ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับเขาพระวิหาร

เคยบล็อกเรื่อง ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กับกรณีเขาพระวิหารไปแล้ว 2 ครั้ง

ล่าสุด ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์ ดร. ชาญวิทย์ อีกครั้ง เลยเอามาแปะไว้สำหรับอ้างอิงในอนาคต คัดมาเฉพาะบางคำถามที่น่าสนใจ

เวอร์ชันเต็มอ่านได้ใน "ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" สังเคราะห์เกมการเมืองเรื่องปราสาทและเขาพระวิหาร การเมืองแบบนี้ใครได้ประโยชน์ @ การเมืองแบบนี้ใครได้ประโยชน์

ในด้านหนึ่ง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ได้เป็นเกมส์การเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลกัมพูชาอย่างมากๆ เป็น "วาระแห่งชาติ" ของเขา คือในขณะที่ประเด็นทางเกมส์การเมืองของไทย สร้างความแตกแยกในประเทศไทย แต่ในทางตรงข้าม ประเด็นเกมส์การเมืองในกัมพูชา สร้างความสมานสามัคคีให้ชนชาติเขมรอย่างไม่เคยมีมาก่อนเลย นับตั้งแต่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ได้เอกราชมา นับตั้งแต่มีสงครามในเขมร แตกแยกเป็น 4 ฝ่าย แต่ในปัจจุบันเรื่องปราสาทพระวิหาร สร้างความเป็นเอกภาพ สร้างความมั่นคงให้รัฐบาลของสมเด็จฮุนเซนอย่างมาก ไม่เคยมีครั้งใดที่รัฐบาล จะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐบาลผสม เป็นครั้งแรก เพราะกรณีปราสาทเขาพระวิหาร

ขณะ ที่เกมส์การเมืองลัทธิชาตินิยมของไทย หากกล่าวโดยย่อ เป็นประเด็นทางเกมส์การเมืองภายในประเทศ ที่รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับทุกรัฐบาล ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตต่อๆ ไป ไม่ว่าเสื้อ "สี" ไหนจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นประเด็นบั่นทอน เป็นหนามยอกอก ทั้งรัฐบาลและประชาชนชาวไทยไปอีกหลายปี กลายเป็น "วิกฤตแห่งชาติ" ถ้าหากไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่หาทางออกใหม่ๆ

@ ถ้าไม่จริงจังเรื่องเขตแดน จะสูญเสียอัตลักษณ์ และความเป็นชาติไทยหรือเปล่า

ความเป็น "ไทย" คืออะไรเล่า? ภาษาไทย ก็ยืมคำมาจาก เขมร จีน ฝรั่ง เยอะแยะ แค่คำว่า "เดิน" กับ "ดำเนิน" ที่เราใช้กันทุกวี่ทุกวัน คำว่า "เจริญ" กับ "จำเริญ" ที่เราเปล่งถวายพระพร หรือคำว่า "ชาญ" กับ "ชำนาญ" คำต่างๆแบบนี้เป็นคำเขมร เราก็ยืมมาใช้หลายร้อยปีแล้ว ถ้าเป็นไทยแท้ๆ เราก็ "เดิน" ไม่ได้ ต้อง "ย่าง" หรือ "ก้าว"

@ ความทรงจำประวัติศาสตร์ กับประเทศเพื่อนบ้าน

ตำราเรียนประวัติศาสตร์ไทย ตั้งแต่สมัยสมบูรณายาสิทธิราช จนถึงการ "ปฏิวัติ" เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตำราเรียนก็ไม่ได้ถูกแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย เพราะยังทำให้กัมพูชาเป็น "ผู้ร้าย" ในประวัติศาสตร์อยู่เรื่อยไป แต่เป็นผู้ร้ายแบบ "ตัวเล็กๆ" จะข่มขู่เคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ได้ เป็นลูกไล่ ลูกกะโร่ แต่ใน ขณะที่พม่า ถูกทำหรือวาดภาพให้เป็น "ผู้ร้ายตัวใหญ่" พม่ายกทัพมาทีไร ก็ตีหรือเผากรุงศรีอยุทธยาได้ ส่วนเขมรมาทีไร ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ต้องถอยกลับไป และไทยเราต้องไป "เอาคืน" อย่างในกรณีของ "พระยาละแวก" คือมีแต่ประวัติศาสตร์ที่มอง "ด้านเดียว" ว่าไทยเราถูก "กระทำ" อย่างหนักโดยพม่า ในเวลาเดียวกัน เขมรก็เข้ามาซ้ำเติม "กระทำ" อย่างเบา

ในประวัติศาสตร์ไทยเรา ก็ไม่มี "ความทรงจำ" ไม่ได้เขียนว่ากษัตริย์ไทยเรา สมัยพระเจ้าสามพระยาของกรุงศรีอยุธยา ก็เป็นฝ่ายกระทำ ที่ไปตีนครวัด นครธม หรือ "กรุงศรียโสธรปุระ" ของกัมพูชาจนแตก กลายเป็นเมืองร้างไปจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ กษัตริย์ ไทยเราสมัยพระนเรศวร ก็ไปตีเมืองละแวกจนแตก ทำให้เมืองละแวกกลายเป็นเมืองร้าง สมัยต่อๆมาก็ไปตีเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเขมรสมัยหลัง) ตีเมืองพนมเปญ แต่เราจะไม่มีในประวัติศาสตร์ของ "เหรียญสองด้าน" เรามีแต่ "เสีย" กรุงศรีอยุทธยา "เสียดินแดน" แต่เราไม่บอกว่า "ได้" นครวัดนครธม "ได้" กรุงละแวก หรือ "ได้" กรุงพนมเปญ หรือแม้แต่เรื่องของการ "ได้ดินแดนเสียมราฐ-พระตะบอง" มาก่อนในสมัยรัชกาลที่ 1 ก่อนที่จะ "เสียดินแดน" นั้น ไปในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่คือ "ปัญหาในประวัติศาสตร์ของไทย"

หมายเหตุ: บล็อกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีเขาพระวิหาร

  • กรณีเขาพระวิหาร ดร. วีรพงษ์ รามางกูร เขียนเล่าเรื่องเขาพระวิหาร ในฐานะลูกศิษย์วิชากฎหมายของหม่อมเสนีย์ ทนายฝ่ายไทยในช่วงนั้น
  • Preah Vihear Problem - "ปราสาทพระวิหาร เอ็มโอยู 2543 และแผนที่" โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Add new comment