Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
กลับมาต่อกันที่ซีรีส์ฟุตบอลโลก แอฟริกาใต้
หลังจากเดินทางไกลไป แหลมกู๊ดโฮป แล้ว วันถัดมาซึ่งเป็นวันเสาร์ เพื่อนหลายคนต่างทยอยกันกลับไปกันเยอะแล้ว (ส่วนของผมกลับวันอาทิตย์ตอนเย็น มีเวลาอีกเกือบสองวันเต็ม)
วันนี้ผมมีโปรแกรมที่กำหนดล่วงหน้าไว้แล้ว คือ ตอนบ่ายต้องไปเที่ยว "เกาะร็อบเบน" สถานที่คุมขังเนลสัน แมนเดลา ซึ่งต้องซื้อตั๋วล่วงหน้า ตอนเช้ามีเวลาว่าง เลยไปเดินเล่นชมตัวเมืองเคปทาวน์ครับ ขอย้อนกลับมาที่แผนที่อันเดิม
โรงแรมและสถานที่ที่ผมไปอบรมนั้น อยู่เกือบติดสนามกีฬา Cape Town Stadium (หลายคนคงเห็นหน้าตาในทีวีกันไปแล้ว) และใกล้กับย่านช็อปปิ้งไฮโซริมน้ำ V&A Waterfront พื้นที่แถบนั้นอยู่ห่างจากใจกลางเมืองเคปทาวน์ (วงกลมสีส้ม) พอสมควร วันธรรมดาที่เลิกเรียนตอนเย็นถึงมืด เลยไม่ได้เดินไปสำรวจ
วันนี้ฤกษ์งามยามดี แถมมีเวลาพอสมควร ผมเลยค่อยๆ เดินชิวเข้าตัวเมืองครับ
ระหว่างทางไปตัวเมืองเป็นย่าน resident หรือที่พักอาศัย มีทั้งแบบเป็นอพาร์ทเมนต์ และบ้านเดี่ยว พื้นที่แถบนี้จะอยู่บนเนินเขา ลาดชันลดหลั่นกันไป (ภาพนี้ถ่ายเพราะมีชื่อ Eclipse)
บรรยากาศตัวเมืองจะสะอาดสะอ้านใช้ได้ (ซึ่งได้ยินมาว่า โจฮันเนสเบิร์ก จะไม่ใช่แบบนี้) ส่วนอันนี้เป็นโฆษณาของ Strip Club ที่มีแซมๆ มาบ้าง
เริ่มเข้าเขตตัวเมือง ตึกสูงมีบ้างแต่ไม่เยอะนัก อารมณ์เหมือนเชียงใหม่ภูเก็ต
ความเจ๋งของเคปทาวน์อยู่ตรงที่ฝั่งนึงติดทะเล เลยตัวเมืองไปนิดมีภูเขา Table Mountain เด่นเป็นสง่า แปลกตา ไม่มีเมืองอื่นในโลกทำได้เหมือน
เริ่มเข้าเขตเมืองอีกสักนิด โซนนี้เป็นเมืองใหม่ที่เป็นเขตธุรกิจ
มีคริสเตียโน อยู่บนยอดตึกด้วยครับ
เขตใจกลางเมืองจะมีถนนเส้นหนึ่งชื่อว่า Long Street คล้ายกับข้าวสารบ้านเรา คือเป็นถนนที่มีคลับ บาร์ ร้านอาหาร เป็นจำนวนมาก มีอาคารสวย ๆ สมัยโคโลเนียล เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวยามราตรี (เผอิญว่าโรงแรมอยู่ไกลเลยไม่มีโอกาสมาตอนกลางคืน)
อาคารจะหน้าตาออกแนวๆ นี้ คือมีที่นั่งชั้นสองด้วย
ด้านหลังของ Long Street จะมีทางตัดไปยังจัตุรัสเล็กๆ ภายในเมือง (อารมณ์เหมือนกับเมืองในยุโรป) ซึ่งเป็นตลาดนัดขายของที่ระลึกท้องถิ่น ชื่อว่า Green Square Market
มีพวกภาพวาด เครื่องหนัง งานแกะไม้ เผอิญผมไม่มีเป้าหมายอะไรเลยเดินดูอย่างเดียวครับ
ตลาดข้างบนมีไว้สำหรับนักท่องเที่ยว แต่ถ้าเป็นคนท้องถิ่น เค้าจะมาเดินตลาดนัดใหญ่ที่จัตุรัสใหญ่ข้างๆ ป้อม Cape Town Castle อยู่ไม่ไกลกันนัก
ส่วนมากเน้นเสื้อผ้าและรองเท้าเป็นหลัก
ผ้าเป็นมัดๆ ก็มี
รองเท้า ภูเขา และเสื้อบอล
เสื้อบอลนานาชนิด เหมือนแถวสนามศุภนั่นล่ะครับ
ของที่ขายดีคงหนีไม่พ้นเสื้อทีมชาติแอฟริกาใต้ Bafana Bafana ที่สีเหมือนบราซิล เสื้อทีมเหย้าสีเหลือง (แต่ officially เค้าจะบอกว่าสีทองนะ ผมดูแล้วแบบ ทองตรงไหนฟะ) ส่วนทีมเยือนสีเขียว
ผมตั้งใจจะซื้อเสื้อทีมชาติแอฟริกาใต้กลับไปเป็นที่ระลึกสักตัว แต่เนื่องจากคิดว่ามีเวลาเหลือเฟือ ค่อยๆ ดูไปก็ได้ ซึ่งภายหลังพบว่ามันเป็นความคิดที่ "ผิด"
รองเท้า
ศาลากลางเมืองเคปทาวน์ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับตลาดนัดข้างบน
อนุสาวรีย์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ตั้งอยู่หน้าศาลากลาง คนนี้เป็นลูกของพระราชินีวิคตอเรีย และถ้าไล่ลำดับไม่ผิด เป็นปู่ทวดของพระราชินีอังกฤษองค์ปัจจุบัน
เป้าหมายของผมคือเดินไปให้ถึง District Six พื้นที่ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์ District 9 (วงสีดำในแผนที่) แต่สุดท้ายเดินไปไม่ถึงเพราะไม่มีเวลาครับ อันนี้เป็นร้านขายเบเกอรี่สีสดใสที่อยู่ระหว่างทาง
ร้านขายเครื่องหนังแถวนั้น ตกแต่งได้สุดยอดมาก
ถ้ามีรางวัลบุคคลสำคัญของโลกยุคใหม่ ผมคงมอบให้เช ไปแบบไม่มีข้อกังขา
ใกล้กับศาลากลางมีเขตของมหาวิทยาลัยอยู่ด้วย (เป็นแคมปัสเล็กๆ ที่อยู่ในเมือง) เค้ากำลังซ่อมถนนกันอยู่
เมื่อไปถึง District Six จริงๆ ไม่ได้ (จริงๆ มันไม่มีอะไร เป็นที่รกร้างว่างเปล่า เพราะขัดแย้งกันจนไม่มีใครสร้างสิ่งปลูกสร้างได้) ก็ไปเยี่ยม District Six Museum แทนละกัน
ค่าเข้าถ้าจำไม่ผิดจะ 10 Rand เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่อยู่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของชุมชนที่เคยอาศัยใน District Six
ที่พื้นของชั้น 1 เป็นแผนที่ของ District Six ในสมัยก่อน วาดโดยสมาชิกของชุมชน เดินเหยีบได้มีแผ่นพลาสติกทับไว้อีกชั้น
District Six (เลข 6 ในภาพ) เป็นแหล่งชุมชนของคนผิวดำสมัยก่อน แม้ว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจของ District 9 แต่ไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไรนัก เพราะ District 9 ให้อารมณ์ของ township สลัมสุดๆ แต่ของ District Six ถ้าให้เปรียบเทียบ ผมว่ามันคล้ายคอมมูนของคนยิวในยุโรปมากกว่า ความเป็นอยู่ดีกว่า แต่บ้านมีขนาดเล็กและอยู่รวมกันเป็นชุมชนเหนียวแน่น
ส่วนดาว 5 แฉกในภาพ คือ Cape Town Castle ครับ
แต่ District Six กลายเป็นตำนานขึ้นมา ก็เพราะรัฐบาลคนขาวในขณะนั้น มองว่าพื้นที่ District Six ที่คนดำอาศัยอยู่ เป็นพื้นที่ใจกลางเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูง จึงพยายามจะย้ายคนดำออกไปอยู่เขตนอกเมืองใหม่ที่จัดไว้ให้ (อันนี้ค่อยคล้ายกับใน District 9) แล้วย้ายคนขาวเข้ามาอยู่ในเขตนี้แทน
เรื่องความผูกพันกับถิ่นที่อยู่นี้ เป็นปัญหาโลกแตกของทุกชาติ เมื่อคนดำไม่ยอมย้ายออก ก็ต้องเจอกับมาตรการสุดท้าย "ไถ" เลยเป็นตำนานมาจนวันนี้
แม้ว่าสุดท้ายรัฐบาลจะสามารถขับไล่คนดำออกไปได้ แต่พอจะสร้างที่อยู่อาศัยของคนขาวก็เจอกับการประท้วงของคนดำเรื่อยมา จนในที่สุดก็ไม่สามารถสร้างอาคารขึ้นมาได้ จึงต้องปล่อยให้มันว่างๆ อยู่อย่างนั้น (คนดำเองก็ไม่อยากไปสร้างอะไรทับที่เดิม ปล่อยไว้เป็นอนุสรณ์)
เรื่องของการเหยียดผิวในยุคนั้น มีอยู่เสมอๆ
พิพธภัณฑ์แห่งนี้ เน้นเก็บรวบรวมความทรงจำของคนที่เคยอาศัยใน District Six มากกว่า (ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่กันเยอะ) เลยมีเรื่องราวหนหลังทำนองนี้อยู่มาก
ป้ายถนนในยุคนั้นที่เก็บรวบรวมกลับมาได้
บรรยากาศของ District Six ในสมัยก่อน
แผนที่อีกเวอร์ชัน แต่กลับหัวกันกับเวอร์ชันข้างบน
ของใช้ที่ยังสืบทอดมาได้
ตัวอย่างห้องในสมัยนั้น
หน้าตาของเจ้าของห้องครับ
เจ้าของห้องสมัยเรียน
สรุปว่า District Six เป็นเรื่องราวของคนที่เคยถูกไล่ที่มากกว่า ไม่มีการต่อสู้แล้วมีคนตาย มีการปะทะกันเท่าไรนัก อารมณ์เลยมาแนวโหยหาถิ่นเกิดแทนการอาลัยคนตาย (เทียบกับพวกพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันของนาซีแล้ว ความหดหู่ต่างกันเยอะ)
ออกมาจากพิพิธภัณฑ์ ใกล้ถึงเวลานัดหมายไปเกาะร็อบเบน ผมเลยเริ่มเดินทางกลับ (โดยการเดิน!!!) ระหว่างทางผ่าน Cape Town Castle ป้อมปราการและที่อยู่ของเจ้าเมืองในสมัยแรกเริ่มตั้งอาณานิคม
ตัวป้อมดูจากบนฟ้าจะเป็นรูปดาว 5 แฉกครับ แต่ไม่ได้เข้าไปเพราะไม่มีเวลา + ไม่ค่อยน่าสนใจนัก
สิงโตหน้าป้อม มีประวัติความเป็นมาพอสมควร
เดินเลยมาอีกนิด เป็นโซนขนส่งคมนาคม เพราะมีสถานีรถไฟตั้งอยู่ติดกับสถานีรสบัส อันนี้เป็นสะพานลอยคนเดินข้ามถนนระหว่างสองสถานีที่ว่า ให้อารมณ์ลูกทุ่งมาก มีแผงขายของนานาชนิดๆ ไม่เว้นแม้แต่ซีดีโป๊!
แผงขายอาหารข้างถนน สำหรับคนเดินทาง เป็นไส้กรอกแอฟริกา
บขส. แอฟริกา เหมือนสถานีขนส่งตามต่างจังหวัดบ้านเรา ไม่เล็กไม่ใหญ่
รถตู้เหมา เหมือนกับรถแดงเชียงใหม่ คือจะวิ่งไม่ประจำทาง แล้วแต่การว่าจ้าง มีเด็กรถคอยตะโกนเรียกผู้โดยสาร
ผมเดินอ้อมอีกทาง เลียบชายฝั่งกลับไปที่ V&A Waterfront เพื่อขึ้นเรือตอนบ่ายโมง อันนี้เป็นกิจการขายตรงแห่งโลกหล้า
ทางด่วนที่สร้างไม่เสร็จ หรือโดนทุบก็ไม่รู้แฮะ
ปั๊มน้ำมันแอฟริกาใต้ เผอิญว่าอยู่ในโซน Waterfront เลยดูดีอยู่บ้าง
ป้ายบอกทางสำหรับคนจะเดินไปสนาม Cape Town Stadium ตอนฟุตบอลโลก ว่าแต่บอกแบบนี้แล้วจะเดินไปทางไหนดีละ
อู่ซ่อมเรือ ญี่ปุ่นมาเชียว
ไซโลเก่าที่อยู่อีกด้านของ Waterfront เจ้าของคงจะนำมาปรับปรุงทำอะไรสักอย่างในเร็ววัน
ในที่สุดก็กลับมาถึง Waterfront จนได้ครับ (เดินกันขาลาก) ต่อจากนี้ผมจะขึ้นเรือไปเกาะร็อบเบน ติดตามอ่านได้ใน ทัวร์เกาะร็อบเบน (Robben Island) ตามรอยประวัติศาสตร์การแบ่งแยกผิวสีของแอฟริกาใต้
Comments
เหมียว
13 June, 2010 - 14:15
Permalink
เห็นป้ายเหยียดผิวทั้งเก้าอี้
เห็นป้ายเหยียดผิวทั้งเก้าอี้ ทั้งห้องน้ำำแล้วหดหู่ัจัง
iwhale
13 June, 2010 - 18:24
Permalink
เห็นรูปแล้วคิดถึง ตรง
เห็นรูปแล้วคิดถึง ตรง WaterFront มันจะมีร้านอาหารริมน้ำแบบนี้ สั่ง Seafood จานร้อนพวกกุ้งอะไรนี่มันจะมาเยอะมาก น้ำจิ้มแซบ วิวชิลมากเห็นนกนางนวลบินไปมา ราคาโอเค แต่อาจจะเพราะหิวเดินขาลากนี่แหละ :3
mk
13 June, 2010 - 20:28
Permalink
มีครับพี่ แต่แพงรากเลือด -_-'
มีครับพี่ แต่แพงรากเลือด -_-'
Add new comment