ความฝันบนร่างสืบ

เรื่องสั้นเรื่องนี้ผมแต่งส่งประกวดงานสืบ นาคะเสถียร ของคณะวนศาสตร์ ม.เกษตร เมื่อปีที่แล้ว (47) โดยกติกากำหนดให้ใช้คำคีย์เวิร์ดตามที่กำหนด ส่วนเนื้อหาละเลงกันตามสบาย ก็เลยตัดสินใจแน่วแน่ว่า "รักโรแมนติกเท่านั้น!"

ปรากฎว่าได้ที่ 3 เฉยเลย ได้เงินมากินหนม 800

เผอิญค้นเจอใน Spotlight มาอ่านอีกรอบก็ตลกดี แต่งไปได้ไงวะเนี่ย เน่าจริง เลยเอามาแปะประจานตัวเอง (คำที่ขีดเส้นใต้คือคีย์เวิร์ด)

ความฝันบนร่างสืบ

เผียะ

ฝ่ามือแบบบางอันแสนจะคุ้นเคยประทับลงบนแก้มซ้ายของเขา

“พูดอย่างนั้นออกมาได้ยังไง”
เธอตะโกนใส่หน้าเขา แล้วเดินหนีไป
สิระยกมือขึ้นลูบแก้ม เขาควรจะตามเธอไปไหมนะ
‘อย่าดีกว่า’ เขาตัดสินใจเดินกลับไปที่ทำการอุทยาน

สิระเจอทรายครั้งแรกในงานวันเกิดของเพื่อน เขาคบกับเธอมาเกือบสองปีแล้ว เธอเป็นหญิงสาวร่าเริงสดใส มาจากครอบครัวฐานะค่อนข้างดี แน่นอนเขาชอบเธอมากและอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอเช่นนี้ต่อไป แต่ว่าหนทางไม่ได้สดใสขนาดนั้น หลังจากเรียนจบทรายเข้าทำงานที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมีฐานะมั่นคง ส่วนเขายังยึดติดอยู่กับความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้ นั่นคืออาชีพนักดาราศาสตร์ เขายังคงรอจนกว่าโอกาสจะมาถึง แต่มาจนวันนี้เขายังเป็นเพียงคนขายประกันที่ไม่มีความมั่นคงอะไร

“ทรายบอกหลายทีแล้วนี่นา เป็นนักวิจัยเมืองไทยก็อดตายกันพอดี เมื่อไรสิระจะมาทำงานบริษัทซะทีละคะ” ทรายถามขึ้นมาอย่างหมดความอดทนระหว่างทางกลับบ้าน
สิระไม่ตอบอะไร ‘เรื่องนี้ควรจะเลิกพูดกันได้แล้ว’ เขาคิด
“ขายประกันอย่างนี้เมื่อไรจะมั่นคงซะทีละ พ่อทรายก็ไม่อยากให้สิระขายประกันไปตลอดนะ”
เขาหันไปมองหน้าเธอ ยิ้มและขับรถต่อไปอย่างเงียบๆ
“นี่ อย่าเอาแต่เงียบสิ ตอบมาว่าจะเอายังไง”
ป่วยการเปล่าที่จะอธิบายความฝันและความเชื่อมั่นของตัวเองให้ฟัง อย่างทรายคงไม่มีฝันที่เป็นอุดมคติอย่างนี้หรอก จะไปเข้าใจความรู้สึกของเขาได้อย่างไร แต่เขาเริ่มรู้สึกตัวเองว่าไล่ตามความฝันนี้มานานแล้วเหมือนกัน หรือว่าจะยอมทอดทิ้งสิ่งที่ใฝ่ฝันมานานตั้งแต่สมัยเรียน แล้วหันมาเข้าสู่ชีวิตมนุษย์กินเงินเดือน เหมือนที่นักล่าฝันคนอื่นทำมาก่อนเขานักต่อนัก
“เอางี้ละกัน ถ้ามหาวิทยาลัยที่ยื่นไปปฏิเสธ ผมจะไปสมัครงาน เผื่อเค้าจะยังรับอยู่” เขาพูดชื่อบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่สองสามบริษัท ที่เคยมาทาบทามตัวตั้งแต่เรียนจบ
“จริงเหรอคะ” ตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาอย่างยินดี “สัญญาแล้วนะ”

แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงไปยิ่งกว่านั้น สองสัปดาห์ถัดมา สิระได้จดหมายตอบรับเข้าเรียนปริญญาโทด้านดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศอังกฤษ เขาดีใจมากและโทรศัพท์ไปหาทรายแทบจะในทันที
“จะไปจริงเหรอ” ทรายพูดขึ้นเป็นคำแรกหลังจากเงียบไปซักพัก

ทรายไม่อยากให้เขาไปเรียนต่อ เธอไม่อยากให้เขาประกอบอาชีพนี้ด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือให้เขามีงานทำมั่นคง และอยู่ที่เมืองไทยกับเธอจนแต่งงาน เหตุผลหลักที่เธอนำมาอ้างคือ “ทรายจะอยู่ที่นี่ได้ยังไงคนเดียว สิระตั้งสองปีเชียวนะ” แต่เขายังมุ่งมั่นยืนยันจะไปเรียนต่อ สิระทะเลาะกับเธอบ่อยขึ้น แต่ละครั้งไม่พูดกันหลายวัน ในขณะที่กำหนดการเดินทางใกล้เข้ามาทุกที

‘ไปเที่ยวทะเลกันมั้ย เราสองคนต้องคุยกันซักหน่อยนะ’ สิระชวนเธอทางโทรศัพท์
‘เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น อย่าปล่อยให้มันค้างคาก่อนไปดีกว่า’ เขาคิด
หลังจากรับคำอย่างว่าง่าย ทรายก็ยอมนั่งรถไปประจวบคีรีขันท์กับเขา
“แวะเที่ยวอุทยานกันมั้ย ถึงที่พักเร็วก็ไม่มีอะไรทำ”
“อุทยานอะไร”
อุทยานแห่งชาติหาดวนกร” เขาตอบ
“ไม่เห็นเคยได้ยิน”
เธอทำหน้าสงสัย แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร

“ไม่เห็นมีคนเลย” ทรายพูดขึ้น หลังจากหันหน้ามองรอบที่ทำการอุทยาน
“สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่อุทยานแห่งชาติหาดวนกรครับ” เสียงเจ้าหน้าที่เอ่ยทักทาย เขาเดินออกมาจากอาคารที่ทำการ “มาเที่ยวกันเหรอครับ ตอนนี้ทางอุทยานเรากำลังมีนิทรรศการสืบ นาคะเสถียรพอดี สนใจชมมั้ยครับ”
“มีอะไรให้ดูบ้างคะ” ทรายกล่าวอย่างตื่นเต้น
สิระนึกในใจ พลางเดินตามทรายเข้าไป ‘สืบ นาคะเสถียร ชื่อคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยิน’

“นี่เป็นรูปกูปรีครับ กูปรีเป็นหนึ่งในสัตว์สงวนสิบห้าชนิดของประเทศไทย ซึ่งประกอบไปด้วย นกเจ้าฟ้าหญิงสิริธร แรด กระซู่ ....” เจ้าหน้าที่อธิบาย
“โห หน้าตาเป็นอย่างนี้เองเหรอ”
สิระยืนมองอยู่ห่างๆ ดูท่าทางทรายจะสนใจนิทรรศการนี้ค่อนข้างมาก
“ส่วนนี่เป็นภาพถ่ายของนกเงือกที่เขาใหญ่ในปี พ.ศ. 2532 เดี๋ยวนี้หาดูค่อนข้างยากแล้ว”
เขานึก นกเงือกเหรอ ไม่ได้ยินนานแล้วเหมือนกันนะ สมัยเขาเด็กๆ ช่วงนั้นกระแสนกเงือกดังมาก ซองมาม่ายังเป็นรูปนกเงือกเลยนี่ เดี๋ยวนี้มาม่ามีแต่ลายยอดมนุษย์อุลตร้าแมน กระแสก็จางไปกับกาลเวลาล่ะมั้ง
“นี่ต้นอะไรคะ” เสียงของทรายขัดจังหวะความคิดของเขา
ต้นยางนาครับ ต้นค่อนข้างสูง เป็นไม้ไม่ผลัดใบ อยู่ในที่แจ้ง ต้นยางนายังเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดอุบลราชธานีด้วย” เจ้าหน้าที่อธิบายอย่างฉะฉาน
“แหม รู้ละเอียดจัง สูงซักเท่าไรเหรอคะ”
“สามสิบถึงสี่สิบเหมตรครับ”
“โห” ทรายอุทานเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้แล้ว สิระยิ้มแล้วเดินออกมารอข้างนอก

“ดีจังนะ ที่ยังมีคนอนุรักษ์ธรรมชาติกันอยู่เยอะ”
ทรายพูดขึ้น หลังจากออกมาจากที่ทำการแล้ว เขากับเธอก็ออกมาเดินรับลมกันที่ริมหาด สัมผัสความเย็นของน้ำทะเล ทรายเริ่มต้นออกวิ่ง สิระเดินตามไปเงียบๆ โดยไม่คิดจะไล่ให้ทัน เสียงลมทะเลพัดหวิว ซักพักเธอหยุดวิ่ง แล้วนั่งลงหาเปลือกหอยที่พื้น
“เรื่องของเราจะเอายังไงกันดี” สิระถามหลังจากเดินมาทัน
ทรายหยุดเก็บเปลือกหอย นิ่งไปชั่วครู่
“ไม่ไปไม่ได้เหรอ” เธอยังนั่งหันหลังให้เขา
“ทราย นี่มันเป็นความฝันของผมนะ”
“แล้วทรายล่ะ”
“สองปีเอง ผมจะรีบเรียนให้จบ แล้วกลับมาหาทราย”
“ทรายจะอยู่คนเดียวได้เหรอ ทำไมไม่คิดถึงทรายมั่ง” เธอลุกขึ้นมา หันหน้ามาเผชิญหน้ากับเขา
“ความฝันของสิระคนเดียว แล้วอนาคตของเราล่ะ” เสียงเธอเริ่มสั่น
“อย่างทรายไม่เคยมีความฝันนี่ ทรายจะมาเข้าใจผมได้ยังไง” เขาหมดความอดทน

เผียะ

ขาของสิระพาเขากลับมาที่ทำการอุทยาน
“อ้าว แล้วแฟนล่ะครับ” เจ้าหน้าที่ทักอย่างอารมณ์ดี
“เค้ายังอยากเดินเล่นริมหาดน่ะครับ ผมไม่อยากเดินแล้วเลยมารอที่นี่” เขาแข็งใจตอบ
“เดี๋ยวผมยืนอ่านบอร์ดเองก็ได้ครับ เมื่อกี้ก็อธิบายเรามารอบนึงแล้ว อธิบายอีกรอบคงเหนื่อยแย่”
สิระออกปากไล่เจ้าหน้าที่อุทยานอย่างสุภาพ เขาอยากอยู่คนเดียวในตอนนี้
“ครับผม ตามสบายนะครับ” เจ้าหน้าที่เดินกลับเข้าห้องพักไป

‘หรือว่าถึงเวลาต้องเลิกกัน’ เขาเครียดไปหมด ‘สงสัยเราจะเข้ากันไม่ได้จริงๆ ทั้งความคิดและความเชื่อ นี่ยังมาไม่ถึงรีสอร์ทเลย ทะเลาะกันอีกแล้ว’ เขาเดินอ่านบอร์ดไปอย่างไร้จุดหมาย ‘ต้นยางนา นกเงือก เมื่อกี้ดูมาหมดแล้ว’
‘สืบ นาคะเสถียร นักอนุรักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ อันนี้ล่ะ ยังไม่อ่านนี่นา’ ชายหนุ่มหยุดยืนอ่าน

“รู้มั้ยว่าทำไมสืบ นาคะเสถียรถึงต้องฆ่าตัวตายเพื่อปกป้องป่า”
ทรายถามขึ้นขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้ เธอนั่งสงบอารมณ์อยู่คนเดียวริมหาด
“ทำไมล่ะ” เขาถามพลางหยิบกล่องชาเขียวบนพื้นทิ้งลงในถังขยะ
“อ่านบอร์ดเมื่อกี้แล้วใช่ไหม” เธอถามกลับ
“เพราะเจอผู้มีอิทธิพลเกินกว่าอำนาจของเขาจะสู้ได้เหรอ”
“เพราะเขายึดมั่นในอุดมการณ์มากไปต่างหาก”
“ทรายเข้าใจความรู้สึกของสิระนะ ความฝัน ความหวัง อุดมการณ์”
“แต่ทรายไม่อยากให้สิระยึดติดกับมันจนไม่สนใจคนรอบข้าง ทรายกลัวสิระจะต้องลำบากหลังจากเรียนจบ”
เขายื่นมือมากุมมือเธอไว้
“ทราย”
“ยังไงทรายก็คงห้ามสิระไม่ได้ กลับมาเร็วๆ นะ ทรายจะรอ”
เขาไม่นึกว่าเธอจะเข้าใจความรู้สึกของเขาถึงเพียงนี้

“รู้มั้ยว่าทำไมสืบ ถึงต้องอุทิศตัวเองขนาดนั้น” เขาถามกลับหลังจากเงียบไปนาน
“ไม่รู้”
“ผมคิดว่าคนเรามีชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝันหรืออุดมการณ์นี่ล่ะที่หล่อเลี้ยงชีวิตเอาไว้ ถ้าไม่มีความฝัน ชีวิตคงเรื่อยเปื่อยแน่ๆ”
สิระหันหน้าไปมองเธอ
“สืบเลือกอุทิศตัวเองเพื่อป่า ผมก็มีสิ่งที่ผมควรทำเหมือนกัน วิทยาศาสตร์เมืองไทยไม่เจริญเสียที เพราะผู้คนในสายนี้ทอดทิ้งความฝันนี่ล่ะ”
เขาละสายตาจากทราย มองไปยังท้องทะเลสงบเบื้องหน้า มือสองข้างบีบกันแน่น
“แต่ไม่ต้องห่วงนะ การใช้ชีวิตร่วมกับทราย ก็เป็นความฝันหนึ่งของผมเหมือนกัน ความฝันสำคัญด้วย”
 “สิระ” เสียงเธอสั่นเครือ
“ผมจะรีบกลับมา”
เขาพูดพลางโอบกอดเธอไว้ด้วยความทะนุถนอม

เสียงล้อรถยนต์กระทบกับถนนลูกรังในอุทยานห่างออกไป เขากับเธอยังต้องเดินทางอีกไกล เสียงเจ้าหน้าที่อุทยานลุกขึ้นต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มาถึง แต่บนบอร์ดฝากข้อความถึงสืบ นาคะเสถียรใกล้ทางออก มีข้อความจากนักท่องเที่ยวคู่ที่แล้วเพิ่มเข้ามา

‘ขอบคุณนะคะ สำหรับความฝัน และความหวัง - ทราย’

ชอบประโยคนี้มากเลย

“แวะเที่ยวอุทยานกันมั้ย ถึงที่พักเร็วก็ไม่มีอะไรทำ”
“อุทยานอะไร”
“อุทยานแห่งชาติหาดวนกร” เขาตอบ
“ไม่เห็นเคยได้ยิน”

.. ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน แหะๆ

ขนลุกเกรียว

น่าเอามาทำหนังสั้นเล่น

จะว่าไงดี
พอดีเพื่อนส่งwebนี้มาให้อ่าน
อ่านแล้วอยากทำตามความฝันจัง
แต่ไม่รู้จะฝันอะไรดี 555

ขอบคุณนะคะ

เคยอ่านฉบับดราฟท์ไปทีนึงแล้ว

กลับมาอ่านอีกที ก็ยังชอบอยู่นะ

ว่างๆเขียนเรื่องสั้นหน่อยสิ ยินดีจะซื้ออ่านเป็นคนแรกเลย

ได้ข้อคิดดี จังชอบมากครับ

ดำเนินเรื่องได้ดี ชวนติดตาม สนุกไม่ติดชัด เขียนเป็นนิยายเลยก้อดีนะ ^_^

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options