Comment is Free, But Facts are Sacred

หนังสือพิมพ์ The Guardian เป็นสื่อคุณภาพที่ผมชื่นชมมากอีกแห่งหนึ่ง (อีกรายคือ The Economist) ด้วยเหตุผลหลายประการ

  • แนวคิดเชิง ideology ที่ใกล้เคียงกันหลายอย่าง (ใน Wikipedia เรียก Centre-left liberalism)
  • การบริหารจัดการเว็บไซต์ที่โดดเด่นมากในสื่อสิ่งพิมพ์ระดับเดียวกัน
  • การให้ความสำคัญกับ data/visualization

สิ่งพิมพ์ที่ "ลึก" ในระดับนี้ย่อมมี "ราก" ที่เข้มแข็งพอสมควร ช่วงหลังเลยพยายามศึกษา "ราก" ของ The Guardian เพื่อดูที่มาที่ไปของแนวคิด แนวทาง อุดมการณ์ต่างๆ ผมพบว่าแนวทางสำคัญของ The Guardian มาจาก บ.ก. คนที่สี่ Charles Prestwich Scott หรือมักเรียกกันว่า C.P. Scott ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงช่วงต้นของศตวรรษที่ 20

เขาเป็น บ.ก. ของ The Guardian เป็นเวลาถึง 57 ปี (1872–1929) เป็นคนวางรากฐานของหนังสือพิมพ์ และพัฒนา The Guardian จาก นสพ. ท้องถิ่นในแมนเชสเตอร์ (ชื่อเดิมคือ The Manchester Guardian) มาเป็นหนังสือพิมพ์ระดับชาติของอังกฤษได้สำเร็จ

งานเขียนที่สำคัญของ C.P. Scott ต่อการวางระบบของ The Guardian เกิดขึ้นในโอกาสที่หนังสือพิมพ์ครบรอบ 100 ปีเมื่อปี 1921 บทความชิ้นนี้มีชื่อว่า Comment is free, but facts are sacred ยังอ่านได้บนเว็บตามลิงก์ที่ให้ไว้

C.P. Scott พูดถึงการบาลานซ์มิติของหนังสือพิมพ์ในฐานะองค์กรธุรกิจ และในฐานะสถาบันสื่อที่เป็นปากเสียงของประชาชน ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยกัน ไม่สามารถละทิ้งอันใดอันหนึ่งได้

ยกส่วนที่สำคัญมาแสดงสักหน่อย

Fundamentally it implies honesty, cleanness, courage, fairness, a sense of duty to the reader and the community. A newspaper is of necessity something of a monopoly, and its first duty is to shun the temptations of monopoly. Its primary office is the gathering of news. At the peril of its soul it must see that the supply is not tainted. Neither in what it gives, nor in what it does not give, nor in the mode of presentation must the unclouded face of truth suffer wrong.

C.P. Scott บอกว่านักหนังสือพิมพ์ต้องทำ "หน้าที่" ต่อผู้อ่านและชุมชนในการค้นหาและรวบรวมข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่ผูกขาด หนังสือพิมพ์ยิ่งเป็นสิ่งจำเป็น

Comment is free, but facts are sacred. "Propaganda", so called, by this means is hateful. The voice of opponents no less than that of friends has a right to be heard. Comment also is justly subject to a self-imposed restraint. It is well to be frank; it is even better to be fair. This is an ideal. Achievement in such matters is hardly given to man. We can but try, ask pardon for shortcomings, and there leave the matter.

ย่อหน้านี้คงสำคัญที่สุดเพราะเป็นชื่อของบทความด้วย C.P. Scott บอกว่า "Comment is free, but facts are sacred" ซึ่งแปลเป็นไทยแบบคร่าวๆ ก็คือ เรานับถือเสรีภาพของความเห็น แต่บูชาข้อเท็จจริง ความเห็นของทุกฝ่ายสำคัญเท่ากันไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ความเห็นก็เป็นแค่ความเห็นที่แต่ละคนแตกต่างกันไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ "ข้อเท็จจริง" ที่ทุกฝ่ายยอมรับต่างหาก

ประโยคที่ว่านี้ถือเป็นหลักการสำคัญอย่างหนึ่งในวงการสื่อสมัยใหม่ และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของนโยบายด้านเนื้อหาในปัจจุบัน โดยเฉพาะ Wikipedia นี่เห็นชัดเจน

  • หลักการเรื่อง comment is free หรือ "ใครๆ ก็มีสิทธิแสดงความเห็นได้" ไม่ต่างอะไรกับหลัก neutral point of view (NPOV) ที่ Wikipedia ใช้ในปัจจุบัน
  • ส่วน facts are sacred ก็ตรงกับหลักการเรื่อง citation หรือ no original research ว่าบทความห้ามมีข้อมูลที่คิดเองเออเอง ต้องมีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือและตรวจสอบได้

นอกเรื่องนิดนึง คนที่อธิบายประเด็นเรื่อง citation ของ Wikipedia ได้เจ๋งที่สุดคือ xkcd

พอ The Guardian มาทำเว็บ ก็เลยนำแนวคิดเรื่อง Comment is free นี้ไปพัฒนาต่อ สุดท้ายกลายเป็นพื้นที่แสดงความเห็นของผู้อ่าน ชื่อเซคชันก็ตามกันคือ Comment is free

guardian comment-is-free

จากภาพจะเห็นว่าเซคชันนี้มีความสำคัญเป็นอันดับสามด้วยซ้ำ คือเป็นรองแค่ News กับ Sport ซึ่งเป็นเซคชันยอดนิยมตลอดกาลอยู่แล้ว

โดยแนวคิดแล้วมันไม่ต่างอะไรกับ Op-Ed หรือพื้นที่แสดงความเห็นของบุคคลภายนอกในหนังสือพิมพ์ (กรุงเทพธุรกิจใช้คำว่า "ทรรศนะวิจารณ์") เพียงแต่ในทางปฏิบัติ The Guardian ฉบับออนไลน์ได้พัฒนาให้มันกลายเป็น user blog ที่มีความเห็นหลากหลาย และมีบรรณาธิการของเซคชันนี้โดยเฉพาะ ทำหน้าที่คัดกรองบทความที่โดดเด่น และชวนให้ผู้อ่านเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็นกันผ่านคอมเมนต์อีกต่อหนึ่ง

แนวทางของ Comment is free ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้อ่านของ The Guardian มีคุณภาพพอสมควร แล้วก็มีเรื่องผลต่างตอบแทนคือ

  • ผู้อ่านที่ส่งเรื่องเข้ามาได้แสดงออก ได้คุยกับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน และได้เท่ที่ได้ลง The Guardian
  • The Guardian เองก็ได้ content คุณภาพจำนวนมหาศาลมาฟรีๆ (อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่อง บ.ก. บ้าง)

รายอื่นที่ใช้แนวทางนี้แล้วประสบความสำเร็จคือ The Huffington Post ที่มีบล็อกของผู้อ่านและระบบคัดกรองมาขึ้นหน้าแรกอีกเหมือนกัน (ผมคิดว่าเนชั่นก็อยากทำแบบเดียวกันกับ OKNation แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไรนัก)

นอกจากเซคชัน Comment is free แล้ว The Guardian ยังมีเซคชัน Facts are sacred ที่ได้รับความนิยมน้อยกว่ากันมากแต่ก็ยังน่าสนใจ มันคือ Datablog หรือเซคชันเกี่ยวกับ "ข้อมูล-สารสนเทศ" ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับไอที แต่เป็นการนำเอาข้อมูลในข่าวมาย่อยให้เข้าใจง่าย ผ่านเทคนิคด้าน visualization และรวมไปถึงการรวบรวมข้อมูลสาธารณะ การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Wikileaks อีกด้วย

guardian datablog

ปิดท้ายในฐานะที่ผมก็เป็นคนทำ content คนหนึ่ง แนวทางของ C.P. Scott ก็ตรงกับสิ่งที่เรายึดถือมาโดยตลอด (จริงๆ เอามาจาก Wikipedia นะครับ)

  • Comment is free = ส่งเสริมการแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์, เปิดรับบทความจากสมาชิก (โดยไม่สนใจมุมมองของเนื้อหา แต่มีระดับการคัดกรองที่คุณภาพของบทความ)
  • Facts are sacred = ต้องมีลิงก์กลับเพื่อตรวจสอบข้อมูล, เอาชนะกันด้วยหลักฐานและข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ความเชื่อหรือความเป็นสาวก

โลกแห่งสื่อนี่มันช่างล้ำลึกจริงๆ

Comments

บทความดีจริงๆ

บทความดีจริงๆ
ผมก็สงสัยมานานแล้วว่าทำไมข่าวของ The Guardian ถึงได้มีอะไรแรงๆ หนักๆ มากกว่าของเจ้าอื่น

ของอย่างนี้มันต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์องค์กรกันเลยทีเดียว