะครับ แต่ว่าจะมีสักกี่คน(รวมทั้งผม)ที่เห็นว่ามันกลางจริงๆ แต่ถ้าเป็นไปแนวทางเดียวกันหมด ก็จะได้ข้อมูลไปโน้มน้าวไปทางเดียวเหมือนกัน

"หัวใจยังค่อนมาทางซ้ายเลย"

forum น่าจะแยกประเภทการพูดคุยนะความจริงอ่ะ

#เอ๋ "หัวใจยังค่อนมาทางซ้ายเลย"


แต่หัวใจผมไม่ได้อยู่ข้างซ้ายนะ หัวใจผมอยู่ข้างเธอ ฮิ๊ววววววว

แต่หัวใจผมไม่ได้อยู่ข้างซ้ายนะ หัวใจผมอยู่ข้างเธอ ฮิ๊ววววววว

ูู^
^
^ คิดได้ไงเนี่ย ฮิ๊วววววว

สนับสนุนและเห็นด้วย ครับ :)

หิริโอตตัปปะ ต้องเขียนแบบนี้ครับตก ต เต่าไปตัวนึง ผมชอบคำนี้ครับ "หิริโอตตัปปะ"

เรื่องความผิดถูก หรือความเป็นกลาง จะพบว่ามีคนถกเถียงกันมาตลอด และก็ไม่มีวันได้คำตอบ เพราะต่างคนก็ต่างความคิด ส่วนตัวผมนั้นบรรทัดฐานในการตัดสินใจว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิดเป็นกลางหรือไม่ ผมจะอ้างอิงจากพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เพราะผมไม่เชื่อว่าปุถุชนอย่างเราท่านจะตัดสินความถูกผิดได้ดีเท่าพระองค์ และถ้าไปดูศีลหรือพระวินัยต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกแล้วก็จะพบว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้นั่งนึก ๆ แล้วก็ตั้งกฏขึ้นมาลอย ๆ เหมือน กฏหมายที่เราใช้กันอยู่ซึ่งเกิดจากการนั่งคิดเอาของนักกฏหมายและนักการเมืองซึ่งต่างก็เป็นปุถุชนกันทั้งนั้น พากันคิด ๆ ว่าควรจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ตกลงกัน จริง ๆ จะเรียกว่ากฏหมู่ก็ได้นะผมว่า

ยกตัวอย่างศีลข้อที่ ๕ ถ้าในทางกฏหมายแล้วไม่ผิด แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าผิด แบบนี้ผมจะไม่เชื่อกฏหมาย ผมเลือกที่จะเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วเท่าที่ผมทำตามสิ่งที่ท่านสอนไว้ ก็ไม่เห็นชีวิตมันจะล่มจมฉิบหายไปไหน มีแต่ยิ่งนับวันยิ่งดีขึ้น

อีกเรื่องที่เป็นประเด็นมีคนมาถามผมอยู่เรื่อย ๆ คือ การใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนผิดศีลข้อสองหรือไม่ อันนี้ต้องพิจารณาเรื่องของกรรมมาประกอบ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าตัวเจตนา นั้นคือกรรม ส่วนผลของกรรมนั้นเรียกว่า วิบาก (ส่วนใหญ่เราจะใช้ปนกัน) ขอยกตัวอย่างคนสองคนเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน คนแรกเป็นชาวนาบ้านนอก ทำนาเสร็จขายข้าวได้เงินเยอะ อยากซื้อคอมพิวเตอร์ไปให้ลูกที่บ้านหัดใช้ ทางร้านก็ประกอบเครื่องให้เรียบร้อย พร้อมซอฟท์แวร์เถื่อนครบสมบูรณ์แบบ กรณีนี้ศีลของชาวนาไม่ขาด เพราะไม่รู้และที่สำคัญไม่มีเจตนาที่จะเอาของใคร จิตไม่เป็นอกุศล

กรณีที่สองเป็นวิศวกร เรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โบนัสออก ถือเงินไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ร้านมาประกอบเอง และลงซอฟท์แวร์เถื่อนเหมือนกับเครื่องของชาวนาทุกประการ แต่คนที่เป็นวิศวกรนี้ศีลขาด เพราะรู้เต็มหัวใจว่าซอฟท์แวร์เหล่านั้นมีเจ้าของ มีเจตนาที่จะขโมยใช้ของเขาโดยที่เขาไม่อนุญาต แบบนี้จิตเป็นอกุศล ถ้าใช้แบบจำใจเพราะไม่มีเงินหรือไม่มีทางเลือกอื่น ต้องกล้ำกลืนฝืนใจทำ แบบนี้เป็นอกุศลแบบกลาง ๆ เพราะใจมี หิริโอตตัปปะ แต่ถ้าใช้ของเขาอย่างมีความสุข หน้าระรื่น รู้สึกภูมิใจนักหนาที่ได้ใช้ของเขาโดยไม่ต้องเสียตังค์ แบบนี้เข้าขั้นขโมยอย่างเลือดเย็น จิตเป็นอกุศลเต็มดวง ไม่มีหิริโอตตัปปะเลยแม้แต่น้อย ผลวิบากนั้นจะมาอย่างเต็มรูปแบบ (Full Options)

ในพุทธศาสนานั้นเจตนานั่นแหละตัวการ ตัวกรรม ส่วนวิบากนั้นไม่ต้องห่วง เขาทำหน้าที่ของเขาอย่างเคร่งครัดตรงไปตรงมาอยู่แล้ว เมื่อเหตุเกิดแล้วยังไงเสียผลก็ตามมาอย่างแน่นอนไม่มีทางเลี่ยง

ขอบคุณที่มาแก้คำผิดให้ครับ



ถึงผมจะยกหิริโอตตัปปะมาอ้าง แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่เรียกตัวเองว่านับถือศาสนาพุทธ จะว่าไปตอนนี้ก็ไม่มีศาสนาเลย ที่เขียนไว้ตามทะเบียนบ้านนั่น กันปัญหาจากคนถามมากกว่า



ผมเชื่อในหลักของศาสนาพุทธบางข้อที่ผมเห็นว่าควรเชื่อเท่านั้น  เชื่อในกาลามสูตรเพราะพระพุทธเจ้าบอกไม่ให้เชื่อพระพุทธเจ้า แต่ไม่เชื่อในการเวียนว่ายตายเกิด ผมคิดว่าคนเราตายแล้วก็จบ มันก็แค่นั้น



ผมคิดว่าในอนาคต ผมมีประสบการณ์มากขึ้น คงมีมุมมองอะไรที่แปลกออกไป อาจจะหาศาสนาที่เหมาะกับตัวเองได้ หรือไม่มีตลอดไปก็ได้



เรื่องศาสนานี่คงเถียงกันไม่จบ คงหยุดเขียนแค่นี้ แต่ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับ

ไม่แปลกหรอกครับ คนไทยส่วนใหญ่ก็มีแต่นับถือศาสนาพุทธในทะเบียนบ้านเท่านั้นแหละ เพราะไม่ได้เลือกเองพ่อแม่เป็นคนเลือกให้ อีกอย่างศาสนาพุทธจริง ๆ แล้วไม่ได้มีไว้ให้นับถือ แต่มีไว้ให้พิสูจน์ เหมือนในกาลามสูตร พระพุทธเจ้าไม่ให้เชื่อเด็ดขาด จนกว่าจะพิสูจน์เห็นผลประจักษ์ด้วยตัวเอง

พวกที่เชื่อว่าตายแล้วเกิด กับพวกที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ ทั้งสองพวกนี้พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งแปลว่ามีความเห็นผิด (ไม่ได้มีความหมายร้ายแรงเหมือนความรู้สึกของเรา) ถ้ามีคนถามคำถามประเภทนี้พระพุทธเจ้าท่านจะไม่ตอบ ท่านบอกว่ามันไร้สาระ เพราะสิ่งที่ท่านสอนคือเรื่องของทุกข์กับวิธีดับทุกข์ เพียงเท่านั้น และความเห็นถูก ก็คือเห็นว่ารูปกับนามหรือกายกับใจนี้เป็นตัวทุกข์ แล้วเราจะดับทุกข์โดยเฉพาะทางใจ ให้ดับสนิทสิ้นเชิงได้อย่างไร โดยที่ทุกข์ไม่สามารถกำเริบเกิดขึ้นกับใจของเราได้อีก ไม่ว่ากรณีใด ๆ หรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น สภาวะนี้ท่านเรียกว่านิพพาน แก่นของศาสนาพุทธมีเพียงเท่านี้ และพิสูจน์ได้ในปัจจุบันขณะ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ เหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่ต้องรอหลังจากตาย หรือชาติหน้าอะไรทั้งสิ้น

เท่าที่ผมรู้ในโลกนี้ไม่มีใครสอนวิธีการดับทุกข์ในใจของตัวเองอย่างละเอียดลึกซึ้งถึงต้นสายปลายเหตุ ไม่ว่าจะเรียนตั้งแต่อนุบาลยันด็อกเตอร์ หรือแม้กระทั่งความเชื่อในหลาย ๆ ศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่รูปแบบของความเชื่อเท่านั้น และคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่จนที่สุด รวยที่สุด เก่งที่สุด โง่ที่สุด แข็งแรงที่สุด อ่อนแอที่สุด เป็นประธานาธิบดี เป็นนายก เป็นพระมหาหกษัตริย์ ฯลฯ ทุก ๆ คนมีทุกข์เหมือนกันหมด ไม่มีใครเก่งพอที่จะเอาชนะความทุกข์ได้ มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วท่านก็วางแนวทางไว้ ทำแบบนี้แบบนี้ จะเป็นแบบนี้ สุดท้ายจะพ้นทุกข์ ไม่ได้ให้เชื่อ ไม่ได้ให้งมงาย ไม่ได้ต้องการเท่ห์ ไม่ได้อยากดัง ไม่ใช่เพื่อเชื่อเสียงหรือเกียรติยศ ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่มีไว้ให้คนที่สนใจเข้ามาพิสูจน์ดูเท่านั้นเอง

สุดท้าย... ศาสนาพุทธแท้ ๆ ไม่มีคำว่าเถียงกัน มีแต่มาพิสูจน์กัน ว่าจริงหรือไม่จริง ทำแบบนี้แล้วทุกข์ลด ทำแบบนี้แล้วทุกข์หาย จริงหรือเปล่าเพียงเท่านั้น

Add new comment