ประสบการณ์ใช้งาน Surface แทนโน้ตบุ๊ก

หลังจากเปลี่ยนมาใช้ Surface 3 ก็เจอคนมาถามเรื่อยๆ ว่าดีมั้ย อะไรยังไง อยากเปลี่ยนบ้างแต่ยังไม่กล้า ฯลฯ ไหนเลยก็ขอเขียนบล็อกอธิบายประสบการณ์การใช้ Surface มานานครึ่งปีครับ

อย่างแรกสุดต้องย้ำก่อนว่า ผมใช้ Surface 3 ตัวไม่ Pro (ราคาถูก) แต่คนส่วนใหญ่มักรู้จัก Surface ตัว Pro กันซะมากกว่า (โดยไม่รู้ว่ามันมีตัวไม่ Pro ด้วย) ในแง่ form factor ก็คงคล้ายๆ กัน เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียดเรื่องขนาด น้ำหนัก ประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือราคา

สำหรับ รีวิว Surface 3 นี่ Blognone เคยเขียนไปแล้ว ข้อมูลว่ามีฟีเจอร์อะไรบ้าง สเปกเป็นอย่างไร ย้อนไปอ่านกันเองได้ บล็อกอันนี้จะพูดถึงประสบการณ์ในการใช้งานเป็นหลักเท่านั้น

Surface เป็นอุปกรณ์ลูกผสม Hybrid ที่ไม่เคยมีมาก่อน

คนส่วนใหญ่มักมองว่า Surface เป็น "แท็บเล็ตที่ต่อคีย์บอร์ด ใช้เป็นโน้ตบุ๊กได้" ซึ่งมันก็ถูกแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 100% ผมอยากนิยามว่ามันคืออุปกรณ์แขนงใหม่ไปเลยมากกว่า คือเป็นอุปกรณ์ประเภทที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่ ไม่เคยถูกจัดหมวดหมู่มาก่อน ทุกวันนี้มันมีคำเรียกว่าเป็น "detachable" ซึ่งก็ต่างกับโน้ตบุ๊กพับจอได้หรือ "convertible" อยู่บ้าง

มันเป็นอุปกรณ์ลูกผสมที่ทำงานได้หลายแบบตามแต่ละโหมด แต่ทำงานได้ไม่ดี 100% สักอย่าง นั่นคือใช้เป็นแท็บเล็ตอย่างเดียวก็สู้ iPad ไม่ได้, ใช้เป็นโน้ตบุ๊กอย่างเดียวก็สู้โน้ตบุ๊กสายบางเบาไม่ได้ ดังนั้นมันไม่เหมาะกับทุกคน แต่สำหรับบางคนแล้ว มันก็เป็นอุปกรณ์ที่เวิร์คมาก ถ้าเงื่อนไขของเราเข้าข่ายตามคุณสมบัติของมัน

ผมคิดว่างานหลักที่ Surface ทำได้ดีคือ "อ่าน" โดยมีงานด้านการ "ป้อนข้อมูล" เป็นส่วนน้อย สัดส่วนคงแล้วแต่คน แต่สำหรับผมแล้วน่าจะใช้อ่านหรือเสพย์ ("consume") ประมาณ 60-70% และเขียนหรือสร้างสรรค์ผลงาน (พูดให้เท่ๆ คือ "create") ประมาณ 30-40%

อันนี้ต้องย้ำว่าพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ผมเห็นในต่างประเทศมีคนเอา Surface มาเป็นอุปกรณ์จดโน้ตหรือวาดรูปก็เยอะ เพียงแต่พฤติกรรมของตัวเองเป็นอ่านเยอะ-พิมพ์เยอะ ก็เลยใช้ Surface ในแนวทางนี้เป็นหลัก

การใช้งาน Surface ในฐานะแท็บเล็ต

โลกปี 2016 คุ้นเคยกับแท็บเล็ตกันมามากแล้ว Surface ในฐานะแท็บเล็ต ยังสู้ iPad หรือ Android ไม่ได้แน่นอนในแง่ของจำนวนแอพ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม UWP ของไมโครซอฟท์ยังไม่มีแอพสำคัญบางตัวอย่าง Pocket หรือ Feedly ที่เป็น 1st party เลยด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม การที่ Surface เป็น Windows ตัวเต็ม ทำให้เราสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ไม่ยาก เพราะเข้าผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้ทันที (Killer App ของ Surface คือ Chrome ตัวเต็ม!) หรือสามารถอ่าน PDF ด้วย Adobe Reader ตัวเต็มได้

ในขณะเดียวกัน Windows 10 Anniversary Update ก็ปรับปรุงให้รองรับนิ้วสัมผัสดีขึ้นมากแล้ว มี Tablet Mode ที่ไม่มีอะไรน่าอึดอัดมากนักพวกแบบ UI เล็กจนเอานิ้วจิ้มไม่โดนหรือจิ้มพลาด (ยังพอมีจุดให้ติบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือแอพบางตัว)

ปัญหาสำคัญของ Surface ที่สู้แท็บเล็ตไม่ได้อย่างชัดเจน คือ Surface ใช้ซีพียู x86 ที่ยังประหยัดไฟไม่เท่า ARM ดังนั้นเราจะเจอสภาพการณ์ dilemma ว่าจะเปิดเครื่องทิ้งไว้ ปิดแค่จอก็เปลืองแบต แต่ถ้าจะให้มัน sleep ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะปลุกให้มันตื่นขึ้นมา (ไม่เหมือนกับแท็บเล็ตที่กดปุ๊บติดปั๊บ) ตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก แต่ต้องเจอบ่อยๆ ทุกวัน มันก็น่ารำคาญใจเหมือนกัน

ถ้าไม่เล่นเกมหรือติดใช้แอพเฉพาะทางบางตัว Surface สามารถทดแทน iPad ได้แทบจะ 100% หลังจากซื้อ Surface มาแล้ว ผมแทบไม่ได้แตะ iPad อีกเลย วางไว้ให้ฝุ่นจับแทน

การใช้งาน Surface ในฐานะโน้ตบุ๊ก

หลายคนมักเทียบ Surface ตอนกางคีย์บอร์ดออกมาเป็นโน้ตบุ๊กกับการใช้ iPad/Android ต่อคีย์บอร์ด อันนี้ต้องบอกว่าเทียบกันไม่ได้เลย เพราะ Surface มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการเดสก์ท็อป ต่างไปจากคู่แข่งที่นำระบบปฏิบัติการจอสัมผัสมาสู้ ความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการทำงาน "แบบดั้งเดิม" (traditional desktop work) จึงดีกว่ากันมหาศาล เราสามารถทำงานทุกอย่างบนพีซีได้บน Surface ได้อย่างไม่มีข้อติดขัดอะไรในแง่ UI/UX

อย่างไรก็ตาม ถ้าเอา Surface ไปเทียบกับโน้ตบุ๊ก calmshell แบบดั้งเดิม นี่เทียบกันไม่ได้แน่ๆ ทั้งในแง่ขาตั้งที่ยังไงก็ไม่มีทางเสถียรเท่า (วางตักลำบากกว่าโน้ตบุ๊กอยู่ดี) และคีย์บอร์ดที่ไม่มีทางสู้คีย์บอร์ดขนาดเต็มได้ เพียงแต่สภาพการณ์ก็อยู่ในระดับ "พอพิมพ์ได้" ถ้าไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้

ผมแนะนำว่าการใช้ Surface อย่างจริงจัง เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ควรมี external keyboard ทิ้งไว้ทั้งที่บ้านและออฟฟิศ (ในกรณีที่ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น) รวมถึงจอมอนิเตอร์ที่สองด้วย (จะต่อผ่าน Dock หรือ Hub ก็แล้วแต่ชอบ)

Surface 3

ปากกา Surface Pen

อันนี้เป็นสิ่งที่ผิดคาดเหมือนกัน เพราะผมพบว่าใช้ปากกา Surface Pen น้อยมากกว่าที่คิดมาก (จนชักเสียดายค่าปากกา)

เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเพราะผมใช้มือถือ Galaxy Note ที่มีปากกาอยู่แล้ว และใช้ปากกา S Note จดโน้ตจดงานต่างๆ มากพอสมควร ซึ่งพบว่าการควัก Note มาจากกระเป๋ากางเกง มันสะดวกกว่าการหยิบ Surface ออกมาจากกระเป๋าสะพายมาก (นี่ยังไม่รวมปัญหา Surface ปลุกให้ตื่นช้าไม่ทันใจ) อีกทั้งขนาดก็เล็กและคล่องตัวกว่าในเกือบทุกโอกาส ยืนจดก็ได้ ในขณะที่ Surface เหมาะกับการนั่งจดบนโต๊ะมากกว่า (แน่นอนว่าในบาง use case อย่างจดเลคเชอร์ Surface น่าจะดีกว่า)

อีกประเด็นที่ควรพูดถึงคือแอพจดโน้ต เดิมทีผมใช้ Evernote ซึ่งใช้ดีประมาณหนึ่ง แต่ภายหลังก็มีปัญหาหลายอย่าง พอเปลี่ยนมาใช้ Surface ก็เลยตัดสินใจ "หักดิบ" เปลี่ยนมาใช้ OneNote แทนให้หมด เพื่อให้ข้อมูลซิงก์กันหมดทั้งการจดโน้ตจากมือถือ และการจดโน้ตจาก Surface

ปัญหาหลักที่พบใน OneNote คือ UI ของมันไม่เป็นมิตรนักเมื่อเทียบกับ Evernote (มาใช้ใหม่ๆ นี่งงทุกคน), OneNote เวอร์ชัน UWP ยังห่วย และมันซิงก์ช้ากว่า Evernote อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม การรองรับปากกานั้น OneNote ทำได้ดีกว่า Evernote มาก และการที่มันฟรีแบบไร้ข้อจำกัด ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ผมคิดว่า Evernote จะแพ้ในระยะยาว

ข้อดี-ข้อเสียของ Surface 3

ที่กล่าวๆ มาข้างต้นเป็นประสบการณ์ใช้งานอุปกรณ์ประเภท Surface ในแง่คอนเซปต์ ดังนั้นถ้าใช้ Surface Pro 4 ก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก

แต่ส่วนนี้เป็นการวิจารณ์เฉพาะ Surface 3 เฉพาะรุ่นเท่านั้น คงไม่สามารถใช้ร่วมกับ Surface รุ่นอื่นได้

  • ขนาดของ Surface 3 ถือว่ากำลังดี พกพาสะดวก น้ำหนักรวมคีย์บอร์ดแล้ว 884 กรัม ถือว่าโอเคพกพาสะดวก (แม้จะหนักไปหน่อยถ้าเทียบกับแท็บเล็ตคู่แข่ง แต่ก็พอรับได้ ใช้ๆ ไปก็ชิน)
  • ขนาดหน้าจอถือว่าเหมาะสำหรับแท็บเล็ต แต่เล็กไปสักนิดสำหรับโน้ตบุ๊ก
  • สมรรถนะด้อยไปหน่อย จุดตายสำคัญคือสตอเรจที่เป็น eMMC ค่อนข้างช้าจนหงุดหงิด เห็นรีวิวฝรั่งด่ากันแทบทุกเว็บในเรื่องนี้ ส่วนซีพียู Atom กับแรม 4GB (มีรุ่น 2GB ด้วยแต่อย่าซื้อเลยครับ) ก็พอไหวสำหรับงานทั่วๆ ไป แต่มาตายตรงเปิดเว็บ Gmail กับ Facebook ที่โหลด JavaScript ค่อนข้างหนัก
  • ข้อดีของ Surface 3 คือมันชาร์จด้วย Micro USB ได้ ดังนั้นถ้าเดินทางไปต่างจังหวัด-ต่างประเทศ อาจไม่ต้องเอาสายชาร์จไปก็ได้ เพราะใช้ร่วมกับสายชาร์จมือถือ (non-iPhone) ได้เลย หรือถ้าลืมก็สามารถหาสายชาร์จได้ไม่ยากเพราะมีอยู่เกลื่อนโลก ถือเป็นจุดเด่นมาก แต่ข้อเสียคือมันชาร์จค่อนข้างช้า ถ้าใช้สายชาร์จของมันเองจะดีขึ้นหน่อย แต่ก็ยังช้าอยู่ดีเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กหรือสมาร์ทโฟนพวกที่มี fast charge
  • พอร์ตมี USB ตัวเต็มมาให้ อันนี้คือความดีงาม เอาเมาส์ ทัมบ์ไดรฟ์ มาเสียบก็ได้หมด universal
  • การต่อจอนอกต้องใช้ Mini DisplayPort ซึ่งไม่มีตัวแปลงแถมมาให้ อันนี้ไฟต์บังคับต้องซื้อเพิ่มเอง ส่วนจะใช้หัวแปลงเป็น HDMI หรือ VGA (สำหรับโปรเจคเตอร์) ก็คงแล้วแต่งาน หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อคู่
  • สตอเรจมีจำกัดประมาณหนึ่ง แต่ถ้าไม่เก็บไฟล์เยอะมากก็คงไม่ใช่ปัญหานัก สามารถขยายพื้นที่ด้วย microSD ได้ (ช่องเสียบอยู่ด้านหลัง ใต้ขาตั้ง)

จุดที่ Surface 3 น่าสนใจมากคือ price point ที่ถือเป็น sweet spot ระหว่าง performance กับ affordability เพียงแต่ด้วยราคานี้ ไมโครซอฟท์ควรแถมคีย์บอร์ดมาด้วยเลย ไม่ใช่ต้องไปซื้อแยก (เว็บฝรั่งแทบทุกเจ้าวิจารณ์เรื่องนี้ แต่ดูไมโครซอฟท์จะไม่สนใจใดๆ)

ดังนั้นทางเลือกของผู้ใช้คือรอจังหวะที่ไมโครซอฟท์หรือร้านค้าเอามา bundle เท่านั้น อย่างเคสนี้ก็คือแถมฟรี ราคา 22,400 บาทได้ Surface + keyboard ซึ่งเป็นราคาที่ผมว่าน่าซื้อ แต่ถ้าต้องจ่ายอีก 4,590 บาท นี่แพงเกินไป

เนื่องจากผมซื้อ Dock มาด้วยก็วิจารณ์ด้วยเลย

  • Dock รุ่นที่ใช้เป็น Dock แบบแท่นวาง รุ่นสุดท้ายของ Surface เพราะหลังจากนั้น ไมโครซอฟท์เปลี่ยนมาใช้ Dock แบบต่อสายแทน
  • ความเลวร้ายที่สุดของ Dock ตัวนี้คือขนาดมันใหญ่มาก แต่ดันไม่มีช่องอ่าน SD (full size) มาให้ ดังนั้นเราซื้อ Dock มาแพงไม่ใช่น้อย ก็ต้องไปซื้อ SD reader มาอีก (สั่ง Aliexpress ไม่แพงแต่รอนานหน่อย) ไหนๆ คิดทำตัวเป็น Dock แล้วก็ควรให้ครบจบโซลูชันเดียว
  • อีกเรื่องที่น่าขัดใจรองลงมา คือมันควรจะมีหัวต่อจอภายนอกขนาดเต็มมาด้วย (เช่น DisplayPort หรือ HDMI) แต่ดันให้เป็น mini DisplayPort มา สุดท้ายก็ต้องหาหัวแปลงอยู่ดี
  • สรุปว่าข้อดีของ Dock คือมีพอร์ต USB เพิ่มขึ้น, มี Gigabit Ethernet (ซึ่งผมไม่ได้ใช้) นอกนั้นที่เหลือไม่มีอะไรมีประโยชน์เท่าไรนัก จะเสียบ SD หรือต่อจอผ่าน HDMI ก็ต้องหาตัวแปลงมาเพิ่มเองอยู่ดี ถ้าไม่ได้ซื้อแบบลดราคาแล้ว ซื้อ USB Hub มาใช้น่าจะคุ้มเงินกว่า

Dock แบบเก่า (ที่ใช้อยู่)

Dock แบบใหม่

ศูนย์บริการ

หลายเรื่องที่ได้ยินคนบ่นกันเยอะ คือบริการหลังการขายของไมโครซอฟท์ประเทศไทยที่ ... เพราะมีประกันก็จริง แต่ซ่อมไม่ได้เพราะไม่มีอะไหล่หรือด้วยเหตุผลอื่น อันนี้ยังไม่เคยเจอกับตัวเองโดยตรง (เพราะ Surface 3 ถือเป็นรุ่นที่ปัญหาน้อย เมื่อเทียบกับ Pro 3/Pro 4/Book ที่ปัญหาจุกจิกเยอะมาก) แต่คิดว่าเป็นคำวิจารณ์ที่มีน้ำหนัก และผู้สนใจซื้อควรรับทราบเรื่องบริการหลังการขายของไมโครซอฟท์เอาไว้ด้วย

ไม่ซื้อ Surface มีตัวเลือกอื่นไหม

ณ เดือนพฤศจิกายน 2016 ผมเริ่มเอนเอียงว่าไมโครซอฟท์จะไม่ทำ Surface 4 รุ่นราคาถูกตัวใหม่แล้ว (Surface 3 ออกเดือน พ.ค. 2015 หรือประมาณปีครึ่ง) ด้วยเหตุผลว่าไมโครซอฟท์ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาด OEM ให้แบรนด์อื่นๆ ทำฮาร์ดแวร์แบบเดียวกัน จับตลาดแมสราคาถูก และไมโครซอฟท์คงจะหันไปทำตลาดบน (Surface Pro, Surface Book) เพียงอย่างเดียว

ดังนั้นถ้าสนใจซื้ออุปกรณ์แบบ Surface-like ในราคา price point ระดับใกล้เคียงกัน (ต่ำกว่า Surface Pro 4 ที่ราคาเต็มเริ่มประมาณ 3.5 หมื่น ยังไม่รวมคีย์บอร์ด) คิดว่าตอนนี้มีอุปกรณ์แบบเดียวกันจากผู้ผลิตพีซีรายอื่นเป็นตัวเลือก เช่น

  • Acer Switch Alpha 12
  • Asus Transformer 3 Pro
  • Dell Latitude 7000 2-in-1 (แต่อันนี้แพงหน่อยเพราะจับกลุ่มธุรกิจ)
  • HP ตระกูล x2
  • Lenovo ตระกูล Miix

พวกนี้ก็เลือกกันเองได้ตามสเปก-ราคา-โปรโมชั่นในแต่ละช่วงครับ นี่เดือน พ.ย. แล้ว อีกไม่นานก็เป็นงาน CES หลังปีใหม่ เดี๋ยวก็มีกองทัพสินค้ารุ่นใหม่ตามมาอีก

Acer Switch Alpha 12 หน้าตาเกือบเหมือนเด๊ะ

สรุป ควรซื้อหรือเปล่า Surface

อย่างที่เขียนไปข้างต้นว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสำหรับทุกคน และน่าจะเหมาะกับการเป็น secondary device สำหรับคนที่มีพีซีหรือโน้ตบุ๊กพลังสูงสำหรับทำงานกลุ่ม pro อยู่แล้ว (ถ้าใช้คอมพิวเตอร์หนักๆ ใช้ Surface ตัวเดียวคงอึดอัด) แต่ถ้าจะซื้อมาเล่นเกม เล่น Facebook เข้าเว็บทั่วไป ไม่น่าจะตรงกลุ่มเป้าหมายอีกเหมือนกัน

คำเตือนคือ Surface เป็นอุปกรณ์ที่ต้องลองใช้นานพอสมควร ถึงจะพอเก็ตว่าวิธีการใช้งานของมันควรเป็นเช่นไร ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ไปยืนจับแป๊บๆ แล้วสามารถเข้าใจมันได้ทันที ดังนั้นถ้ามีของคนอื่นให้ยืม ก็ควรยืมมาลองใช้ก่อนครับ

Keyword: