Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
เท้าความก่อนนะครับ วันที่ 27-28 สิงหาคม มีงานเปิดตัวคอนโดชื่อ WYNE ของบริษัทแสนสิริ ซึ่งได้รับการยกย่อง (จากไหนไม่รู้) ว่าเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำการตลาดผ่าน social media (ตามสมัยนิยม) ได้เก่งที่สุด
เก่งแค่ไหนอันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ คือไม่ใช่ฟิลด์และไม่ใช่ความสนใจส่วนตัว แต่เท่าที่พอรู้ การตลาดสมัยนี้เค้าเน้นเรื่อง "viral" ไม่ทำไม่ได้
สำหรับกรณีของ Wyne ก็คิดเกมง่ายๆ คือให้คนที่ไปงานเปิดตัว Wyne (ผมก็ได้รับเชิญนะแต่ไม่ได้ไป ไม่รู้จะไปทำไมอะ) ทวีตข้อความที่มีแท็ก #wyne แล้วจบงานจะมีผู้โชคดีหนึ่งคนได้ iPad ไปครอบครอง
ผลตอบรับมีทั้งบวกและลบครับ ทีนี้ผมคงมิกล้าวิจารณ์ว่าสุดท้ายแล้วมันดีหรือไม่ดี (กูรูทางการตลาดบางท่านบอกไว้ว่า มีคนพูดถึงเยอะๆ ยิ่งดี ไม่ว่าในทางดีหรือแย่) ดังนั้นขอบรรยายด้วยภาพที่แคปหน้าจอมา ให้คนอ่านเป็นคนตัดสินเองว่าแคมเปญนี้ สร้างผลบวกหรือผลลบกับแบรนด์แสนสิริจะดีกว่านะครับ หมายเหตุ: ข้อความบางส่วนอาจไม่มีชื่อผู้เขียน เพราะข้อจำกัดในการจับภาพหน้าจอ จะใช้วิธีบรรยายชื่อผู้เขียนแทนนะครับ
(ได้จากการค้นแท็ก #wyne แบบไม่เลือกปฏิบัติ)
โดย @tpagon
โดย @nopparat
โดย @thanyakij
โดย @ajbomb
โดย @patsonic
โดย @plynoi
โดย @lewcpe
ผมทำการทดลองนิดหน่อยกับ follower อันมีอยู่น้อยนิด เริ่มจากทวีตแบบนักการตลาดจ๋าๆ สักรอบ ได้มา 7 rt และความเห็นอีกนิดหน่อย
จากนั้นขอความเห็นว่า "ทุกท่านคิดเห็นอย่างไรกับ #wyne"
จบแล้วครับ อ่านแล้วคิดยังไงกับ #wyne
อัพเดต อ่านการวิเคราะห์ของคุณ @malimali ที่ Permission Marketing ที่แสนจะ Intrusive
Comments
iannnnn
28 August, 2010 - 23:02
Permalink
กะจะขายบ้านทิ้ง
กะจะขายบ้านทิ้ง ไปอยู่คอนโดเขาแล้วเนี่ย
เห็นว่ามีไอแพดฟรี? (จับใจความได้เท่านี้)
thanr
28 August, 2010 - 23:22
Permalink
อันแรกในไทยนี่ีคงเป็น
อันแรกในไทยนี่ีคงเป็น #รวมฮิตTwitter
ตอนนั้นแทบอยากจะ #เลิกฮิตTwitter เลยทีเดียว
เดี๋ยวนี้ชินแล้ว แค่ unfollow คนที่ชอบเล่นให้หมด เพราะส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะลองชิงโชคของฟรี ฯลฯ ทุกงาน หรือตั้งตัวเองเป็น "นักการตลาด"
วันนี้ก็ไม่รู้เรื่อง #wyne จนเขาเริ่มด่ากันนี่แหละ สรุปว่าคนด่าก็คงช่วยกระจายข่าวได้ แต่บวกหรือลบนี่อีกเรื่อง :P
jetboat
28 August, 2010 - 23:23
Permalink
ไม่รู้จะเมนต์อะไรดี แต่คิดว่า
ไม่รู้จะเมนต์อะไรดี
แต่คิดว่า การ rt หน้านี้
น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเป็นเกรณีศึกษา
การตลาดบนโลกออนไลน์ของบ้านเรา
mk
28 August, 2010 - 23:32
Permalink
@thanr ผมว่าเรื่อง
@thanr ผมว่าเรื่อง "ตั้งตัวเป็นนักการตลาด" ก็น่าสนใจนะ ว่าทำไมเกิดปรากฎการณ์แบบนี้ขึ้น (สงสัยมันเป็นศาสตร์ที่เป็นง่าย และดูแล้วเท่มั้ง)
ripmilla
29 August, 2010 - 01:12
Permalink
เอ่อ แบไต๋ ก็ให้ใส่ Tag
เอ่อ แบไต๋ ก็ให้ใส่ Tag #beartai แล้วแจกของนะ??
ผมโดนด้วยป่าวเนี่ย???
108blog
29 August, 2010 - 01:29
Permalink
เป็นกรณีศึกษาที่ดีครับ
เป็นกรณีศึกษาที่ดีครับ ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเลย ผมคิดว่าควรคิดถึงผลกระทบด้วยนะครับ ไม่ใช่คิดแค่จะเอาประโยชน์อย่างเดียว
MacroArt
29 August, 2010 - 01:56
Permalink
สมัยที่ผมทำแคมเปญ
สมัยที่ผมทำแคมเปญ #รวมฮิตtwitter ได้ลองวัดผลดูด้วยครับ ในแง่ quantitative ถือว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากทั้งเรื่อง awareness และเรื่องยอดขาย โดยมีต้นทุนต่ำมากๆ ส่วนเรื่อง qualitative ก็พยายามสังเกตดูเหมือนกัน มีบ้างนะที่รำคาญแคมเปญนี้ แต่ถ้าเทียบกับภาพรวมแล้วถือว่าเปอร์เซ็นต์ต่ำมากๆ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จคือการที่ influencer ในยุคนั้นเล่นแคมเปญนี้กันหมด ซึ่งต่างจาก #wyne ที่ถึงแม้จะมี influencer จำนวนหนึ่งที่เล่นแคมเปญ แต่ก็มี influencer อีกจำนวนหนึ่งที่แสดงความรำคาญให้เห็น
แคมเปญ #wyne อาจเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในแง่ awareness ไปแล้ว คนพูดถึงเยอะมากทั้งด้านบวกและลบ และเชื่อได้เลยว่าอีกหลายๆ แบรนด์จะเดินตามในอนาคต ซึ่งทำให้คนจำนวนมากมีอะไรให้เล่นสนุกอีกเยอะ และจะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่รำคาญ แต่นั่นก็สะท้อนภาพของสังคมจริงๆ ให้เห็น เวลาที่เราไปอยู่ในคนหมู่มาก เราอาจจะรู้สึกรำคาญคนบางคน สิ่งที่เราทำได้คือการเดินหนี (unfollow) โดยที่เราก็จะอดรับรู้เรื่องราวอื่นๆ ของเขาไปด้วย ขณะที่คนที่ถูกคนอื่นเดินหนี บางคนอาจชะงักและหยุดสร้างความรำคาญ แต่บางคนก็อาจจะไม่สนใจเพราะเขามีเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจจะบอกเล่าให้คนอื่นมาติดตามเขาได้อยู่ดี
PatSonic
29 August, 2010 - 02:14
Permalink
จริงๆ
จริงๆ การตลาดบนทวิตเตอร์มันทำกันได้อยู่หรอกครับ แต่ต้องทำให้พอเหมาะพอสม และนึกถึงคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของคุณด้วย หลายเจ้าคิดว่า Social Media ก็เหมือนทีวี ทำอะไรแบบหว่านแหทั่วหนอง และเลือกปลาตัวที่อยากได้มาเก็บ โดยลืมความเจ็บปวดของพวกปลาที่ถูกแกะออกจากแหแล้วโยนมันทิ้ง ตูไม่ได้อยากติดแหเลย แต่ตูกลับต้องเจ็บกายเพราะคนมักง่ายมันหว่านเนี่ยแหละ
การตลาด สำหรับผมทำได้ครับ แต่กวนให้น้อย ให้คนไม่รู้สึกว่า อะไรวะเนี่ย ทั้งวันแทบจะไม่ได้อ่านอะไรเลย น้ำท่วมไทม์ไลน์อย่างเดียว ถ้าเป็นเรื่องที่ชอบก็อาจจะพอทำเนา แต่ถ้าตรงข้ามนี่ เสมือนหนึ่งด่าพ่อกันเลยเชียว
MacroArt
29 August, 2010 - 03:09
Permalink
ผมมองว่า Social Media
ผมมองว่า Social Media เป็นสื่อที่นักการตลาดคุมอะไรไม่ได้ครับ ต่างกับสื่อโทรทัศน์ที่นักการตลาดคุมได้ทุกอย่าง สิ่งที่แสนศิริทำไม่ได้ต่างอะไรกับที่ GTH ทำเลย GTH ก็มีการให้ใส่แท็กเพื่อชิงรางวัล (เสื้อยืด ตั๋วหนัง) ถ้าใครไม่ชอบดูหนัง GTH แล้วมาตาม @patsonic หรืออีกหลายๆ คนที่ร่วมสนุกแคมเปญของ @gthchannel ผมว่าเขาก็รำคาญได้เหมือนกัน ทั้งที่ GTH ไม่ได้อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นเลย
PatSonic
29 August, 2010 - 04:10
Permalink
นั่นสิ คงมีคนรำคาญผมเหมือนกัน
นั่นสิ คงมีคนรำคาญผมเหมือนกัน แต่หลังๆ มา GTH ก็พยายามจะกิจกรรมในช่วงสั้นๆ เกมนึงไม่เกิน 5 นาที เพื่อไม่ให้กวน TL นาน ผมเองก็ไม่เล่นเกมบ่อยๆ อย่างล่าสุด กับเกมของ GTH ผมเล่น 2 ครั้งเท่านั้น เพราะผมเองก็รู้สึกว่า ถ้าทำอะไรที่มากไป มันจะไปรบกวนความรู้สึกคนอื่นได้
แต่ถ้าเราทวีตอะไรที่มาจากความรู้สึกเราเองที่มีต่อสินค้า ผมว่า นั่นไม่ได้เกิดจากกิจกรรมที่เขาจัด แต่เป็นเพราะสินค้าและบริการของเขา ทำให้เราชอบจนต้องบอกออกมาต่างหากครับ
แต่กับสิ่งทีเกิดขึ้นวันนี้ ผมเพิ่งรู้จักแคมเปญนี้เมื่อวันศุกร์เท่านั้น ยังถามหาอยู่เลยว่ามันคืออะไร ประเด็นคือ ผมไม่ได้รู้สึกผูกพันกับแบรนด์หรือสินค้า ไม่มีความสนใจในสินค้า การแจกของรางวัลที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับสินค้า เป็นเรื่องที่ยิ่งสร้างความรำคาญเมื่อต้องมาเจอกับการ flood timeline แม้จะไม่ได้โดนกับตัวเองก็ตาม
ผมว่า นักการตลาดคนต่อไป ต้องคิดให้หนักแล้วล่ะ ว่าจะวางแผนโฆษณาแคมเปญอย่างไร ให้เกิดความรู้สึกด้านลบน้อยที่สุด
adamy
29 August, 2010 - 04:39
Permalink
ผมเชื่อว่า Campaign
ผมเชื่อว่า Campaign นี้ออกแบบมาอย่างไม่ระมัดระวังเท่าที่ควรนะครับ .... ถึงแม้การใช้ Social Media จะช่วยให้เข้าถึงคนวงกว้างในระยะเวลา+ทุนต่ำ แต่มันมีมิติมากกว่านั้นมากนะครับในความคิดผม การคิดวิเคราะห์ที่ดีจะทำให้แผนการตลาดสำเร็จตามคาด แต่ถ้าไม่ดีก็จะเกิดกระแสลบตีกลับมาในทันที แล้วกระแสลบนั้นจำฝังใจได้นานกว่าครับ
อย่างไรก็ตาม .... ผมอยากรู้ Conversion Rate ของแสนสิริซักหน่อยครับว่าคนที่เห็นใน Twitter ทั้งหมด .... มีกี่คนที่ซื้อห้องครับ
ที่ผมชอบมากๆของแสนสิริคือตัวการใช้ iPad ในการทำให้ลูกค้าเข้าถึงรายละเอียดของการขายได้ง่ายขึ้น เช่นห้องชั้นนี้ วิวแบบนี้ ราคาเท่านี้ แบบห้องแบบนี้ E-mail ได้ซึ่งมันทำให้เกิดความสะดวกในงานขายมากๆเลยครับ ซึ่งอันนี้เค้าเอามาโปรโมตอยู่ แล้วผมก็เห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่แสนสิริทำแบบนี้ครับ
ปล.ส่วนตัวแล้วเป็นคนตั้งหน้า Reply เป็น Default ครับ เลยไม่รู้ความเป็นไปของโลกจนกว่าจะกดดูเมื่อมีเวลาว่างครับ .... เราดันเข้าใจในสัจธรรมว่าชีวิตก็ขาดการฟังคนอื่นพูดเรื่องราวต่างๆใน Social Media ได้แต่แค่เราติดนิสัยว่าต้องพูดออกไปเช่นกันครับ ฟังไม่ฟังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ .... ก็เลยรอดจาก Campaign นี้ไปหวุดหวิดครับ แต่จากที่อ่าน @tunaoriginal แล้วรู้สึกตะหงิดๆครับ .... คนเราจะดังไม่จำเป็นต้องมานั่งเกาะทวิตเตอร์ทั้งวันหรอกครับ .... มันก็เป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งครับ : )
ปล2.Captcha อ่านยากมากครับคุณมาร์ค
ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
MacroArt
29 August, 2010 - 04:43
Permalink
จริงๆ
จริงๆ แล้วนักการตลาดอาจไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็สามารถรำคาญได้ครับ เช่น ถ้าคนที่ไม่ได้ดู #af7 แต่ดันตามเพื่อนที่คลั่ง #af7 อยู่หลายคน ก็อาจรู้สึกรำคาญได้ หรือคนที่ไม่ชอบดูละครหลังข่าว แต่พอสามทุ่มของวันที่ละครดังอวสาน ก็ต้องทนรำคาญเหมือนกัน
ipats
29 August, 2010 - 05:02
Permalink
เรื่อง GTH
เรื่อง GTH ที่เอามาเปรียบเทียบ ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่เท่าที่จำได้ เค้าใช้ @reply ไม่ใช่ #tag (ถ้าจำผิดก็ขออภัย..) ซึ่งความน่ารำคาญมันต่างกันมาก (อีกแง่นึง, การกระจายข้อความก็กลับกัน คือน้อยลงมาก) แต่ถึงอย่างไร.. @gthchannel ก็ยังมี interaction กับผู้คน ให้เสมือนว่าเป็นบุคคลหนึ่ง ซึ่งมัน friendly กว่ามากครับ เพราะฉะนั้น คงเทียบกันตรงๆ ไม่ได้เท่าไหร่
กรณ๊ศึกษาคล้ายๆ กัน ที่ผมพอจะนึกออกคือ #truelove ที่มันจะมาเต็ม TL ในคืนวันจันทร์ แต่คนไม่ค่อยจะรำคาญกัน.. เพราะอะไร? เหตุผลอาจจะเป็น
1. มันเป็น sitcom ที่คนที่เห็นข้อความสามารถกดเปิดทีวีเข้ามามีส่วนร่วมได้ทันที
2. เพราะคนทวิตไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่ทวิตจากความรู้สึกชอบของเค้าเองจริงๆ เป็นการแชร์กันในหมู่เพื่อนจริงๆ
3. จาก 2. ทำให้ได้ เนื้อหาที่ทวิตมันมีสาระจริงๆ (ไม่ได้หมายถึงสาระ แบบ สาระนะครับ แต่คือมันมีเนื้อจริงๆ) ไม่ใช่แค่ว่า ต้องทวิต แต่ทวิตอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าฉันต้องทวิต
4. มันมีแค่ชั่วโมงเดียวต่อสัปดาห์
5. มันเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับได้ (เพราะเป็นสิ่งที่ nation-wide? talk of the town?) ไม่ใช่สิ่งที่เจาะแค่ประชากร 0.1% แต่ไปรบกวนประชากร 10%
ลองแชร์เท่าที่นึกได้ดูครับ :)
MacroArt
29 August, 2010 - 05:05
Permalink
โพสต์ความเห็นตัวเองลงใน
โพสต์ความเห็นตัวเองลงใน Facebook Page แบบเต็มๆ แล้วครับ
http://www.facebook.com/note.php?note_id=142843859086421
mk
29 August, 2010 - 07:39
Permalink
CAPTCHA ผมใช้ของ Mollom
CAPTCHA ผมใช้ของ Mollom น่ะครับ คงไปแก้อะไรมันลำบาก เดี๋ยวอาจลองเปลี่ยนยี่ห้อดู
ส่วนเรื่องนี้ผมมีความเห็นสั้นๆ ว่า นักการตลาดมีเหตุผลสำหรับตัวเองเสมอ (ผู้บริโภครับกรรมไป) แต่เรื่องพวกนี้มันเป็นคุณค่าระยะยาวของตัวคนน่ะครับ และผู้บริโภคจำแม่น
mk
29 August, 2010 - 07:41
Permalink
แวะมาโฆษณาบทวิเคราะห์ที่ดีกว่
แวะมาโฆษณาบทวิเคราะห์ที่ดีกว่าบล็อกนี้
Permission Marketing ที่แสนจะ Intrusive
Iterator
29 August, 2010 - 09:47
Permalink
มองในบางแง่มันคล้าย ๆ MLM ที่
มองในบางแง่มันคล้าย ๆ MLM
ที่ ความสัมพันธ์ส่วนตัว ถูกนำไป commercialize
กล่าวได้ว่า ในกรณีนี้ มีลักษณะคล้ายกัน
คือ ช่องทางสื่อสารปกติ ถูกช่วยกัน pollute
ด้วยความตั้งใจและจุดประสงค์ที่ไม่ปกติ
ช่องทางเหล่านี้มีค่าเพราะ พลังของการใช้พิจารณญาณที่เหมาะสม
ทำให้เราเลือกที่จะรับข่าวสารนั้น ผู้แพร่กระจายก็ช่วยกันกลั่นกรองช่วยกันคัดเลือก
ช่องทางนี้ถ้าถูกบิดเบือนด้วยจุดประสงค์ไม่ปกติอย่างนี้มาก ๆ บ่อย ๆ
มันก็จะเริ่มเสื่อมคุณค่า ผมเชื่อว่าในอนาคตเจ้าของระบบจะหาวิธีในการจัดการ
คล้าย ๆ การ report spam ช่วยกัน จัดประเภทว่าเป็นข้อความแบบไหน
และผู้รับสารสามารถตั้งค่ารับหรือไม่รับ หรือซ่อนไว้ก่อน ทำได้หลายอย่าง
(แน่นอนตอนนี้เจ้าของระบบไม่ทำแน่นอนเพราะหวังให้คนมาใช้มากที่สุดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น)
HyBRiD
29 August, 2010 - 11:33
Permalink
มีคนทำเยอะแยะ
มีคนทำเยอะแยะ เริ่มตั้งแต่หนังสือ, ค่ายหนัง, ค่ายโทรศัพท์, รายการทีวีเคเบิ้ล มาล่าสุดคือคอนโด
ผมอยากรู้ว่าสาเหตุของความรำคาญคืออะไร
ทำไมบางอันน่ารำคาญ บางอันไม่น่ารำคาญทั้งๆที่วิธีการเดียวกัน
champ
29 August, 2010 - 14:32
Permalink
ผมคงไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติมครับ
ผมคงไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติมครับ แค่จากประสบการณ์ของตัวเอง (ถือเป็นผู้รับสื่อคนหนึ่งละกัน)
GTH - ผมรำคาญตอนที่ follow GTH (เป็นช่วงแรกๆ ที่เขามีทวิตเตอร์) ก็เลย unfollow ไป หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินข่าวอีกเลย (นอกจากโปรโมตหนังบางเรื่องเช่น กวนมึนโฮ ซึ่งก็ไม่น่ารำคาญเพราะมันมาแล้วก็ไป + เป็นสิ่งที่เป็น "กระแสจริง")
Virgin - แคมเปญเปลี่ยนอวาตาร์บนเฟซบุ๊ก รำคาญมากครับ เขียนด่าในคอลัมน์ไปแล้ว
รวมฮิตทวิตเตอร์ - ก็สะดุดนิดหน่อยครับ แต่ด้วยความถี่ที่ไม่ได้มากเท่าไหร่ ทำให้ยังไม่ถึง threshold ที่จะทวีตแสดงความรำคาญออกมา (เท่าที่คุยมีหลายคนที่รำคาญมากกว่าผม แต่ไม่ได้พูดออกมาเพราะเกรงใจคุณ Macroart)
Wyne - รำคาญเลยครับ เห็นด้วยกับคุณ adamy, ipats
ผมเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็น "กระแสจริง" (เช่น af7 หรือ truelove) แน่นอนว่าก็ต้องมีคนรำคาญบ้าง (เหมือน Justin Bieber) แต่ว่าคนรำคาญสามารถรำคาญตรงๆ ต่อเพื่อน (หรือคนที่ตัวเอง follow) ได้ ก็กด unfollow หรือ filter กันไปเป็นกรณี
ส่วนกระแสปั่น เช่น เล่นเกมชิงไอแพด ผมว่าคนรำคาญก็จะแบ่งความรำคาญออกเป็นสองส่วน ถูกแล้วครับ หนึ่งคือนักการตลาด สองคือเพื่อนหรือคนที่ตัวเอง follow นักการตลาดก็ควรรับผิดชอบตรงนี้ด้วยนะครับ แบ่งความรำคาญไปกึ่งหนึ่งแล้วหาวิธีที่ดีขึ้น หรือหาวิธีที่ทำให้คนทวีตถึง product คุณอย่าง genuinely ดีกว่า
champ
29 August, 2010 - 14:34
Permalink
อ้อ
อ้อ แต่แคมเปญเปลี่ยนอวาตาร์ของ GTH เป็นกวนมึนโฮ ก็น่ารำคาญหน่อยๆ นะ แต่ทำไมรำคาญไม่เท่า Virgin Hits ไม่รู้ อาจเพราะเพื่อนผมอยู่ในกลุ่มที่เปลี่ยนเป็น VG Hits เยอะ แต่ GTH ไม่เยอะมั้ง
iPattt
31 August, 2010 - 09:22
Permalink
เห็นอะไรบ่อยๆโดยที่ไม่อินก็ต้
เห็นอะไรบ่อยๆโดยที่ไม่อินก็ต้องรำคาญเป็นธรรมดาครับ
เราก็ต้องบริหารในการหลบเลี่ยงมันเอง หรือรวมตัวกันบ่น เพราะทุกการตลาด
ต้องหาช่องทางในการเข้าถึงเสมอไม่ว่า technology จะเปลี่ยนไปขนาดไหน
แต่ถ้าหลบเลี่ยงยากแบบ ศอฉ ออกทีวีก็อีกเรื่องหนึ่ง :P
ตามมาจาก iamIA ครับ
Add new comment