Cape of Good Hope and Cape Point

กลับมาต่อกันในซีรีส์ท่องแอฟริกาใต้นะครับ หวังว่าจะเขียนจบทริปก่อนฟุตบอลโลกนัดชิง -_-'

การเรียนคอร์สนี้มาถึงวันที่ 5 คือวันสุดท้ายแล้ว จากการต่อรอง + คนสอนก็คงหมดแรง เราเลยได้เรียนกันเฉพาะครึ่งวันเช้า รับประกาศนียบัตรพร้อมเลี้ยงปิดคอร์สตอนเที่ยง จากนั้นตอนบ่ายก็ตะลุยเที่ยวกันเลย

วันนี้ชาวคณะกับรถตู้คันเดิม มุ่งเป้าไปยังแหลมกู๊ดโฮปอันมีชื่อเสียงโด่งดังครับ

รู้จักกับแหลมกู๊ดโฮป

ผมเชื่อว่าคนที่ผ่านคอร์สภูมิศาสตร์พื้นฐานมาแบบผม เคยเรียนว่า วาสโก ดา กามา แล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ปลายทวีปแอฟริกาได้สำเร็จเป็นคนแรก ถ้ามาเปิดแผนที่โลกดู ย่อมต้องเข้าใจว่า แหลมกู๊ดโฮป คือติ่งที่อยู่ใต้สุดของพื้นทวีปตามจุดที่ลูกศรชี้ ถูกไหมครับ

Selection_001

คำตอบคือ ผิดดดดดดด...!!!!

ติ่งตรงนั้นเรียกว่า Cape Agulhas ต่างหาก

อ้าว แล้วแบบนี้ แหลมกู๊ดโฮปมันอยู่ตรงไหน อันนี้ต้องใช้แผนที่ภาคขยายครับ ลองซูมเข้ามาอีกนิดนึง

Selection_002

แหลมกู๊ดโฮปอยู่ตรงแง่งที่ยื่นออกมานั้นต่างหาก จุดที่ลูกศรชี้ในภาพ (นอกเรื่องนิดนึง ผมเพิ่งรู้ว่าโปรแกรม Shutter มันก็ใส่ลูกศรได้แฮะ)

แต่เรื่องยังไม่ตรงไปตรงมาง่ายๆ อย่างนั้นครับ ลองซูมเข้าไปอีกระดับ เอาเฉพาะแง่งอันนั้น (มีชื่อเรียกว่า Cape Peninsula)

Selection_003

บริเวณ Cape Peninsula เป็นอุทยานแห่งชาติ อยู่ทางตอนใต้ของเมือง Cape Town นั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ถ้าจำไม่ผิด

ตอนนี้ทุกคนคงเดากันว่า จุดใต้สุดของแหลมอันนี้ คือ แหลมกู๊ดโฮป ใช่ไหมครับ มันยังไม่ถูกอยู่ดี ปลายสุดแหลมอันนี้มีชื่อเรียกตามที่เขียนในแผนที่ว่า Cape Point

แล้วแหลมกู๊ดโฮปอยู่ตรงไหนกันแน่?

คำตอบต้องซูมเข้าไปจนสุดครับ

Selection_004

แหลมกู๊ดโฮปคือจุดที่ลูกศรชี้ มันคือติ่งข้างๆ Cape Point (แถมไม่อยู่ในจุดต่ำสุดของแหลมอีกต่างหาก) โอ้ว อะไรกันนี่ (ผมไปที่ Cape Point ก่อน โดยเข้าใจว่ามันคือแหลมกู๊ดโฮปอยู่ได้ตั้งนานแน่ะ)

จบการบรรยายภาคทฤษฎีแล้ว มาเริ่มการเดินทางกันเลย!

การเดินทางจากเมืองเคปทาวน์ไปยังแหลมกู๊ดโฮป และ Cape Peninsula ค่อนข้างยากเล็กน้อยครับ เพราะต้องจ้างหรือเช่ารถไปสถานเดียวเท่านั้น (หรือไม่ก็ต้องซื้อทัวร์ไป ถ้าไปคนเดียวหรือน้อยคนก็จะยากหน่อยในเรื่องราคา) แต่ของผมไม่ใช่ปัญหาเพราะอัดกันไปประมาณ 15 คนในรถตู้เหมาคันเดียว ราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก แถมมีบริการรับส่งถึงหน้าโรงแรม (แต่ต้องแลกกับการนั่งเมื่อยๆ หน่อยนะ)

ระหว่างทางเราก็นั่งรถเลียบริมทะเลไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ยกเว้นเจอสิ่งนี้อยู่ข้างทาง

Baboon on Car

Baboon on Car

มันคือ ลิงบาบูน! แถมไปนั่งอยู่บนกระโปรงหน้ารถอีกต่างหาก (เห็นคนขับรถคันนั้นยิ้มแหยๆ ไม่รู้จะทำยังไงดี) มันขึ้นไปได้ยังไงนี่ไม่ทราบ เพราะตอนรถเราไปถึงมันก็นั่งอยู่แล้ว

Entrance to Cape Point

นั่งรถมาอีกสักพักก็จะเจอรั้ว และปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติ Cape of Good Hope

Entrance to Cape Point

ค่าเข้าชมคนละ 75 Rand ครับ แถมเค้าปิดก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าออกช้าโดนปรับ ตอนที่เราไปถึงนั้นก็เย็นพอสมควรแล้ว (เกือบ 5 โมง) วันนั้นประกาศปิด 18.23 ก็ต้องรีบทำเวลากันหน่อย

Cape Point

เข้ามาในอุทยานอีกสักหน่อยนึง ก็จะถึงจุดเกือบสุดปลายแหลม อันนี้รถตู้ที่นั่งมา แว้นมาก

Cape Point

หน้าทางขึ้นจะเจอกับป้าย ที่เห็นลิบๆ นั่นคือ Cape Point ส่วนป้ายชี้ไปยังทางแยกที่จะไป Good Hope (สถานการณ์ตอนนั้นทุกคนยังงงๆ กันอยู่ เข้าใจว่าอันลิบๆ คือ Good Hope)

Cape of Good Hope

นี่คือหน้าตาของ Good Hope ของจริงครับ (จากป้ายเมื่อกี้ หันไปตามป้าย อยู่ทางขวามือ)

Cape Point

ส่วนประภาคารที่เห็นในภาพ มันคือ Cape Point คนละอันกันนะ

Cape Point

ว่าแล้วก็ได้เวลาเดินขึ้นเขากัน ทางทำดี เดินง่าย แต่ก็เหนื่อยใช่เล่น (มีรถบัสบริการ แต่ตอนที่ไปเหมือนจะปิดแล้ว)

Cape Point

เพื่อนร่วมทีมยืนหมดแรงระหว่างทาง ซ้ายบังคลาเทศ ขวาอินโด

Cape Point

พ่อหนุ่มอินโดคนนี้เป็นนักข่าวสายโทรคมนาคม มาพร้อมกับ DSLR เลยปล่อยพี่แกถ่ายรูปไปนะ

Cape Point

มีทางแยกเดินไปดูริมผาได้ด้วย แต่เวลาน้อย ทุกคนเลยมุ่งไปที่ประภาคารกันมากกว่า

Cape Point

แถวประภาคารยังมีป้ายระวังบาบูนอยู่เลยเนี่ย

Cape Point

หันกลับไปดูด้านหลัง (ทิศตรงข้ามกับ Cape Point) จะเห็นว่า Cape Peninsula จุดนี้แคบมาก เห็นทะเลสองด้านชัดเจน

Cape Point

มาถึงแล้ว Cape Point

Cape Point

นี่คือจุดสิ้นสุดของแผ่นดิน หินก้อนนี้ล่ะ (ถ้าสังเกตดีๆ ตรงปลายของเงาจะเห็นบ้านหลังเล็กๆ อยู่ด้วย เข้าใจว่าเป็นบ้านเฝ้ายามในอดีต)

Sea view from Cape Point

พานอรามาแบบเบี้ยวๆ ครับ

Cape Point

หันไปมองด้านซ้าย จะเห็นแผ่นดินใหญ่ของแอฟริกาอีกฟากของทะเล (ถ้านึกไม่ออกดูแผนที่ข้างบนประกอบ)

Cape Point

สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลก ก็หนีไม่พ้นป้ายแบบนี้ (ไม่มีกรุงเทพนะ)

Cape Point

ประภาคารสร้างตั้งแต่ปี 1860

Cape Point

ชาวคณะถ่ายรูปกับประภาคาร เสื้อฟ้านั่นมาจากภูฏาน (ภูฏานไม่มีไฟเขียวไฟแดงจริงๆ คอนเฟิร์ม) เสื้อแดงจากเนปาลครับ

Cape Point

ลาแล้ว Cape Point

Cape Point

ทางเดินที่เดินกันมา อันนี้เห็นแค่ 1/3 ของทางเดินทั้งหมด

Cape Point

ร้านขายของที่ระลึกที่ตีนเขา ตอนเรากลับมามันปิดเสียแล้ว จากป้ายจะเห็นชื่อ Flying Dutchman เป็นตำนานเรือผีของแถวนี้ เห็นว่าเป็นต้นตำรับเลย (Pirates of the Caribbean เลยเอาชื่อนี้ไปใช้ด้วย)

หลังจากลงเขาแล้ว ทุกคนนั่งหมดแรงกันตีนเขา รอสมาชิกกลับมาครบเตรียมจะกลับเคปทาวน์ คุณพี่คนขับรถของเราก็พาขับวนไปอีกทาง ซึ่งก็ไปเจอกับหินก้อนหนึ่ง

Cape of Good Hope

ใช่แล้ว นี่แหละ Cape of Good Hope!!! ของแท้อันแค่นี้ล่ะครับ (ผมมารู้ความจริงก็ตอนนี้แหละ โง่มาตั้งนาน)

Cape of Good Hope

จุดตะวันออกเฉียงใต้ที่สุดของทวีปแอฟริกา (ฟังแล้วมันไม่ค่อยเท่เลยเนอะ)

Cape of Good Hope

ทีมงานผู้กระตือรือล้นวิ่งไปถ่ายรูปกันที่สุดขอบทะเล คนขับรถร่างยักษ์หมวกแดงก็ตามไปกับเขาด้วย

Cape of Good Hope

มี Renault ของใครไม่รู้จอดอยู่ตรงนั้นคันนึง ผมเลยถ่ายมาไว้เป็นที่ระลึก เหมือนโฆษณาขายรถดี

Cape of Good Hope

รถรุ่นใหม่กับบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก ที่สุดขอบตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา

สรุปว่าเลทไปพอสมควรครับ ออกจากประตูอุทยานตอนประมาณ 18.50 น เจ้าหน้าที่ไม่สนใจสักนิด แค่ขู่สินะ

ในอุทยานนี้มีสัตว์ป่าไม่น้อยทีเดียว นอกจากลิงบาบูนนอกอุทยานแล้ว เห็นกวางเขาสวยๆ วิ่งอยู่หลายตัว เหมือนมีคนบอกว่ามีเสือด้วยแต่ไม่เห็นนะ

Boulders

บริเวณใกล้ๆ กับแหลม ยังมีจุดท่องเที่ยวที่น่าแวะอีกแห่ง เรียกว่า Boulders ครับ อยู่บริเวณ Simon Town ในแผนที่ด้านบนๆ

Penguin

Boulders คืออะไร มันคืออาณาจักรของนกเพนกวิน!!!

เพนกวินพวกนี้เรียกเพนกวินแอฟริกา ตัวเล็กน่ารัก และสีดำ-ขาว ไม่มีสีเหลืองมาแซมเหมือนเพนกวินขั้วโลก ที่ Boulders เค้าจะทำสะพานไม้ยาวให้เราเดิน แล้วล้อมรั้วโปร่งแบบเตี้ยๆ ไว้ให้ดูนกเพนกวินที่อยู่ข้างทาง ใกล้ชิดกับเพนกวินมาก (ถ้าเป็นเมืองไทย เพนกวินคงโดนอุ้มไปหมดแล้ว)

Penguin

เพนกวินเชื่องมากครับ ขุดดินเป็นรูไว้นอนด้วย น่ารักสุดๆ

Penguin

เดินๆ ไปจะได้ยินเสียงเพนกวินร้องด้วย เสียงมันบรรยายเป็นคำพูดลำบากแฮะ จะอู้อี้ๆ อยู่ในคอ

Penguin

Penguin

เพนกวินๆ หมู่บ้านเพนกวิน

Penguin

พวกผมไปกันตอนค่ำมากแล้ว ขาเดินไปใน Boulders เกือบมืด ขากลับมืดสนิท (น่ากลัวโคตร) เค้าไม่ให้ลงไปในหาดที่อยู่ติดกัน ที่เห็นลิบๆ ในภาพนั่น Table Mountain ของเมือง Cape Town

สุดท้ายรถกลับมาส่งที่โรงแรม ยังไม่มีใครได้กินข้าว (ข้างทางมันไม่มีอะไรให้แวะกินเลยจริงๆ) เลยกลับไปกินกันที่ Waterfront เหมือนเดิม

Dodge

ทีมสาวๆ ที่ไปด้วยกันเค้ากินร้านนี้แล้วติดใจ เลยไปกันอีก ผมเลยตามไปด้วยครับ ร้านนี้ชื่อ Dodge อยู่ในห้าง Victoria Wharf ติดทางเข้าเลย หาไม่ยาก

Dodge Menu

มันคือฟาสต์ฟู้ดแบรนด์ของแอฟริกานั่นล่ะ มีราคากินในร้านกับซื้อกลับบ้าน ที่ถูกกว่านิดหน่อย

Dodge - Victoria Wharf

บรรยากาศ การตกแต่งจะเป็นแบบแก๊งซิ่งนิดนึง แต่ไม่มีอะไร

Chocolate Milkshake

คนที่นี่จะชอบกินมิลค์เชคกันมาก ร้านทำนองนี้จะขายมิลค์เชคกันหมด ผมสั่งช็อคโกแลตเชคไป ที่ได้กลับมาน่าตะลึงมาก เพราะมีกระป๋องแถมมาอีกอัน พนักงานเสิร์ฟบอกว่าแก้วมันใส่ได้ไม่หมด เลยแถมมาให้ (ทุกคนที่สั่งมิลค์เชค ได้แถมเหมือนกันหมด แปลกดี)

Chicken Salad

สลัดไก่ ไม่ใช่ของเรา ไม่ได้ชิม

Roast Chicken

สเต๊กไก่ย่าง แอบถ่ายของคนอื่นอีกเหมือนกัน

Cheese Burger

อันนี้ของผมครับ ชีสเบอร์เกอร์ + หอมทอด + มันทอด อยากบอกว่าหอมทอดอร่อยสุดๆ เบอร์เกอร์คิงชิดซ้ายไปเลย (ส่วนเบอร์เกอร์ก็งั้นๆ แหละ)

กินเสร็จก็กลับโรงแรมนอนสลบครับ วันนี้ถือเป็นวันสุดท้ายในแอฟริกาใต้ของหลายๆ คน เพราะต้องกลับไฟลท์เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ส่วนผมยังอยู่ต่ออีกสองวัน :P ไปไกลถึงขนาดนั้นแล้ว เอาให้คุ้ม

Comments

- Cape Point วิวสวยจัง แต่ท่าทางจะเดินไกลไม่ใช่เล่น
- นกเพนกวินอยู่ในโพรงดินก็น่ารัก แอบกรีด eye liner สีชมพูด้วย ^-^

Add new comment