Journalism is not a Profession Anymore

อ.พิรงรอง รามสูต เขียนบทความ ถึงเวลาปฏิรูปองค์กรวิชาชีพสื่อ หรือยัง ? ตั้งคำถามถึง "วิชาชีพสื่อ" ที่ถูกตั้งคำถามมากๆ ในช่วงหลัง ทั้งประเด็นเรื่องสื่อไปร่วมทริปดูงานของรัฐสภา หรือประเด็นเรื่อง "ไร่ส้ม" รวมถึง "องค์กรวิชาชีพสื่อ" ที่ถูกวิจารณ์ว่าเอียงข้างทางการเมืองเช่นกัน

อาจารย์ให้ความเห็นว่า "ความเห็นสาธารณะ" ต่อประเด็นเรื่อง "วิชาชีพสื่อ" แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ "รับไม่ได้" กับ "เฉยๆ สงวนท่าที" ซึ่งรายละเอียดคงต้องไปอ่านกันเองตามต้นฉบับ

ความเห็นผมไปอีกทาง เลยต้องขอบันทึกลงบล็อกหน่อย คือผมคิดว่า "วิชาชีพสื่อตายแล้ว" ดังนั้นดีเบทเรื่อง "วิชาชีพสื่อ" จึงกลายเป็นประเด็นที่ล้าสมัยไปแล้ว อย่างน้อยก็สำหรับคนกลุ่มหนึ่งในสังคม

ที่ว่า "วิชาชีพสื่อตายแล้ว" หมายถึงว่าเทคโนโลยีช่วยให้ "ใครๆ ก็เป็นสื่อได้" (ตามที่เนชั่นโฆษณา) เราเห็นปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นมากมายในช่วงหลัง เช่น เคสของครูอังคณา (YouTube ทำให้เด็กคนหนึ่งเป็นสื่อได้) หรือเคสแก่ใจดีสปอร์ตกทม. (แคปหน้าจอมือถือมาโพสต์ก็เป็นสื่อได้)

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ "ตัวละคร" ของเรื่องราวสามารถเป็นสื่อได้เอง (ผ่านบล็อก ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ฯลฯ) ดาราเองจากที่เคยง้อสื่อบันเทิง ก็เปลี่ยนมากำหนดหัวข่าวเอง (setting agenda) ด้วยภาพถ่ายที่ตัวเองจงใจปล่อยออกมา เป็นต้น (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทความ Instagram กับวงการสื่อบันเทิงไทย)

เมื่อใครๆ ก็เป็นสื่อได้ ความเป็นสื่อจึงแปรสภาพจาก "วิชาชีพ" ที่เคยจำกัดไว้เฉพาะคนกลุ่มนี้ (และมีธรรมเนียมปฏิบัติเฉพาะคนกลุ่มนี้ เพื่อตรวจสอบและควบคุมกันเอง) เป็น "ทักษะ" ที่ใครก็ได้ในสังคมสามารถมีได้เช่นกัน

ดังนั้นกลไกการควบคุม "วิชาชีพ" แบบต่างๆ (เช่น ปลูกฝังจริยธรรมสื่อไว้ตั้งแต่ตอนเรียน หรือมีองค์กรวิชาชีพมากำกับดูแลกันเอง) จึงไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะต่อให้ "คนในวิชาชีพ" อยู่ในระเบียบกันทั้งหมด (ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) ก็ตาม มันก็มี "คนนอกวิชาชีพ" ที่ทำแบบเดียวกันและอยู่นอกเหนือการควบคุมขององค์กรวิชาชีพอยู่ดี

เดิมทีจรรยาบรรณสื่อกำหนดไว้ว่า "ต้องเป็นกลาง" เพราะการเป็นสื่อมันยากและจำกัดแต่ดันมีอิทธิพลต่อสังคมสูง สื่อจึงควร "เป็นกลาง" เพื่อไม่เข้าข้างกลุ่มพลังใดในสังคมมากเกินไป และเป็นประโยชน์ต่อสังคมในภาพรวม (ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่อีกเรื่องนึง ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันทำได้ไม่จริง)

แต่เมื่อ "ใครๆ ก็เป็นสื่อได้" ผมคิดว่าแนวคิด "สื่อต้องเป็นกลาง" ล้าสมัยไปในทันที เราควรปล่อยให้ "สื่อเลือกข้างอย่างอิสระ" แล้วให้สื่อแต่ละข้างเนี่ยแหละมาต่อสู้กันเองในเชิงข้อมูลและเรื่องราว สุดท้ายผู้เสพสื่อจะเป็นคนตัดสินด้วยตัวเองว่าควรจะเลือกใคร

อธิบายง่ายๆ เมื่อก่อนสมมติว่ามีสื่อ 1 ราย สื่อก็ควรนำเสนอออกมา "กลางๆ" (อย่างน้อยก็พยายาม) เพราะเสนอเข้าข้างใดข้างหนึ่งมันมีผลกระทบมากต่ออีกฝั่ง (และการสร้างสื่อขึ้นมาอีกรายต้องใช้ทรัพยากรเยอะเกินไป)

แต่ตอนนี้เรามีสื่อ 100 ราย เราไม่สมควรจะมีสื่อกลางๆ 100 ราย แต่ควรมีสื่อเลือกข้างให้ชัดเจนหลายสิบราย (ไม่เฉพาะเลือกข้างการเมือง แต่หมายถึงทุกเรื่อง) เช่น 3 กลุ่มกลุ่มละ 30-40 ราย แล้วสื่อแต่ละฝ่ายก็แข่งขันกันช่วงชิงผู้อ่านให้ "เชื่อว่า" แนวทางของตัวเองถูกต้อง

เราควรเชื่อว่าผู้บริโภค ผู้เสพสื่อ สามารถเลือกดูว่าสื่อชนิดไหนน่าเชื่อถือ มีสาระ เพราะมีกลไกการตรวจสอบกันเองของสื่อแต่ละฝ่าย (พูดง่ายๆ คือสื่อขั้วตรงข้ามกันทำให้การตรวจสอบสื่อเพิ่มสูงมาก การแฉกันเองเละเทะไม่เป็นประโยชน์ต่อคนทำสื่อที่โดนแฉ แต่สังคมได้ประโยชน์) แทนการมองว่า "ผู้บริโภคโง่งม" และควรได้รับการสกรีนเนื้อหาจากสื่ออย่างที่แล้วๆ มา

แน่นอนว่าวิธีคิดของผมเป็นสาย new media ไม่ใช่สื่อกระแสหลักแบบเดิม ซึ่งที่สัมผัสมาก็พบว่าผู้บริหารสื่อแบบเก่าๆ ก็พูดแบบนี้ว่าทุกคนเป็นสื่อได้ แต่เอาเข้าจริงก็แบ่งแยกว่าเราเป็น "สื่ออาชีพ" ในขณะที่สื่อใหม่เป็นแค่ "สื่อสมัครเล่น" ไม่ควรให้ความสำคัญมากเท่าไรหรอก

Comments

อ่านจับใจความได้ว่า

อ่านจับใจความได้ว่า

แนวคิดเดิม :
- สื่อเป็นวิชาชีพ
- สื่อต้องเป็นกลาง เพื่อ คนเสพสื่อจะได้เป็นกลางด้วย

แนวคิด new media ของพี่ mk:
- ใครๆก็เป็นสื่อได้
- สื่อไม่ต้องเป็นกลาง คนเสพสื่อต่างหากที่ต้องเป็นกลาง

ผมเห็นแนวคิดการเขียนข่าวใน blognone ที่สนับสนุนให้ผู้เขียนใส่ bias ของตัวเองลงข่าวได้ กรณีนี้ผมมองว่ามันคือความ "เป็นกลาง" อย่างนึง เพราะข่าวใน blognone มันรวมอยู่ที่เดียวกันหมด อาจจะมี ข่าวบน เขียนด่า product นึงแบบสาดเสียเทเสีย ในขณะที่ ข่าวด้านล่างในเว็บเดียวกันเขียนชมแบบไม่ลืมหูลืมตา ผมถือว่านี่คือสื่อที่เป็นกลางแล้ว (นำเสนอทั้งด้าน + และ - ของประเด็นเดียวกันในที่เดียวกัน)

ดังนั้นความเห็นผมคือ ยังไงสื่อก็ "ควร" เป็นกลางอยู่ดี
เนื่องจากผมสังเกตเห็นคนประเภท "สาวก" อยู่เต็มไปหมดตอนนี้
คือ สาวกจะเลือกเสพสื่อด้านเดียวไปเลย เลือกที่จะ ignore อีกสื่อนึงไปเลย

ผมรู้สึกว่าถ้าใช้แนวคิด new media แบบพี่ mk โอกาสที่คนเหล่านี้จะลืมหูลืมตาได้มันจะยิ่งน้อยลงไปอีก
ถ้ามองคนเหล่านี้เป็นผู้ป่วย (ซึ่งผมมองแบบนั้นอยู่) ก็เหมือนแนวคิดนี้เป็นการทำให้ผู้ป่วยป่วยหนักขึ้น

โมเดลของ Blognone

โมเดลของ Blognone จะมองว่าเป็น aggregator ก็ได้ครับ คือคนเขียนแต่ละคนอยากนำเสนออะไรก็เขียนเข้ามาได้ Blognone คงเป็นเวทีให้ประลองความคิดกันมากกว่า

ในขณะที่สื่อแบบเดิมที่ใช้ระบบ editorial มันจะถูก "กรอง" ตั้งแต่ระดับ บ.ก. แล้ว

ส่วนประเด็นเรื่องสาวกเลือกเสพสื่อนี่มันก็ช่วยไม่ได้ มันเป็นวิถีชีวิตของเขาเอง ต่อให้เราเสนอข่าว 2 ด้านในที่เดียว เขาก็เลือกอ่านด้านเดียวอยู่ดี

อีกประเด็นที่คุณเข้าใจผิดคือ คนเสพสื่อไม่ต้อง "เป็นกลาง" นะ ผมไม่เคยเขียนอะไรแบบนั้น คนเสพสื่อเลือกเองได้ว่าจะเป็นแบบไหน และผมเชื่อว่าความเป็นกลางมันไม่มีอยู่จริง

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะครับ

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดนี้นะครับ ดูแล้วมันก็เหมือนกับในวงการวิทยาศาสตร์ที่เรายอมรับกัน มีคนเสนอทฤษฎีอะไรบางอย่างออกมา กลุ่มแรกที่เห็นถึงความไปได้ก็จะพยายามหาหลักฐานมาสนับสนุน บางกลุ่มที่ไม่เชื่อถือก็พยายามหาหลักฐานมาลบล้างเช่นกัน สุดท้ายเราได้งานที่มีความถูกต้องหรือเรียกได้ว่าใกล้เคียงความถูกต้องมากที่สุด บางกลุ่มอาจจะเสียหน้าบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ยอมรับผลแต่โดยดี แบบนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าสงวนท่าทีครับ

dear คุณอิสรียะ

dear คุณอิสรียะ ขอบคุณมากสำหรบบทความที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และคุณภาพการเขียนและวิเคราะห์ก็เกิน"ตวามคันมือ" ไปเป็นอันมาก ขออนุญาตraincheckสักเล็กน้อยและจะมีdialogueเรื่องนี้ต่อแน่นอน ข
อให้clear "งานเข้า" ตอนนี้ก่อนนะคะ

Dear คุณอิสรียะ

Dear คุณอิสรียะ ขอบคุณมากสำหรบบทความที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และคุณภาพการเขียนและวิเคราะห์ก็เกิน"ตวามคันมือ" ไปเป็นอันมาก ขออนุญาตraincheckสักเล็กน้อยและจะมีdialogueเรื่องนี้ต่อแน่นอน ขอให้clear "งานเข้า" ตอนนี้ก่อนนะคะ