จริงๆ อ่านบทความต้นเรื่องตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่เหมือนว่ามันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตในโลกของ tech blog ฝรั่ง (Techmeme thread) ในฐานะที่ทำงานเรื่อง tech blog โดยตรงก็ขอเขียนถึงหน่อยละกันครับ
ต้นเรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่า นักวิเคราะห์-นักเขียนด้านไอทีคนหนึ่งชื่อ Jeremiah Owyang เขียนบล็อกชื่อ End of an Era: The Golden Age of Tech Blogging is Over พูดว่ายุคทองของการเขียนบล็อกด้านไอที (ที่บูมมาพักใหญ่ในครึ่งหลังของทศวรรษ 2000s) ได้จบลงแล้ว
เหตุผลของ Owyang มี 4 ข้อ ได้แก่
- บล็อกไอทีดังๆ หลายแห่งที่เคยเป็นอิสระ เริ่มโดนซื้อกิจการจากสื่อใหญ่ (เช่น TechCrunch/AOL หรือ ReadWriteWeb/Say Media) ทำให้ขาดความคล่องตัวและนวัตกรรม เพราะเจ้าของใหม่จะมองผลประกอบการเป็นหลัก และไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก (conservative mindset)
- ปัญหาบล็อกเกอร์สละเรือ-ลาออก โดยยกกรณีของ TechCrunch แพแตก หรือบล็อกเกอร์ดังๆ บางคนหันไปทำอย่างอื่น (เช่น เป็น VC หรือเปิดบริษัทซอฟต์แวร์) ทำให้วงการเริ่มขาดแคลนคน ถึงแม้จะเปิดโอกาสให้หน้าใหม่ๆ ได้เติบโตก็ตาม
- พฤติกรรมของคนอ่านเปลี่ยนไป ผลจาก social network ทำให้คนต้องการอ่านอะไรสั้นๆ เร็วๆ ง่ายๆ แทนการอ่านบล็อกยาวๆ ลงรายละเอียดเยอะๆ
- อุตสาหกรรมบล็อกเริ่มอิ่มตัว และคนในวงการเริ่มออกไปทำอย่างอื่น หรือมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ
นอกจากอธิบายว่าทำไมยุคทองถึงจบลงแล้ว Owyang ยังรวบรวมคำทำนายแนวโน้มของวงการบล็อกไอที (ฝรั่ง) ไว้อีกหลายข้อ
- โอกาสของบล็อกเกอร์หน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแทนบล็อกเกอร์หน้าเก่าที่ลาออก-เลิกเขียนไป
- การสร้าง "ดารา" บล็อกเกอร์ที่ดังเดี่ยวจะทำได้ยากขึ้น วงการจะมีความเป็นสถาบันมากขึ้น
- รูปแบบการสื่อสารแบบใหม่ๆ จะเริ่มเกิดขึ้น นอกเหนือไปจากการเขียนบล็อกยาวๆ แบบแต่ก่อน
- การผสานสื่อหลายๆ แบบเข้าด้วยกัน เช่น แปะวิดีโอจาก YouTube
มุมมอง-เสวนา
พอบล็อกนี้เผยแพร่ออกไป บล็อกเกอร์ฝรั่งหลายๆ คนก็ร่วมแจมแสดงความเห็นกันยกใหญ่ ที่อ่านแล้วน่าสนใจมี 2 อัน
อันแรกเป็นของ Sarah Lacy นักข่าวไอทีหญิงคนดัง (เคยมีเรื่องฉาวคือเป็นคนสัมภาษณ์ Zuckerberg บนเวทีงานหนึ่ง แล้วหยาม-ใช้คำพูดไม่ค่อยดีเท่าไร) ซึ่งล่าสุดย้ายมาอยู่กับ TechCrunch และเพิ่งลาออกไปเตรียมเปิดเว็บเอง เขียนบล็อกตอบในชื่อ Golden Age of Tech Blogging Done? I Couldn't Disagree More
Sarah บอกว่าเห็นด้วยกับ Jeremiah Owyang ในประเด็นย่อยที่ยกมา แต่ในภาพรวมแล้ว เธอเชื่อว่ายังมีคนที่ชอบเขียนเหลืออยู่ และบล็อกเหล่านี้ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการสื่อบางแขนง (เช่น สื่อกีฬา) ที่เคยถูกผูกขาดจากสื่อกระแสหลักและไม่พัฒนามานาน เธอยังยกตัวอย่างความพยายามของ The Verge (ทีมเดิมของ Engadget) ที่พยายามสร้างนวัตกรรมให้กับวงการบล็อกไอทีเช่นกัน
เธอบอกว่ายุคสมัยใหม่ของบล็อกกำลังเริ่มต้น และมีแนวโน้มใหม่ๆ ที่เริ่มมองเห็นแล้ว เช่น
- การเปิดให้ผู้อ่านเข้ามาเขียนบล็อกด้วย กรณีที่ประสบความสำเร็จคือ The Huffington Post และ SeekingAlpha ช่วยลดภาระของทีมงานหลัก และทำให้เนื้อหาหลากหลาย-มีคุณภาพมากขึ้น บล็อกเกอร์จำนวนหนึ่งไม่ได้เขียนเพื่อเงิน แต่เขียนเพื่อให้มีคนอ่านงานของพวกเขา
- UI แบบใหม่ๆ ของบล็อก รูปแบบ UI ของบล็อกไม่พัฒนามานาน และตอนนี้เริ่มตอบโจทย์หลายๆ อย่างไม่ได้ ซึ่งบล็อกบางแห่งเช่น The Verge ก็พยายามทดลองเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้
- โมเดลธุรกิจใหม่ๆ บล็อกในยุคแรกไม่สามารถทำเงินได้เท่าที่ควร เธอยกกรณีว่าเขียนกับ TechCrunch ทรงพลังในแง่ความคิดเห็นที่สุด แต่ในแง่ตัวเงินกลับทำเงินได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่นที่เคยเขียนมา ดังนั้นบล็อกยุคใหม่ต้องหาวิธีทำเงินแบบใหม่ๆ ที่ดีกว่าปัจจุบัน
- ลดการพึ่งพิงดาราลง เน้นแพลตฟอร์มมากขึ้น บล็อกยุคแรกพึ่งพิงกับบล็อกเกอร์คนดังมากเกินไป กรณีของ TechCrunch ก็ชัดเจนว่าพึ่งพา Arrington ตั้งแต่ต้นจนอวสาน
- เปิดบล็อกโดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขาย เพราะถ้าขายแล้ว ถึงแม้กิจการจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ความทรงพลังของ "เสียง" ที่ออกมาจากบล็อกจะลดลงไป
อีกอันเป็นของ Marshall Kirkpatrick นักเขียนของ ReadWriteWeb เขียนบล็อกชื่อ The Next Era of Tech Blogging: 3 Things That Could Make it Better เสนอคำแนะนำ 3 ข้อสำหรับวงการบล็อกยุคหน้า
- ส่งลิงก์ออกไปนอกบล็อก บล็อกดังๆ หลายแห่งพยายามไม่ลิงก์ออก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากลิงก์ และจะกลับมาที่บล็อกเราอีกเพื่อหา "ประโยชน์" ที่ได้จากการอ่านบล็อกแบบนี้
- ทำการบ้านเยอะๆ ก่อนเขียน ความดังของ TechCrunch มาจากการที่ Michael Arrington ทำงานละเอียด สัมภาษณ์ผู้สร้างบริษัทหน้าใหม่ก็ดูพื้นเพ ปูมหลังของคนเหล่านี้ด้วย การทำงานละเอียดทำให้เนื้อหาของบล็อกมีค่า ถึงแม้จะโดนบีบจากเรื่องเวลาและการแข่งขันก็ตาม
- แพลตฟอร์มการนำเสนอ ตัวเนื้อข่าวจะน่าสนใจเมื่อมันไปอยู่บนแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ ดังนั้นเราต้องสร้างแพลตฟอร์มที่น่าสนใจขึ้นมา
ลิงก์เพิ่มเติมอื่นๆ แปะไว้เผื่อมีคนสนใจไปอ่านต่อ
ความเห็น
ในฐานะที่อยู่ในวงการ tech blog และ online media ก็ขอแสดงความเห็นหน่อยครับ
- blog เป็นแค่ฟอร์แมตในการนำเสนอ (ที่เหมาะกับโลกออนไลน์มากขึ้น) สุดท้ายแล้วคนอ่านไม่สนใจหรอกว่าเราเป็น นสพ. ออนไลน์หรือเป็นบล็อก เพราะมันเป็นการทำสื่อเพื่อผู้อ่านบนเน็ตเหมือนๆ กัน แข่งกันที่คุณภาพล้วนๆ (ผมเคยพูดอยู่เสมอเรื่องนโยบายตรวจสะกดของ Blognone ว่าเราควรจะสะกดถูกต้อง ไม่มีสะกดผิด ให้ได้ในระดับเดียวกับ "ไทยรัฐ" เพราะบล็อกควรจะมีความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับสื่อใหญ่)
- ในภาพรวมแล้ว ความต้องการบริโภคเนื้อหา (content consumption) มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามตัวเลขคนใช้เน็ตที่เพิ่มขึ้น เพียงแต่ฟอร์แมตของมันอาจจะต่างออกไปจากเดิมตามพฤติกรรมของผู้ใช้ ดังนั้นการที่ นสพ. กระดาษขายได้น้อยลง ไม่ได้แปลว่าคนอ่าน นสพ. น้อยลง (เพียงแต่คนย้ายไปอ่านในฟอร์แมตอื่นแทน) กรณีของบล็อกกับ social network ก็เหมือนกัน
- เรื่องการเปิดให้ผู้อ่านเข้ามาเขียนด้วย เป็นสิ่งที่ Blognone ทำอยู่แล้ว (อันนี้ต้องให้เครดิต @lewcpe เจ้าของไอเดีย) ซึ่งที่ผ่านมามันก็พิสูจน์ว่าเวิร์ค! อันนี้ต้องคิดกันต่อไปว่าจะขยายโอกาสเหล่านี้อย่างไร ทำอย่างไรจะเป็นโมเดลธุรกิจที่ทุกคน win ได้ด้วย มีคนเขียน มีคนอ่าน มีการสนทนา มีเงินไหลเข้ามาตอบแทน ฯลฯ
- รูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และตอนนี้เราก็เห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ที่ชัดเจนคงเป็นแอพพวก content aggregator ที่เอามาจัดสวยๆ น่าอ่านแบบ Flipboard, Pulse, Google Currents นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือพวก ReadItLater และที่น่าสนใจที่สุดคงเป็น Engadget Distro ที่เอาเนื้อหาแบบบล็อกมาจัดหน้าใหม่ให้เป็นแมกกาซีน
- กรณีของ Blognone ยังมีเป้าหมายอีกอย่างนอกจากเรื่องสื่อสารมวลชน-ธุรกิจ นั่นก็คือการ "ผลักดันวงการไอทีในบ้านเรา" (สโลแกนยืมเขามาครับ) มันเลยจะมีประเด็นเรื่อง content หรือกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคนอ่านด้วย เช่น content ควรจะลึกและกว้างขึ้น (มากกว่าข่าว gadget ทั่วไป) เพื่อเสริมปัญญา-เปิดโลกทรรศน์-สร้างแรงบันดาลใจ อันนี้คงต้องเขียนแยกเป็นอีกตอนในภายหลัง
Add new comment