The Imitation Game

The Imitation Game

นักเรียนสาขาวิชาด้านคอมพิวเตอร์ทุกคนคงรู้จัก "อลัน ทัวริง" (Alan Turing) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้วางรากฐานของ "คอมพิวเตอร์" ที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ (ทัวริงไม่ได้สร้างคอมพิวเตอร์ แต่คิดสถาปัตยกรรม Turing Machine ที่เป็นคอนเซปต์ของเครื่องจักรอัตโนมัติ)

แต่ชีวิตของทัวริงมีอะไรมากกว่านั้นมาก เพราะเขาเป็นหนึ่งในแกนหลักของนักถอดรหัสในยุคสงครามโลก ที่สามารถถอดรหัสเครื่อง Enigma ของฝ่ายนาซีเยอรมันได้ จนฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถเอาชนะสงครามข่าวกรอง และเป็นปัจจัยหนึ่งที่พลิกกลับมาชนะในสงครามได้สำเร็จ ("ว่ากันว่า" การถอดรหัส Enigma ช่วยให้สงครามจบเร็วขึ้นสองปี ซึ่งจริงแท้แค่ไหนไม่มีใครรู้ได้ เพราะเป็นเงื่อนไขแบบ what if)

ชีวิตของทัวริงในช่วงนี้แหละ ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ The Imitation Game

หนังเล่าเรื่องด้วยวิธีการตัดสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์ 3 ช่วง คือ ทัวริงสมัยเป็นนักเรียนที่ค้นพบโลกของการถอดรหัส, ทัวริงสมัยสงคราม และทัวริงยุคหลังสงคราม

ส่วนพล็อตหลักของเรื่องมี 2 พล็อตคือความพยายามในการเอาชนะ Enigma ในเหตุการณ์ส่วนที่สอง และชีวิตส่วนตัวของทัวริงที่เป็นเกย์ ซึ่งเกิดขึ้นจากส่วนที่ 1 (ความรักสมัยเรียน) และลงเอยในส่วนที่ 3 (โดนจับในข้อหารักร่วมเพศ และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน)

ผมพบว่าเนื้อหาส่วนของการถอดรหัส Enigma นั้นดูสนุกมาก ในขณะที่ประเด็นเรื่องความเป็นเกย์ของทัวริงนั้นยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก หนังพยายามสื่อว่าทัวริงสร้าง "คอมพิวเตอร์" เพื่อจำลองชีวิตของ "เพื่อนรัก" ของเขาสมัยเรียนกลับคืนมา ซึ่งยังไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร (และไปเปิดตำราดูก็พบว่า เครื่องจักรของทัวริงไม่ได้ชื่อ Christopher ซะด้วย หนังพยายามทำให้ดราม่า ของจริงชื่อ Victory)

ส่วนของการถอดรหัส Enigma หนังทำออกมาได้สนุก แต่รายละเอียดจริงในประวัติศาสตร์ ก็ไม่ได้เป็นฝีมือของทัวริงแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเครื่อง Enigma เกิดขึ้นมาก่อนสงครามโลกนานอยู่ และหน่วยงานหลายแห่งก็พยายามถอดรหัส Enigma กันมานานแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่ทำมาก่อนอังกฤษคือหน่วยข่าวกรองของโปแลนด์ ซึ่งทีมของทัวริงก็นำเทคนิค Bombe ของโปแลนด์มาพัฒนาต่อในภายหลัง (ซึ่งหนังไม่ได้ลงรายละเอียดตรงจุดนี้)

รายละเอียดอีกส่วนที่หายไปคือ การเข้าแคมป์ที่ Bletchley Park ในหนังดูเหมือนไปอยู่กันแป๊บเดียว และทุกคนถูกจำกัดบริเวณให้อยู่แต่ในแคมป์ ซึ่งในความเป็นจริงคืออยู่กันนานมาก นับตั้งแต่สงครามเริ่มปี 1939 ไปจนถึงจบสงครามในปี 1945 ระหว่างนั้นทัวริงยังมีแวะไปเยือนอเมริกาในช่วงปลายปี 1942 ถึงต้นปี 1943 เพื่อไปแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการถอดรหัส Enigma ด้วย (ช่วงที่ทัวริงไม่อยู่ก็เป็น Hugh Alexander ทำหน้าที่แทน)

เมื่อกล่าวถึง Enigma คนที่ดูหนังอาจสงสัยว่า เมื่อฝั่งคนถอดรหัสต้องใช้คนจำนวนมหาศาลช่วยกันหาวิธี แล้วคนคิด Enigma มันต้องโคตรเก่งเลยล่ะสิ ผมก็สงสัยแบบนี้เลยไปค้นข้อมูลดู พบว่า Enigma เองก็ไม่ใช่เครื่องที่ถูกสร้างขึ้นโดยคนเพียงคนเดียว แต่เป็นผลงานต่อเนื่องของวิศวกรจากเยอรมันหลายต่อหลายรุ่น มีรุ่นยิบย่อยมากมายมหาศาล (เริ่มสร้างครั้งแรกปี 1918 ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองยี่สิบปี แล้วพัฒนาเรื่อยมา)

ตัวละครในหนังหลายๆ คนที่ร่วมงานกับทัวริงที่ Bletchley Park ก็ตามมาทำงานต่อกับหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ GCHQ ที่ก่อตั้งขึ้นหลังสงคราม (สมัยสงครามใช้ชื่อว่า GC&CS) เพราะถือว่าเป็นสุดยอดนักถอดรหัสและนักคณิตศาสตร์แห่งยุคสมัยกันอยู่แล้ว แถมเคยผ่านงานข่าวกรองสงครามมา

ประเด็นเรื่องชื่อของหนังพอมีพูดถึงบ้างนิดหน่อยในเรื่อง (อาจสั้นไปหน่อยจนคนที่ไม่เคยเรียนตามไม่ทัน) จริงๆ แล้ว Imitation Game หมายถึงผลงานเด่นอีกเรื่องของทัวริง (นอกเหนือจาก Turing Machine) นั่นคือ Turing Test ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์พื้นฐานที่สำคัญของวงการปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แนวคิดของ Turing Test เกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามว่า คอมพิวเตอร์สามารถ "คิด" ได้อย่างมนุษย์หรือไม่ ซึ่งทัวริงบอกว่าไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ตรงๆ ว่าคิดได้หรือไม่ แต่เราสามารถสร้าง "วิธีการประเมิน" ว่าคอมพิวเตอร์มีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์แล้วหรือยัง ซึ่งก็คือ Turing Test ที่มีหลักการง่ายๆ ว่าเป็นเกมตอบคำถามโดยผู้ตอบคำถาม 2 ราย มีรายหนึ่งเป็นคน และรายหนึ่งเป็นคอม ถ้าคอมพิวเตอร์สามารถหลอกผู้ตรวจสอบ (ที่รู้ว่ามีคอมกับคน แต่ไม่รู้ว่าใคร) ให้เชื่อว่าตนเป็นมนุษย์ได้ ก็ถือว่าคอมพิวเตอร์มีสติปัญญาเทียบเท่าคนแล้ว

ดังนั้นเกมนี้จึงมีลักษณะเป็นเกมลอกเลียนแบบ หรือ Imitation Game นั่นเอง (ในหนังมีจังหวะนึงที่ทัวริงพูดประโยคนี้ ซึ่งก็สะท้อนถึงชื่อหนังนั่นเอง)

โดยรวมก็ถือว่าหนังทำได้ดีเลยครับ ดูแล้วเข้าใจประวัติชีวิตของทัวริงมากขึ้นเยอะ และน่าจะช่วยให้มีคนสนใจวิชาคณิตศาสตร์แนวนี้เพิ่มขึ้นอีกมาก (ใครทำสาย security นี่ห้ามพลาดอย่างแรง)

แต่ก็รู้สึกว่าถ้าหนังจับประเด็นเรื่องเกย์ให้ดีกว่านี้อีกหน่อย มันจะดีกว่านี้อีกมาก (อารมณ์เดียวกับ The Theory of Everything คือดีแล้วแต่ยังไม่สุด)

ประเด็นสุดท้ายที่อยากพูดถึงคือรู้สึกว่าเรื่องนี้ Keira Knightley หน้าดร็อปลงไปหน่อย จากแฟนคลับที่รู้สึกว่าเมื่อก่อนเธอสวยกว่านี้มาก (ผมดูเรื่องนี้โดยที่ไม่รู้ว่าเธอเล่นด้วย ตอนโผล่มาถึงกับตกใจ)