Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.

ไหนๆ เขียนถึงเรื่องการ์ตูนแล้ว ขอเขียนถึงการ์ตูนของนักเขียนที่ชอบอีกคน Kaiji Kawaguchi คือเรื่อง Zipang สักหน่อย (สปอยล์เช่นกัน)
หลังจากปูพื้นกันมา 30 เล่ม เรื่องก็เดินทางมาถึงฉากต่อสู้ที่ควรจะเป็นเสียที นั่นคือ การต่อสู้ระหว่าง "ยามาโตะ" เรือธงขนาดใหญ่ที่สุดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลก และ "มิไร" เรือรบสุดไฮเทคของกองกำลังป้องกันตัวเองที่ข้ามเวลาไปจากปัจจุบัน
การต่อสู้ของเรือสองลำมีความหมาย "เชิงสัญญะ" อย่างมาก เพราะต่างก็เป็นตัวแทนของ "ยุคสมัย" ที่แตกต่างกัน ระหว่างญี่ปุ่นยุคจักรวรรดินิยมที่เน้นการแผ่ขยายอำนาจ และญี่ปุ่นใหม่หลังสงครามโลกที่เปรียบเสมือนประเทศใหม่ ไม่ใช่ประเทศเดียวกัน แต่ก็มีความลักลั่นเพราะเป็น "คนญี่ปุ่น" เหมือนกัน ไม่ใช่การสู้รบระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นการสู้รบระหว่างอุดมการณ์โดยแท้จริง
เรือเล็กๆ อย่างมิไร สามารถจมยามาโตะที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่าได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นทำให้การต่อสู้ไม่สมดุลและคนอ่านไม่ลุ้น ดังนั้นคนเขียนที่เก่งจะต้องสร้าง "เงื่อนไข" ที่บีบให้ฝ่ายที่เก่งกว่าถูกจำกัดความสามารถบางอย่างไว้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ "อุดมการณ์" ของมิไรที่ไม่อยากให้คนบนยามาโตะต้องตาย เลยยอมทิ้งการใช้ขีปนาวุธหรือตอร์ปิโด แต่แล่นฝ่าไปเอาปืนใหญ่ยิงยามาโตะโดยตรงแทน
(ตัวอย่างของฉากต่อสู้ลักษณะนี้คือ โค่วจงต่อสู้กับผู้วิเศษกำจายที่ยอมใช้มือเดียว เป็นต้น)
ความเก่งของคนเขียนก็อยู่ตรงนี้แหละ ว่าสามารถสร้าง "เงื่อนไขของการต่อสู้" ที่มันดูสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือได้หรือไม่
อีกประเด็นที่คิดมานานแล้ว แต่ในเรื่องเพิ่งกล่าวถึงอย่างจริงจังในเล่มที่ 31 นี้ คือความคล้ายคลึงของการดำเนินเรื่องระหว่าง Zipang กับงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง Silent Service โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของตัวละครหลัก
ในแง่ของตัวละครหลัก เราสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า Zipang เป็นการฉายซ้ำของคู่ตัวละครใน Silent Service เพียงแต่เปลี่ยนฉากหลังไปจากโลกปัจจุบัน เป็นโลกอดีตเท่านั้น
ทั้ง Zipang และ Silent Service ถูกเดินเรื่องผ่าน "ตัวเอกสองตัวหลัก" นั่นคือ "ตัวเอกเลือดร้อน" และ "ตัวเอกเลือดเย็น"
ผู้อ่านจะติดตามเรื่องราวผ่านสายตาของ "ตัวเอกเลือดร้อน" ที่มุทะลุ ตรงไปตรงมา รักความถูกต้อง ซึ่งในกรณีของ Zipang ก็คือพันเอกคาโดะมัตสึ ส่วน Silent Service คือฟูคามาจิ
ตัวเอกเลือดร้อนทั้งสองคนในสองเรื่องจะต้อง "ไล่ตาม" ตัวเอกเลือดเย็นอีกคนที่เป็นคู่ปรับ (ที่ได้รับการยอมรับในฝีมือ แต่อุดมการณ์แตกต่าง) โดยไม่เข้าใจว่า "หมอนั่นมันกำลังทำอะไรอยู่"
ใน Silent Service เราเฝ้าชมการต่อสู้ของกัปตันไคเอดะเกือบตลอดทั้งเรื่อง โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่าไคเอดะต้องการอะไร (ซึ่งเป็นอารมณ์ร่วมของผู้อ่านกับฟูคามาจิ) จนกระทั่งเล่มท้ายๆ ถึงได้รู้แผนการของไคเอดะผ่านการประชุมสหประชาชาติที่นิวยอร์ก
ใน Zipang เราก็เฝ้ามองแผนการของพันตรีคุซากะที่ค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย ถึงแม้จะรู้มากกว่าแผนการของไคเอดะ (คือเอานิวเคลียร์ไประเบิดใส่กองเรือสหรัฐเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการเจรจาสันติภาพ) แต่ผู้อ่าน (และคาโดะมัตสึ) ก็ไม่เข้าใจว่าคุซากะคิดอะไร จะเคลื่อนไหวอย่างไรเช่นกัน
ตรงนี้เป็นรูปแบบการเดินเรื่องที่ Kaiji Kawaguchi ถนัด คือใช้ตัวเอกสองคนคู่กัน อุดมการณ์หรือเป้าหมายสูงสุดใกล้เคียงกัน แต่วิธีการตรงกันข้าม และต้องปะทะกันทางความคิดไปตลอดเรื่อง ช่วยให้ความเข้มข้นของเรื่องสูงขึ้นกว่าใช้ระบบตัวเอกคนเดียว (ในเรื่อง ยุทธการจุดตะวัน Spirit of the Sun ก็ใช้ระบบตัวเอกคู่เหมือนกัน)
ที่ญี่ปุ่น Zipang อวสานแล้วด้วยความยาว 43 เล่ม
Kaiji Kawaguchi เขียนเรื่องใหม่อีกสองเรื่อง คือ Boku wa Beatles (น่าจะเกี่ยวกับดนตรี) และ Hyōma no Hata ~Revolutionary Wars~ การ์ตูนย้อนยุคสมัยบาคุมัตสึ (ช่วงปลายโชกุนโตคุงาว่า)
ส่วนเรื่องยุทธการจุดตะวัน ที่ตัดจบภาคแรกไป คาดว่าคงไม่เขียนต่อแล้ว (มั้ง) สงสัยโครงเรื่องใหญ่ไปจนจบไม่ลง
Add new comment