Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
โพสต์แรกของปี 2011 ด้วย Dance Dance Dance นิยายเรื่องที่สี่ในชุด "ผม" ของมูราคามิ
หลังจากอ่านกำลังภายในติดต่อกัน 3 เล่ม 2 เรื่อง ก็เริ่มเอียน อยากขอเปลี่ยนบ้าง สายตาพลันไปเจอกับ Dance Dance Dance เลยคว้ามาอ่านแบบไม่ต้องลังเล
ผมอ่านมูราคามิไม่เยอะ แต่ก็อ่าน 3 เล่มแรกในชุด "ผม" อันได้แก่ Hear the Wind Sing, Pinball, 1973, A Wild Sheep Chase ครบหมดแล้ว ย่อมสมควรแก่การอ่าน Dance Dance Dance หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด
หลังจากความเชื่องช้าเนิบนาบในสองเล่มแรก และการผจญภัยสุดพิสดารขั้นพีคใน A Wild Sheep Chase พระเอกของเราคือ "ผม" (หรือ "โบคุ" ในภาษาญี่ปุ่น) ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปแม้ว่าจะเจอสิ่งมหัศจรรย์มากมายในเล่มก่อนหน้านี้
เรื่องย่อแบบไม่สปอยล์: "ผม" เดินทางกลับไปที่ "โรงแรมโลมา" ใน A Wild Sheep Chase เพื่อตามหา "สาวหูสวย" ที่หายไปในตอนท้ายเล่มก่อน (ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเธอชื่อ "กีกิ") แต่การเดินทางครั้งสุดท้ายของ "ผม" ก็ไปไกลกว่าที่เขาคิดมาก การเดินเรื่องยังเป็นไปตามแบบฉบับของมูราคามิ คือมีทั้งเนิบช้า เหงาเศร้าโดดเดี่ยว และแอบหลอนบ้างเป็นบางคราว แทรกด้วยปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้ และพล็อตเรื่องบางจุดที่ไม่สมเหตุสมผล แต่กลับเป็นสเน่ห์สำคัญของมูราคามิ
จุดเด่นของสำนวนมูราคามิคือการใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ บางจุดจนโอเวอร์เกินจริง ผมชอบบทสนทนาของ "ผม" กับ "ยูกิ" ขอคัดมาไว้ตรงนี้หน่อย
"คุณทำอะไรอยู่"
"คิดถึงอาหารเที่ยง ปลาแซลมอนรมควันกับผักกาดแก้วมีชาติตระกูล หั่นหอมหัวใหญ่บางเฉียบเหมือนใบมีดโกน แช่ในน้ำเย็นจัด ป้ายมัสตาร์ดวางเรียงบนขนมปังฝรั่งเศสอบเนยของคิโนะคุนิยะ รสชาติใกล้เคียงกับแซนด์วชแซลมอนรมควันจากแผงแซนด์วิชในโกเบ แซนด์วิชส่งตรงจากสรวงสวรรค์!"
วิธีการเล่าเรื่องของมูราคามิก็น่าสนใจ บางบทใช้การพล่ามยาวที่ไม่มีความหมายสำคัญต่อเรื่องทั้งบท แต่มาทิ้งทุ่นระเบิดไว้ที่บรรทัดสุดท้ายของบทนั้น กระตุ้นความอยากอ่านต่อของเราให้พลิกไปยังหน้าถัดไป
คนที่อ่าน Dance Dance Dance คงชอบความสัมพันธ์แปลกประหลาดระหว่าง "ผม" กับ "ยูกิ" นอกจากนี้ผมยังชอบวิธีการสร้างคาแรกเตอร์ของ "ยูมิโยชิ" สาวแว่นพนักงานโรงแรมผู้มีสเน่ห์ของตัวเอง
จุดที่ไม่ชอบคือสำนวนการแปลของคุณนพดล เวชสวัสดิ์ ที่แปลมาจากฉบับภาษาอังกฤษแล้วใช้สำนวนแบบฝรั่งมาทั้งดุ้น แม้กระทั่งคอมมาที่ใช้แบ่งคำ เช่น "มีอะไรที่ผมพอจะช่วยท่านได้, ได้โปรด" อ่านแล้วขัดใจมาก รวมถึงการแปลคำให้วิจิตรเกินจริง อย่างคำว่า "บ่" ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมผู้แปลถึงเลือกแปลแบบนี้ ถ้าเลือกได้อ่านฉบับภาษาอังกฤษน่าจะดีกว่าครับ
สรุปว่าสนุกมาก แต่โดยรวมยังให้เป็นรอง A Wild Sheep Chase อยู่นิดหน่อย ส่วนความหลอนยังยกให้ Sputnik Sweetheart เป็นอันดับหนึ่งอยู่
Comments
elixer
1 January, 2011 - 20:13
Permalink
งานของเค้านี่ผมเคยอ่านแต่
งานของเค้านี่ผมเคยอ่านแต่ Kafka on the Shore กับ A Wild Sheep Chase ส่วน Dance Dance Dance นี่เริ่มอ่านไปได้ไม่ถึง 10 หน้าแล้วก็ดองไว้จนเกือบลืม
ความรู้สึกจากการอ่านสองเล่มแรกจบนี่รู้สึกมึนๆ เหมือนกันแต่โดยรวมเหมือน Kafka จะอ่านง่ายกว่า
chayanin
2 January, 2011 - 04:01
Permalink
ผมไม่เคยอ่านงานของมุราคามิ
ผมไม่เคยอ่านงานของมุราคามิ แต่สงสัยว่า ทำไมสำนักพิมพ์ถึงเลือกแปลจากภาษาอังกฤษแทนที่จะเป็นภาษาญี่ปุ่น
mk
2 January, 2011 - 10:17
Permalink
ผมเข้าใจว่าตอนแรกๆ
ผมเข้าใจว่าตอนแรกๆ ที่ยังไม่ดังในไทย อาจหาคนแปลญี่ปุ่นยากมั้งครับ พอดังแล้วก็คนแปลเดิมเลยผูกปียาวเลย
Add new comment