Lord Jim's at Mandarin Oriental Bangkok

แลกแต้มบัตรเครดิตเป็นบัตรห้องอาหาร Lord Jim's ที่ "โรงแรมอันดับหนึ่งของไทย" อย่างโอเรียนเต็ล (ชื่ออย่างเป็นทางการคือ Mandarin Oriental Bangkok) ก็เลยมาใช้สิทธิสักหน่อย

ประวัติ

โอเรียนเต็ลเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงมากในระดับโลก เหตุเพราะมันเป็น "โรงแรมแบบฝรั่ง" แห่งแรกของประเทศไทยและเอเชีย (เป็นผลมาจากการค้าในโลกตะวันออกหลังสนธิสัญญาเบาริ่ง) เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1876 นับถึงปัจจุบันก็เกิน 100 ปีแล้ว มีตำนานมากมายในหมู่ฝรั่งเซเล็บที่เคยมาเยือนเมืองไทย (และตะวันออกไกล) ในอดีต ชื่อเสียงสั่งสมเหล่านี้ทำให้โรงแรมอื่นๆ ยากจะต่อกรได้ในเรื่องความขลัง

เจ้าของโอเรียนเต็ลเปลี่ยนมือกันหลายครั้ง ทั้งฝรั่งนักเดินทาง ลูกหลานของแหม่มแอนนา (ใน Anna and the King) ตระกูลสารสิน จิม ธอมป์สัน และกลุ่มอิตัลไทย เป็นต้น (รายละเอียดอ่านใน Wikipedia แล้วกัน)

เจ้าของปัจจุบันคือ Mandarin Oriental Hotel Group ซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรม Mandarin ในฮ่องกง มาซื้อกิจการ Oriental ในกรุงเทพแล้วเปลี่ยนชื่อบริษัทให้สะท้อนโรงแรมระดับ flagship ทั้งสองแห่ง (Mandarin Oriental มีโรงแรมที่อื่นๆ อีกด้วย แต่ระดับ flagship คือสองโรงแรมนี้)

Mandarin Oriental Bangkok

การเดินทาง

ส่วนของประวัติคงจบแค่นั้น การเดินทางมายัง Mandarin Oriental ถ้ามาทางรถต้องผ่านถนนเจริญกรุง ลงทางด่วนสีลม อยู่เลยจากอัสสัมชัญบางรักมานิดหน่อย เข้ามาในซอยจะซับซ้อนเล็กน้อย มีตึกจอดรถของโรงแรมจอดได้ฟรีโดยไม่ต้องประทับตรา แต่จำนวนที่จอดก็จำกัดอยู่บ้าง

อาคาร

Mandarin Oriental มีหลายตึก ได้แก่ ตึกหลักของโรงแรม (River Wing)

Mandarin Oriental Bangkok

ล็อบบี้หน้าตาหรูหรามาก มีชุด Afternoon Tea แบบอังกฤษบริการด้วย

Mandarin Oriental Bangkok

ตึกอาเขตสำหรับขายสินค้าไฮโซ (มี Louis Vuitton ด้วย)

Mandarin Oriental Bangkok

ตึก Author's Wing ซึ่งงานแต่งงานมักจัดที่นี่ เป็นตึกที่นักเขียนดังๆ เคยมาพักอาศัยอยู่ในอดีต

Mandarin Oriental Bangkok

ใครที่เคยเห็นภาพงานแต่งงานที่โอเรียนเต็ลแล้วบ่าวสาวยืนบนบันได ก็ตึกนี้แหละครับ

Mandarin Oriental Bangkok

นอกจากนี้ยังมีอาคารที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ เป็นพวกสปา ซึ่งผมไม่ได้ข้ามไป (ไม่ใช่ตึกในรูปนะ)

Mandarin Oriental Bangkok

ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำเล็กน้อยพอให้รู้สึกว่ามี คือโรงแรมที่มันเล็กมาก ไม่มีทางกว้างขวางโออ่าได้เท่ากับโรงแรมสมัยใหม่ แต่อย่างว่าแหละ "ตำนาน" มันสู้กันยาก

Mandarin Oriental Bangkok

Lord Jim's

หมดช่วงเกริ่นแล้วก็เข้าสู่ช่วงอาหารครับ ร้านอาหารที่มากินคือภัตตาคาร Lord Jim's ที่ชั้นสองของโรงแรม เป็น Buffet Lunch ที่มีเฉพาะตอนกลางวัน

ชื่อภัตตาคารนี้มีตำนานอีกเหมือนกัน นำมาจากตัวละครชื่อ Lord Jim ซึ่งเป็นกลาสีเรือ (ภัตตาคารนี้ขายซีฟู้ด) จากนิยายของ Joseph Conrad นักเขียนชื่อดังที่เคยมาพักอาศัยอยู่ที่โรงแรมนี้

ห้องอาหาร Lord Jim's มีชื่อเสียงในหมู่นักกินอาหารบุฟเฟต์ชาวไทยไม่น้อย ต้องจองล่วงหน้านานพอตัว (ผมจองสามอาทิตย์ล่วงหน้า) ใครจะมากินบ้างคงต้องวางแผนกันดีๆ ครับ

Lord Jim's

วันที่ไปโชคดีได้ที่นั่งติดกระจกริมน้ำเลย อาหารของ Lord Jim's มีให้เลือกไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับบุฟเฟต์โรงแรมอื่นๆ ที่เคยกิน แต่คุณภาพอัดแน่นกว่าที่เคยกินอีกเหมือนกัน

ไม่ได้ถ่ายรูปมาทุกอย่างแต่ก็ตามนี้ เริ่มจากมุมอาหารญี่ปุ่น มีปลาดิบข้าวปั้นทั่วไป รวมถึงแซลมอนดอง ยำสาหร่ายด้วย (ผมว่าแซลมอนซาชิมิที่นี่ไม่ค่อยสดเท่าไร แต่อย่างอื่นโอเค)

Lord Jim's

Lord Jim's เน้นอาหารซีฟู้ด มีทั้งกั้งเผา กุ้งนึ่ง ปลาหิมะนึ่ง

Lord Jim's

Lord Jim's

อาหารกลุ่มเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ ก็มีเยอะมาก เผอิญว่าไม่ได้กินสักอย่าง

Lord Jim's

อาหารเด่นของที่นี่คือ "ฟัวกรา" ครับ กินมาหลายที่พบว่าที่นี่อร่อยสุด ชิ้นใหญ่เต่งตึง เกรียมนอกฉ่ำใน แต่อย่างว่าแหละ ฟัวกรานี่กินเยอะไม่ได้เพราะมันเลี่ยน สักสองสามชิ้นพอเป็นพิธี

Lord Jim's

Lord Jim's

อย่างอื่นที่มีให้กินคือ สลัด (มาตรฐาน) ซุปฝรั่ง-ไทย-ญี่ปุ่น เทมปุระ (กุ้งเฉยๆ แซลมอนอร่อย) อีกอย่างที่ชอบคือฉู่ฉี่ปลา อร่อยโฮก

Lord Jim's

มีมุมส้มตำด้วย เลยลองสั่งมากินดู พบว่าหวานไปนิดเมื่อเทียบกับรสนิยม แต่เป็นส้มตำที่มีกุ้งแห้ง-ถั่วทอดเยอะที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิตเลย

Lord Jim's

ใครอยากรู้ว่า "ส้มตำโอเรียนเต็ล" เป็นอย่างไร ก็หน้าตาแบบนี้แหละ

Lord Jim's

อาหารอีกสายที่เด่นมากคือ ของหวาน มีให้เลือกเยอะจนตาลาย

Lord Jim's

ว่ากันว่าที่นี่ทำมาการ็อง (macaron) อร่อย แต่กินแล้วพบว่ามันขึ้นกับไส้ด้วยว่าเป็นรสอะไร บางรสก็ไม่ได้เรื่องแฮะ

Lord Jim's

แพนเค้กไอติม

Lord Jim's

อีกอย่างที่หากินยากในบุฟเฟต์ระดับนี้คือ "ข้าวเหนียมมะม่วง" อร่อยมากสมชื่อโอเรียนเต็ล

Lord Jim's

เนื่องจากว่าแลกแต้มบัตรเครดิตมาเลยไม่ทราบราคาที่แท้จริง คูปองที่ได้ไม่รวมเครื่องดื่ม แต่น้ำเปล่าและชากาแฟบริการฟรี เดินเข้าไปกินพร้อมคูปอง ไม่ได้จ่ายเงินสักบาท เลยไม่รู้เรื่อง service charge ด้วยว่ามีหรือไม่ครับ (ถามพนักงานแล้วเค้าบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม)

สรุปคือโอเรียนเต็ลบริการประทับใจ สมชื่อโรงแรมนามกระเดื่อง บรรยายกาศดูขลัง แต่พื้นที่ตั้งมายากไปสักหน่อย ถ้ามีโอกาสคงได้มาอีกนั่นแล

Comments

น่าไปนั่งทานจริงๆ

Add new comment