Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
จากประชาไท รายงาน: “ทามาดะ โยชิฟูมิ” อภิปรายการเมืองไทยร่วมสมัยที่ ม.เชียงใหม่
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เชิญ ศาสตราจารย์ทามาดะ โยชิฟูมิ (TAMADA Yoshifumi) อาจารย์มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับการเมืองร่วมสมัยของไทย
คัดมาเฉพาะข้อความที่ผมเห็นว่าสำคัญ ถือเป็นการเรียนรู้ด้านรัฐศาสตร์ของตัวผมเองด้วย ลักษณะของประชาธิปไตย
ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจะต้อง "มีกฎที่แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร" (Certain rule with uncertain result) แต่ถ้าการเลือกตั้ง "มีกฎที่ไม่แน่นอน แต่ผลแน่นอน" (Uncertain Rule with certain result) แบบนี้จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้
กลุ่มก้อนทางการเมือง
ธงชัย วินิจจะกูล ได้อธิบายว่า คนที่สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (Anti democratic forces) ได้แก่ คนสามกลุ่ม คือ 1.ชนชั้นกลาง (Urban elite) 2.พลังข้าราชการ (Bureaucratic power) 3.ฝ่ายนิยมเจ้า (Monarchist) โดยคนสามกลุ่มเป็นคนละส่วนแต่ได้จับมือกันเพื่อต่อสู้กับทักษิณ ชินวัตร โดยพวกนิยมเจ้าเริ่มสู้กับทักษิณ เพราะเขาไม่ชอบทักษิณ และกังวลเรื่อง Successor (ผู้สืบสันตติวงศ์) ส่วนคนในเมืองที่เป็นชนชั้นกลางนั้นสู้กับคนจนในชนบทและคนจนในเมือง ในขณะที่พวกข้าราชการก็สู้กับ ส.ส.
พวกนิยมเจ้าไม่ชอบทักษิณ เพราะรัฐในอุดมการณ์ของเขาเข้ากับทักษิณได้ยาก เขาต้องการปกครองในรูปแบบ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" หรือ "ราชประชาสมาศัย" ซึ่งสองอย่างนี้เหมือนกันหรือคล้ายกันมาก
ระบบการปกครองในโลกหล้า
ระบบการปกครองต่างๆ ทั่วโลก ที่เป็นระบอบประชาธิปไตย มีสามรูปแบบ หนึ่ง ระบบประธานาธิบดี (Presidency System) ผู้นำเป็นประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้
สอง ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ภูฏาน สิงคโปร์ ส่วนมากประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นรูปแบบที่ 1 หรือที่ 2 นี้
สาม เรียกว่ากึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา (Semi-Presidential System) โดยนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีมีอำนาจเท่าๆ กัน ประเทศที่ใช้การปกครองรูปแบบนี้เช่น ฝรั่งเศส ไต้หวัน รัสเซีย
แบบที่สี่ “แบบไทยๆ” นี่เป็นลักษณะพิเศษ เป็นแบบที่แบ่งอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับ Monarch (สถาบันพระมหากษัตริย์)
และแบบที่ห้า Monarchial system หรือ แบบกษัตริย์ เช่น บรูไน
ปัญหาของระบบการปกครองแต่ละอย่าง
โดยระบบประธานาธิบดีเป็นประมุข กับระบบกษัตริย์เป็นประมุขมีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่มาจากการเลือกตั้งหรือไม่เท่านั้น
ทั้งนี้ในรูปแบบสามกับสี่ มีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดี และระหว่างนายกรัฐมนตรีกับกษัตริย์ อาจเป็นแบบ Zero-sum game คนหนึ่งได้หมด คนหนึ่งจะเสียหมด ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันได้นี่ยากหน่อย โดยทั่วไปแล้วอีกฝ่ายชนะ อีกฝ่ายแพ้ มักจะเป็นอย่างนั้น
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะใช้รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแบบนี้ ประธานาธิบดีมีอำนาจแบบนี้ ยึดกันตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่กำหนดอย่างชัดแจ้งจะเกิดปัญหาแบบที่เมืองไทยที่แย่งชิงอำนาจกัน ใครมีอำนาจมากกว่ากัน
“แบบไทยๆ” นั้นมีปัญหาอย่างไร ถ้าหากว่านายกรัฐมนตรี มีความชอบธรรมสูงมาก สำหรับพวกนิยมเจ้าถือว่าเป็นปัญหา พวกเขาสนใจมากและห่วงมากหากนายกรัฐมนตรีมีความชอบธรรมสูงมากไป แต่ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่น หรืออังกฤษ ซึ่งมีกษัตริย์เหมือนกัน แต่นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจมากหรือน้อยนั้นพวกนิยมเจ้าเขาไม่สนใจ ส่วนเมืองไทยไม่เป็นอย่างนั้น
จึงถือว่าแบบญี่ปุ่นและอังกฤษทั้ง Popularity (ความนิยมของประชาชน) กับ Ability (ความสามารถ) ของ Monarch นั้น ไม่สำคัญกับระบอบ แต่สำคัญสำหรับแบบที่ 4 กับแบบที่ 5 ในญี่ปุ่น และอังกฤษไม่มีปัญหา โดยอำนาจของกษัตริย์ถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ ผมพูดในฐานะที่ไม่ใช่นักกฎหมาย ผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดอย่างชัดแจ้งปัญหาก็จะเกิด
กล่าวคือความสูงต่ำของเพดานอำนาจ Monarch จึงเปลี่ยนง่าย ขึ้นอยู่กับความสามารถของ Monarch และความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นพวกนิยมเจ้าจึงพยายามเพิ่มอำนาจของ Monarch
ปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายนิยมเจ้า กับ ทักษิณ ทะเลาะกัน เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายกรัฐมนตรี กับ กษัตริย์ เริ่มเปลี่ยน เพราะประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น โดยมีขั้นตอนเริ่มจากการเลือกตั้งอย่างน้อยหลังปี 2522 สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ แล้วอีกอย่างที่สำคัญ หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 มีการแก้รัฐธรรมนูญว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. แปลว่าคนที่เลือกนายกรัฐมนตรีคือประชาชน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ ต่อมามีรัฐธรรมนูญปี 2540 และในช่วงเดียวกันมีการกระจายอำนาจ มีการเลือกตั้งบ่อยขึ้น หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นมีการเลือกตั้งมากขึ้น ประชาชนเรียนรู้ว่าจะใช้คะแนนเสียงของตนอย่างไร
ว่าด้วยนิยามของ "ชาติ"
เมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนนท์ (ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) พูดที่โรงเรียนนายร้อย จปร. ก่อนมีรัฐประหารประมาณ 2 เดือน เขาอธิบายว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับ jockey คือเข้ามาดูแลทหาร ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหารคือชาติ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แต่คำว่า ชาติ ของ พล.อ.เปรม หมายถึงอะไร ก็คงไม่มีใครอธิบาย เมื่อวานผมผ่าน “ค่ายตากสิน” (กองพันสัตว์ต่าง กรมการขนส่งทหารบก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่) เขาเขียนว่า “เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน” แต่ในตะวันตก ชาติ หมายถึง ประชาชน เป็นอันเดียวกัน แต่ที่นี่ ที่ประเทศไทยชาติไม่ใช่ประชาชน ชาติหมายถึงอะไร ไม่รู้ ที่นี่ชาติอาจไม่มีความหมาย ทหารจึงเป็นของกษัตริย์ในสายตาของ พล.อ.เปรม
ว่าด้วยขอบเขตอำนาจของตุลาการ
โดยอาจารย์ทามาดะ ได้เปรียบเทียบวิธีคิดนี้กับคำพูดของนายจรัญ ภักดีธนากุล ขณะนั้นเป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2549 ที่นายจรัญกล่าวว่า “เราขอถามที่มาของผู้ทรงอำนาจรัฐ 16 ล้านเสียง แค่คูณด้วยเสียงละพัน มันก็เป็นเงินแค่ 1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง...” [3] ซึ่งถ้าเป็นผู้พิพากษาในญี่ปุ่นพูดแบบนี้ถูกปลดทันที แต่ในไทยตอนนี้คนนี้ก็ยังเป็นผู้พิพากษาอีก
ว่าด้วยเสื้อเหลือง
ส่วนคนเสื้อเหลือง เขาไม่พอใจ เพราะเขากลัว การเมืองแบบเสียงข้างมาก แต่เขาเป็นเสียงข้างน้อย เขาไมชอบแบบนี้
ตามคำอธิบายของอาจารย์ยุกติ มุกดาวิจิตร ในแง่มุมทางเศรษฐกิจ คนเสื้อเหลือง หรือชนชั้นกลางเดิมนั้นเขาได้เปรียบหลายอย่าง แต่สิบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยได้เปรียบ ฐานะเริ่มเท่ากับคนชั้นล่าง เขาจึงไม่พอใจ ส่วนแง่มุมทางวัฒนธรรม คนเสื้อเหลือง ชนชั้นกลาง เขาต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ เขาไม่ชอบ ไม่ต้องการให้เปลี่ยน
ว่าด้วย ผบ.ทบ.
อาจารย์ทามาดะ กล่าวว่า ดังนั้นการทะเลาะกันนี้ยังไม่จบและจบยาก เพราะการต่อสู้นี้ ถ้าเลียนแบบคำพูดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่พูดกับ ส.ส. เมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 ที่พูดว่า “รู้ไหม สู้กับใคร” เพราะฉะนั้น ส.ส. หลายคนจึงกลายเป็นงูเห่า
ทั้งหมดนี้คือการมองเมืองไทยในสายตาของ "ญี่ปุ่น"
Comments
gudgee
30 August, 2010 - 07:50
Permalink
เมื่อก่อนสับสนกับคำว่าชาติเหม
เมื่อก่อนสับสนกับคำว่าชาติเหมือนกัน ตอนนี้รู้แต่ว่าไม่ได้หมายถึงคนไทยทุกคนแน่ๆ
Add new comment