กรณีเขาพระวิหาร

ดร. วีรพงษ์ รามางกูร เขียนเล่าเรื่องเขาพระวิหาร ในฐานะลูกศิษย์วิชากฎหมายของหม่อมเสนีย์ ทนายฝ่ายไทยในช่วงนั้น

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็นคนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผล ประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็น ของพม่า

วีรพงษ์ รามางกูร: กรณีเขาพระวิหาร

Comments

เห็นด้วยกับตอนท้าย ๆ ที่บอกว่าปล่อยให้คลุมเครือไว้ยังจะได้ประโยชน์กว่า เพราะถ้าให้ศาลโลกตีความอีกครั้ง โอกาสแพ้ของเราเยอะกว่า คำตัดสินนั้นตัดสินแค่ว่าปราสาทเป็นของใคร ไม่ได้ระบุชัดเรื่องพรมแดน เราก็ยังสามารถขีดแผนที่ได้โดยไม่ขัดคำตัดสิน แต่ถ้าให้ศาลตีความเพิ่มเติม จากเหตุผลประกอบคำตัดสินมีแนวโน้มสูงที่จะให้ใช้แผนที่ของฝ่ายกัมพูชา

สรุปคือเราอยากให้ศาลตัดสินเวลาที่เป็นประโยชน์ต่อเรา แต่ไม่อยากให้ศาลตัดสินเวลาไม่เป็นประโยชน์ต่อเรา ว่างั้นเหอะ?

ผมไม่เห็นจะภูมิใจกับซากปราสาทหินเลย ดินดำปลูกข้าวใต้กรุงเทพเสียเปล่าอยู่ทุกวัน ยังน่าเสียดายกว่าเยอะ

ชัดเจน ไม่คลุมเคลือ

ทรัพยากรในประเทศมีเยอะแยะ แทนที่จะมาพัฒนาที่มีอยู่ให้มันพัฒนาเท่าอาระยะประเทศ มัวแต่มาแย่งอนาเขต เหมือนสุนัข

จริง ๆ กรณีนี้มองได้หลายแง่น่ะผมว่า

นัยนึงก็อาจจะมองว่า จะมัวมายื้อแย่งกันทำไมให้เสียเวลา หรือรัฐบาลไม่มีงานอย่างอื่นทำ ?

อีกนัยนึงก็อาจจะมองว่า ถ้าปล่อยปล่ะล่ะเลย มันเหมือนมองข้ามผลประโยชน์ของชาติไป
และอาจจะมีคำถามผุดขึ้นมาว่า "ความเป็นชาตินิยม" ของคนไทยหายไปไหน !? (ถ้าปล่อยให้เค้าได้ไปง่าย ๆ)

สุดท้ายไม่ว่ายังไง มันก็เป็น"ประเด็น"ที่สังคมสนใจอยู่ดี ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร ถ้าอย่างงั้นเรื่องนี้เราควรโทษใครดีล่ะ หรือจะโทษ "สื่อ" บาง "สื่อ" ของบ้านเราที่เอาแต่ขาย "ข่าว" หรือจุดประเด็นต่าง ๆ (ยกตัวอย่างเรื่องหมีแพนด้า คงเห็นภาพไม่ยาก)

ความเป็นชาตินิยม สำหรับผม คือการกระทำที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ
ชาติ คือประชาชน
ผลประโยชน์ มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีทั้งที่มองเห็นด้วยตา และมองไม่เห็นด้วยตา

ศึกที่สู้แล้วจะแพ้ อย่างเก่งก็เจ็บหนักทั้งสองฝ่าย ยอมสละแล้วรักษาต้นทุนไว้จะดีกว่ารึเปล่า

เราจำเป็นต้องได้ที่ตรงนั้นหรือเปล่า???
เราควรจะได้มันจริงๆรึเปล่า???

สรุปคือเราอยากให้ศาลตัดสินเวลาที่เป็นประโยชน์ต่อเรา แต่ไม่อยากให้ศาลตัดสินเวลาไม่เป็นประโยชน์ต่อเรา ว่างั้นเหอะ?

ประเด็นคือ เรากำลังทะเลาะกันเองโดยฝ่ายหนึ่งพยายามจะเอาปราสาทคืนมาให้ได้ แต่พอยิ่งสู้ยิ่งเห็นโอกาสแพ้ ยิ่งอยากได้จะยิ่งเสีย แล้วมันคุ้มกันไหมที่จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บกัน

อีกประการหนึ่ง การปล่อยให้คลุมเครือไว้ก็หมายถึงว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับพรมแดนถึงขั้นเอาเป็นเอาตาย แล้วชาวบ้านตามตะเข็บชายแดนก็จะสามารถมีชีวิตปกติสุขต่อไปได้

Add new comment