Software as a Subscription

เมื่อวานไปงาน Adobe เปิดตัว Creative Cloud for teams ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจมากของบริษัทซอฟต์แวร์ "แบบเก่า" อย่าง Adobe

เราพูดกันเรื่อง Software as a Service มากันชาติเศษแล้ว ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคงเป็นเว็บเบสอย่าง Salesforce.com (ถ้าสายอินดี้หน่อยก็ Basecamp หรือ Dropbox ก็พอได้) ซึ่งทั้งหมดเป็นบริษัทใหม่ที่สร้างขึ้นมาบนแนวคิด SaaS ตั้งแต่แรก เป้าหมายคือต่อสู้กับบริษัทซอฟต์แวร์แบบเก่า แย่งเค้กมาจากบริษัทเหล่านี้

คำถามคือบริษัทซอฟต์แวร์ "กล่อง" แบบเดิมๆ จะปรับตัวอย่างไร

คำตอบที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ของบริษัทซอฟต์แวร์แบบเก่าเริ่มเกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างที่ดังๆ หน่อยคือ Office 365 และ Creative Cloud นี่ล่ะครับ (อีกอันหนึ่งที่ใกล้เคียงคือ Steam)

บริษัทซอฟต์แวร์แบบเดิมเกิดขึ้นมาเพราะซอฟต์แวร์กล่อง ร่ำรวย จะให้ทิ้งไปดื้อๆ แล้วหันมาทำเว็บเบสหมดเลย คงไม่ง่ายนัก ทางออกที่เหมาะสมกว่าคือขายซอฟต์แวร์ที่ต้องติดตั้งภายในเครื่องเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่เปลี่ยนวิธีการขายจากซื้อขาดมาเป็นจ่ายค่าสมาชิกรายปีแทน แล้วจูงใจด้วยรอบการอัพเกรดแบบอัตโนมัติ ส่วนของแถมจำพวก cloud storage หรือ deployment assistance คงเป็นปัจจัยรองๆ ลงไป

แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในตลาดองค์กร ไมโครซอฟท์มีโปรแกรมที่เรียกว่า Software Assurance มานานมากแล้ว (เท่าที่เช็คข้อมูลดูคือปี 2006) เพียงแต่การนำแพกเกจแบบนี้มาเจาะตลาดคอนซูเมอร์ด้วย Office 365 ก็ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่า "เอาจริงแล้วนะ"

ผมคิดว่าโมเดล "สมาชิกรายปี" น่าสนใจตรงที่มัน win-win ทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายผู้บริโภคเองก็ได้ใช้ซอฟต์แวร์ตัวเดิมในราคาที่ถูกลงมาก (แน่นอนว่ามีปัจจัยเรื่องการคิดต้นทุนต่อปี ซึ่งจุดคุ้มทุนของแต่ละองค์กรต่างกัน และมีเรื่องโปรโมชั่นของผู้ขายเองด้วยว่าจะตั้งราคาถูกแค่ไหน)

ฝ่ายผู้ขายก็ลงทุนพัฒนาซอฟต์แวร์เท่าเดิม ลงทุนค่าเซิร์ฟเวอร์เพิ่มอีกหน่อย แต่จะได้เงินกลับมาเป็นรายได้สม่ำเสมอกว่า เพราะว่าจ่ายทุกเดือน/ปี และโอกาสที่ลูกค้าเลิกใช้หรือย้ายค่ายมีน้อยลง

ข้อเสียของโมเดลนี้คงเป็นเรื่อง vendor locked-in ซึ่งจะมีผลต่อการแข่งขันในตลาดบ้างเหมือนกัน (แก้ได้โดยการ regulate ของหน่วยงานภาครัฐ เช่น มาตรฐานไฟล์ข้อมูลแบบเปิดที่ใช้กับโปรแกรมอื่นๆ ได้ด้วย)

ในอนาคตอันใกล้ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์กล่องคงย้ายมาใช้โมเดลลักษณะนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ (จริงๆ แล้วพวกขายแอนตี้ไวรัสก็ทำกันมานานแล้ว) เพราะยักษ์ใหญ่สองรายคือ Microsoft/Adobe เริ่มลงมาลุยกันแล้ว