การผลักดันนโยบายตามระบอบประชาธิปไตย

ตอนจบแล้วครับ

ความเดิม: ตอนที่หนึ่ง, ตอนที่สอง, ตอนที่สาม, ตอนที่สี่

เขียนมาตั้งยาว ผมขอสรุปดังนี้ครับ

  • ทุกคนมีความฝันของตัวเอง อยากเห็นโลกหมุนไปในทางที่เราอยากให้มันเป็น แน่นอนว่าเป็นประโยชน์กับเราด้วย
  • ความฝันเป็นเรื่อง subjective คือ ผมย่อมต้องเห็นความฝันของผมดีที่สุดอยู่แล้ว
  • แม้ว่าความฝันของผม อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาคนอื่นก็ได้ เช่น ผมอยากให้หมอทั้งประเทศไทยเป็นผู้หญิงล้วน ใส่ชุดรัดรูปเวลาตรวจโรค
  • แต่ผมสามารถ defend ความฝันผมได้ ด้วย "เหตุผลทางวิชาชีพ" (ซึ่งไม่รู้ว่าล้าสมัยไปหรือยัง มั่วมาหรือเปล่า วิชาชีพเดียวกันอาจคิดคนละแบบ และเป็นการมองแบบเข้าข้างตัวเองหรือไม่) จริงๆ หมายถึงเหตุผลอะไรก็ได้ตามแต่จะอ้างนั่นล่ะครับ
  • สรุปว่าความฝันของใครดีกว่ากัน พูดยากสุดๆ
  • แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำตามความฝันของทุกคนได้ เพราะทรัพยากรมีจำกัด
  • ถ้าอยากให้ฝันเป็นจริง ผมก็ต้องพึ่งพิง "อำนาจ" ในการดำเนินการอยู่ดี
  • วิธีง่ายๆ ผมสามารถ "ล็อบบี้" ผู้มีอำนาจในขณะนั้น ให้ดำเนินการตามที่ผมอยากได้
  • แต่วิธีล็อบบี้ก็มีข้อเสีย ตรงที่ผมมีความเสี่ยงจะถูกเบี้ยวได้เสมอ ไม่ได้ในสิ่งที่ผมอยากได้ แม้ว่าจะลงทุน ลงทรัพยากรในการล็อบบี้ไปแล้วก็ตาม
  • สุดท้ายแล้ว วิธีเดียวที่จะการันตีว่า โลกจะหมุนไปในแบบที่เราฝัน ก็คือ ผมต้องมี "อำนาจ" นั้นในมือเสียเอง

อ่านไม่รู้เรื่อง อธิบายใหม่!

มนุษย์ทุกคนมีผลประโยชน์ของตัวเอง และคนที่ใกล้เคียงกัน ย่อมมีผลประโยชน์คล้ายคลึงกัน เช่น

  • คนแถวหมู่บ้านผมย่อมอยากได้ถนนหน้าหมู่บ้านดีๆ
  • บริษัทก่อสร้าง อยากได้งานสร้างถนนสม่ำเสมอ
  • บริษัทโทรคมนาคม อยากได้ใบอนุญาต 3G ในราคาถูกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • หมอ อยากให้โรงพยาบาลของตนได้งบประมาณสาธารณสุขมากพอกับคนไข้
  • ทหาร อยากให้เจ้านายของตัวเองได้เป็น ผบ. ทบ.

แน่นอนว่า งบประมาณสร้างถนน งบสาธารณสุข ความถี่ 3G และเก้าอี้ ผบ.ทบ. มีจำกัด ใครจะเป็นคนได้มันไป?

คำตอบคือ ทุกฝ่ายก็ต้อง "ช่วงชิง" เอา "อำนาจในการกำหนด" ทรัพยากรที่ตัวเองอยากได้มา ด้วยวิธีการต่างๆ

วิธีการมีมากมาย ตัวอย่างเช่น

  • ยัดเงินใต้โต๊ะให้นายกเทศมนตรีสร้างถนนให้หน้าหมู่บ้าน
  • จีบลูกสาวนายกแล้วข่มขู่ว่าจะพาหนีถ้านายกไม่ทำตามคำเรียกร้อง
  • กล่าวหาว่าบริษัทโทรคมนาคมอื่นๆ เป็นบริษัทของต่างชาติ
  • ส่งคนของตัวเองไปเป็นรัฐมนตรีคมนาคม จะได้กำหนดจุดสร้างถนนได้
  • รัฐประหารรัฐบาลที่ไม่ยอมแต่งตั้ง ผบ. ทบ. ทิ้งไปซะ
  • เอาม็อบมาปิดสนามบิน
  • เอาม็อบมาปิดราชประสงค์
  • ฯลฯ

วิธีการที่ว่ามา ฟังดูสกปรก รับไม่ได้ ผิดศีลธรรม ฯลฯ ใช่ไหมครับ?

ตามหลักการประชาธิปไตย

ได้กำหนดวิธีการช่วงชิงทรัพยากรไว้ว่า

  • ยื่นข้อเสนอ (ที่ไม่รู้ว่า "ดี" หรือไม่ เพราะมัน bias ต่อผู้เสนอแน่ๆ) ของกลุ่มของคุณมา
  • ถ้าคนส่วนมากเห็นด้วย ก็ทำตามนั้น

ถ้าทุกคนในประเทศไทยมี iPad ต่อ 3G สัญญาณดีไม่ดับ

  • ยื่นข้อเสนอ (โลกในมุมที่คุณอยากให้เป็น) ขึ้นมาบนหน้าจอ iPad ของทุกคน
  • เวลา 15.00 กดโหวตพร้อมกัน ถ้าเกินครึ่ง เอาตามนั้น

ปัญหาคือ iPad ยังไม่มีขายในไทย ดังนั้นตอนนี้เราต้อง

  • ส่ง "ผู้แทน" ของ "กลุ่มผลประโยชน์" ของพวกคุณมา
  • "กลุ่มผลประโยชน์" ไหน มี "ผู้แทน" สูงสุด ให้สิทธิ์กลุ่มนั้นเป็นผู้ดำเนินการ จะไปสั่งการใครด้วยวิธีไหนก็อีกเรื่องนึง แล้วแต่เห็นสมควร

แปลอีกรอบ

  • ผู้แทน = ส.ส.
  • กลุ่มผลประโยชน์ = พรรคการเมือง

นี่คือแนวทางตามระบอบประชาธิปไตยสากลในปัจจุบัน

ตอนนี้

กลุ่มทุนก่อสร้าง กลุ่มทุนธนาคาร กลุ่มทุนโทรคมนาคม กลุ่มทุนสื่อมวลชน เรียนรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

ดังจะเห็นได้จาก

  • รัฐมนตรีนามสกุลศิลปอาชา ลิปตพัลลภ ชาญวีรกูล
  • นายกรัฐมนตรีนามสกุลชินวัตร และวงศ์สวัสดิ์
  • รัฐมนตรีนามสกุล มาลีนนท์

กลุ่มทุนเก่า เศรษฐีดั้งเดิม ผู้ดีเก่า เรียนรู้เรื่องนี้มานานยิ่งกว่า

ดังจะเห็นได้จาก

  • นายกรัฐมนตรีนามสกุล เวชชาชีวะ
  • รัฐมนตรีนามสกุล จาติกวณิช สภาวสุ เทวกุล สารสิน

กลุ่มทุนท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลตามจังหวัดในภูมิภาค ก็เรียนรู้เรื่องนี้เช่นกัน

ดังจะเห็นได้จาก

  • รัฐมนตรีนามสกุล ขจรประสาท เทียนทอง เทือกสุบรรณ
  • รัฐมนตรีและประธานสภานามสกุล ชิดชอบ

ฯลฯ

กลุ่มผลประโยชน์ข้างต้นที่ยกมา เล็งเห็นความสำคัญของการพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง จึงส่งตัวแทนเข้ามาปกป้อง โดยใช้กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (ซึ่งประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน)

ผลที่ได้ก็ออกมาดีนะครับ ถ้าดูจากผลประโยชน์ที่กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้รับ ก็ไม่น้อยเลยล่ะ ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรนี่ที่กลุ่มเหล่านี้ได้มันไป เพราะเขาเข้ามาเพื่อปกป้องและช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเอง

ตอนนี้กลุ่มใหม่ๆ หลายกลุ่มเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้จัดการ ที่เริ่มเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเอง (หลังจากโดนเบี้ยวมาหลายรอบ) ด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ พวกเขาเรียนรู้ว่า ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องมีผู้แทนของตัวเอง เข้าไปช่วงชิงผลประโยชน์ในรัฐสภาและรัฐบาล มีแค่มวลชนนอกสภาอย่างเดียวไม่พอ ต้องแปรเปลี่ยนมวลชนให้เป็นผู้แทน (ผ่านการโหวต) ด้วยอีกต่อหนึ่ง

หลายกลุ่มเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้ ทำไมกลุ่มอื่นๆ ไม่เข้าไปช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเองกันบ้างละครับ

  • กลุ่มตำรวจ อยากได้นโยบายให้รถตำรวจฟรีพร้อมน้ำมันตลอดชีพ ก็ตั้งพรรคตำรวจ
  • กลุ่มครู อยากให้งบครูเพิ่มขึ้น นักเรียนต่อห้องลดลง ปิดเทอมยาวหน่อย ก็ตั้งพรรคครู
  • กลุ่มหมอ อยากให้รัฐดำเนินนโยบายตามใจหมอ งบมากพอกับปริมาณคนไข้ ก็ตั้งพรรคหมอ
  • กลุ่มทหาร อยากให้รัฐดูแลทหารดีๆ สร้างความเจริญให้กับเขตทหารเยอะหน่อย ก็สนับสนุนพรรคเอาใจทหาร (ซึ่งก็คือพรรคประชากรไทยของคุณสมัคร ซึ่งเป็น ส.ส. เขตทหาร)
  • กลุ่มคนริมแม่น้ำโขง อยากสร้าง/ไม่อยากให้สร้างเขื่อนริมแม่น้ำโขง ก็สนับสนุนพรรคริมโขง (ซึ่งก็คือพรรคความหวังใหม่ อีสานเขียว)
  • กลุ่มคนสุพรรณ อยากให้สร้างถนนดีๆ สร้างสวนสาธารณะ ขอความเจริญในพื้นที่ ก็สนับสนุนพรรคสุพรรณ (ซึ่งก็คือพรรคชาติไทย ในส่วนของคุณบรรหาร)
  • กลุ่มคนโคราช อยากได้จังหวัดมีมหาวิทยาลัยมาเปิด ก็สนับสนุนพรรคโคราช (ซึ่งก็คือพรรคชาติพัฒนา ในยุคของชาติชาย)
  • กลุ่มคนรักสิ่งแวดล้อม อยากให้มีนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมมากๆ ก็ตั้งพรรคสิ่งแวดล้อม (ซึ่งก็คือพรรคกรีนในหลายประเทศ)
  • กลุ่มผู้ใช้แรงงาน อยากให้มีนโยบายสวัสดิการแรงงาน ขึ้นค่าแรง ก็ตั้งพรรคแรงงาน (ซึ่งก็คือพรรคแรงงานของอังกฤษ)
  • กลุ่มคนจีน อยากให้คนจีนเรียนฟรี รักษาฟรี วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการ ก็ตั้งพรรคคนจีน (ซึ่งมีในมาเลเซีย)
  • กลุ่มคนโหลดบิต ไม่อยากให้ปิด The Pirate Bay ก็ตั้งพรรค Pirate Party (ซึ่งมีอยู่จริงและได้ที่นั่งในสภายุโรปถึงสองเสียง)

ปิดท้าย

ผิดหวังที่นโยบายรัฐไม่เป็นไปตามความต้องการ ไม่ใช่ว่าความคิดของคุณจะถูกเสมอไปนี่นา (แม้ว่าคุณจะอ้างวิชาชีพก็ตาม) คนอื่นไม่ได้คิดเหมือนคุณทุกคนเสียหน่อย คุณอาจคิดแบบนี้คนเดียวในโลกก็ได้

ผิดหวังแล้วนั่งบ่น นั่งด่า มันก็สะใจดี หายเครียดบ้าง แต่ในระยะยาวก็ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ เสียทรัพยากรด้วย

ลุกขึ้นมาเปลี่ยนนโยบายที่เราไม่ชอบ ด้วยมือของเราเองกันดีกว่า ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องกลัวใครเบี้ยว การันตีว่าสิ่งที่เราฝันมันจะเกิดขึ้น ด้วยมือของเราเอง

การเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ชอบรอบๆ ตัวเรา บางครั้งอาจแก้ได้ไม่ยากนัก ด้วยการลุกขึ้นมาทำมันเสียเองในแบบที่เราอยากให้มันเป็น

แต่การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศ ตามหลักประชาธิปไตยสากล มันมีกระบวนการของมันอยู่ นั่นคือ ส่งตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ของเรา เข้าไปต่อสู้ช่วงชิงมันมา ในเวทีของรัฐสภา (กฎหมาย) และรัฐบาล (นโยบายและการดำเนินงาน)

ขอให้ความฝันของทุกท่านจงสำเร็จลุล่วง ตามวิถีของประชาธิปไตยเทอญ

Comments

"แต่การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศ ตามหลักประชาธิปไตยสากล มันมีกระบวนการของมันอยู่ นั่นคือ ส่งตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ของเรา เข้าไปต่อสู้ช่วงชิงมันมา ในเวทีของรัฐสภา (กฎหมาย) และรัฐบาล (นโยบายและการดำเนินงาน)"

ไม่ใช่อย่างงั้นซะทีเดียวนะครับ

เวลามาถึงแล้วครับ แล้วเราต้องลงมือทำอะไรบางอย่างแล้ว

อันนี้ อ่านแล้วเข้าใจง่ายกว่า สี่อันก่อนเยอะเลย
สี่อันก่อน อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบซะเยอะ คนนอกวง อ่านแล้วงง
อันล่าสุด ยกชื่อ กันเห็นๆ เข้าใจได้ในทันที ฮา

ผมอ่านแล้วคิดถึงหนังเรื่อง Valkyrie เลย "ถ้าไม่มีอำนาจตัดสินใจ ก็ต้องยึดอำนาจมาเป้นของเรา"

ตอบคุณ Iterator ว่า อันนี้เป็นเวอร์ชัน simplify น่ะครับ ตั้งใจลดทอนรายละเอียดบางอย่างลงไป เดี๋ยวมันจะเบี่ยงเบนประเด็นที่จะนำเสนอ

เห็นด้วยหลายส่วนครับ
ถ้าทั้งหมดเป็นอย่างนี้ โลกนี้คงหาความน่าอยู่ได้อยากมาก

ที่เศร้ากว่านั้นคือ ระบบที่ประเทศเราอยู่ มันเป็นแบบนี้จริงๆ

คุณ mk เป็นคนดี คนนี้ผมเชียร์!! :D

เป็นโร้ดแมปที่อาจอธิบายอนาคตอันรุ่งโรจน์ของคุณ mk ได้ชัดเจนมากเลยครับ นับถือ :)

ทั้งหมดที่ว่ามานี่เห็นด้วย

แต่ถามว่า ถ้าอยากได้เป้าหมายแค่ว่า "พวกเอ็งสู้ๆกันให้มันอยู่ในกติกาหน่อย" เนี่ยจะทำยังไง
เพราะถ้าตั้งมวลชนเข้าไปชิงด้วย ก็กลายเป็น ละเมิดจุึดตั้งต้น(คือผลประโยชน์) ของตัวเอง
ถ้าไม่ตั้งมวลชน ก็กลายเป็นว่า หมาบ้ากัดกันแล้วเราซวยไปด้วยซะงั้น?

ปัญหาตอนนี้คือ ฝ่ายหนึ่งละเมิดกติกา(ปฏิวัติ) แล้วอีกฝ่ายก็เอาบ้าง ลงท้ายก็เละตุ้มเป๊ะ!

อ้อ ว่าแต่ว่าการปกป้องผลประโยชน์(ตามระบอบ+กติกาเป๊ะ) แบบนี้ยอมรับได้รึเปล่า

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K9155756/K9155756.html

คิดเล่นๆนะครับ ถ้าตั้งพรรคการเมืองยิบย่อยไปหมด มันจะมีพลัง หรือได้อำนาจพอเพียงที่จะทำในสิ่งที่กลุ่้มผลประโยชน์นั้นต้องการได้จริงๆเหรอครับ เช่นทุกคนหันมาตั้งพรรคการเมืองหมด ได้ตัวแทนไปคนละ 1 คน 2 คน ต่อพรรค สุดท้ายก็ต้องมารวมกัน แล้วก็ต้องไปล็อบบี้กับคนที่มีอำนาจมากกว่าอีกชั้นนึงอีกอยู่ดี

คิดแล้วปวดหัว

ตอบคุณ naphob ครับ

ที่ผมเขียนมานั้น simplify สุดๆ เลยครับ จริงๆ มันควรมีภาคต่อ (ที่ผมยังคิดว่าไม่จำเป็น) คือ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นจริง นั่นคือ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ไปอิงแอบกับพรรคการเมืองอยู่ดี

เช่น

หมอแนวคิดสาย A ไปอยู่กับพรรค X

หมอแนวคิดสาย B ไปอยู่กับพรรค Y

แล้วพรรค X กับ Y แข่งกัน ใครชนะ หมอกลุ่มนั้นจะได้กำหนดประเด็นสุขภาพไป เช่นเดียวกับ ทนายสาย C และ ทนายสาย D ที่แข่งกันกำหนดกฎหมาย เป็นต้น

อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาไงครับ

ตอบคุณ house

ผมเชื่อในเรื่อง lobbying space นะครับ ถ้าเป็นตลาดเสรี คือ การต่อรองในระดับรัฐสภา ไม่มี "มือที่มองไม่เห็น" มายุ่งเกี่ยว มันจะสานผลประโยชน์กันได้เสมอครับ

คือมี feedback loop คุมอยู่ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายนึงนอกกรอบเกินไป ก็จะสูญเสียพลังสนับสนุนจากมวลชนไปเอง

ปัญหา ณ ขณะนี้ คือ "มือที่มองไม่เห็น" ช่วยดันฝ่ายที่ออกนอกกรอบก่อน ไม่ให้เป็นไร ทำให้ balance ของระบบมันเสียไปแต่ต้น

ตอบคุณ iMenn

นี่หลักประชาธิปไตยพื้นฐานครับ ผมแค่เอามาเล่าใหม่ในรูปแบบนิทาน ไม่ได้คิดอะไรเพิ่มเลยครับ ปรับ format อย่างเดียว

อ่านถึง "ถ้าคนส่วนมากเห็นด้วย ก็ทำตามนั้น" ก็เลิกอ่านแล้ว .. ไร้เดียงสาเรื่องประชาธิปไตย แต่อยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตย

คุณสาวก ช่วยเขียนแนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยของคุณ ให้อ่านได้มั้ย ?
(ถ้าเป็นไปได้ ขอยาวๆ แบบที่เจ้าของ blog นี้เขาเขียนด้วยก็ดี
จะได้เข้าใจแจ่มแจ้งกันไปเลย
ดีกว่าการมาติกัน 2 บรรทัดแบบนี้)

แนวคิดประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ครบถ้วน มีอยู่มากมายทั้งในหนังสือ เอกสารวิชาการ ตามห้องสมุดต่างๆ ครับ ถ้าลองอ่านดูจะเข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร (อธิบายรายละเอียดที่มา แนวคิด ค่อนข้างยาว และผมเกรงว่าผมพิมพ์ลงไปอาจจะไม่ครบถ้วน)

ส่วนสาเหตุที่ผมไม่อ่านต่อหลังจากบรรทัด "ถ้าคนส่วนมากเห็นด้วย ก็ทำตามนั้น" เป็นเพราะว่าเมื่อแนวคิดพื้นฐานเรื่องประชาธิปไตยผิด ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอ่านเรื่องอื่นๆ ที่ตามมา เหมือนกับสูตรคณิตศาสตร์ ถ้าสมการตั้งต้นผิด มันก็ผิดตลอดไปจนจบแหละครับ

"ถ้าคนส่วนมากเห็นด้วย ก็ทำตามนั้น" เป็นเรื่องจริงของประชาธิปไตย(แบบสุดโต่ง) นี่เองที่ทำให้ผมเกลียดประชาธิปไตย เพราะแม้แต่คำว่าถูกผิดก็ไม่สามารถคาดเดาได้ขึ้นอยู่กับว่าสังคมช่วงนั้นเป็นอย่างไร ในประชาธิปไตยนั้น ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ผมยกตัวอย่างเช่น

ทุกวันนี้นั้น โสเภณีในประเทศไทยไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเพราะกฎหมายเค้าว่าอย่างนั้น แล้วก็หมายก็หมายก็มาจากพวกที่นั่งอยู่ในสภาทั้งหลาย แล้วพวกนั้นก็มากจากประชาชนส่วนใหญ่เลือกอีกที ถ้าวันนึงประเทศนี้ คนส่วนใหญ่เห็นควรให้โสเภณีเป็นอาชีพสุจริต บัญญัติในรัฐธรรมนูญ เมื่อนั้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอีกต่อไป ผมยกตัวอย่างได้ถูกไหมว่าประชาธิปไตยไม่มีคำว่า "ความถูกต้อง"

ถ้าต้องการความถูกต้องจริง ๆ ไม่ควรใช้ประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป ควรจะไปใช้รัฐศาสนา ซึ่งผมชอบอย่างนั้นเพราะสิ่งที่ศาสนากำหนดนั้นไม่ควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ยกตัวอย่างถ้าเป็นรัฐอิสลาม โสเภณี จะไม่มีวันถูกกฎหมายตลอดกาล

ผมไม่เถียงเรื่องมีอที่มองไม่เห็น
แต่ Does The End Justify The Means? เราทำทุกอย่างได้ถ้าเราพอใจผลสุดท้าย?

ผิดหวังที่นโยบายรัฐไม่เป็นไปตามความต้องการ ไม่ใช่ว่าความคิดของคุณจะถูกเสมอไปนี่นา (แม้ว่าคุณจะอ้างวิชาชีพก็ตาม) คนอื่นไม่ได้คิดเหมือนคุณทุกคนเสียหน่อย คุณอาจคิดแบบนี้คนเดียวในโลกก็ได้

ดังนั้นการเคลื่อนไหวที่เดือดร้อนชาวบ้าน มันไม่ควรได้รับการยอมรับแต่แรกอยู่แล้ว ผมไม่มีปัญหากับการเรียกร้อง แต่ผมมีปัญหากับวิธีการเรียกร้อง

การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศ ตามหลักประชาธิปไตยสากล มันมีกระบวนการของมันอยู่ นั่นคือ ส่งตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ของเรา เข้าไปต่อสู้ช่วงชิงมันมา ในเวทีของรัฐสภา (กฎหมาย) และรัฐบาล (นโยบายและการดำเนินงาน)

ขอให้ความฝันของทุกท่านจงสำเร็จลุล่วง ตาม"วิถีของประชาธิปไตย"เทอญ

ผมคิดว่าผู้เขียนเขาอยากจะ simplify idea เลยไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมดครับ ถ้าคิดว่ามีจุดผิดพลาด การติเพื่อก่อก็น่าจะเป็นผลดีกว่าการบอกให้ไปอ่านเอาเองนะครับ (เพราะก็ไม่รู้จะอ่านเล่มเดียวกันหรือเปล่า) การยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และนำเสนอความเห็นของตัวเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอครับ

หรือผมเข้าใจผิด?

ตอบคุณ naufal ว่าใช่ครับ คือ ความถูกผิดเป็นเรื่อง subjective ไม่มีในระบอบประชาธิปไตยน่ะครับ ซึ่งกรณีอย่างโสเภณีที่คุณยกมา ก็เป็นเรื่องถูกกฎหมายในเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

และผมก็เห็นด้วยกับคุณ naufal อีกว่า ถ้าไม่เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตย ก็ควรเปลี่ยนไปใช้ระบอบอื่นๆ เช่น รัฐศาสนา ฯลฯ อะไรก็ว่าไปครับ

เพียงแต่ไม่ควร "อ้างประชาธิปไตย" แล้วเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แบบคุณที่ไม่ลงชื่อน่ะครับ

ตอบคุณ house ว่า

เอาเข้าจริงแล้ว means ก็เป็นเรื่อง subjective เช่นกันครับ ว่าแบบไหนดีไม่ดี

แต่ในทางปฏิบัติ ก็จะมี means บางอย่างที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปว่า ไม่ดี เช่น ฆ่าคน

ก็เลยต้องมี process ในการจำกัด means ที่เป็นไปได้ด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งมันก็คือ rules of law นั่นเองครับ

กลุ่มที่มีพลังในการสร้างตัวแทนมากสุดคือกลุ่มทุนไง

ปัญหานี้แก้ยังไงดี

@iJoza

กลุ่มทุน มีพลังเยอะ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง?

อยากได้ต้องทำเอง สินะ

Mk ตอบไม่ตรงคำถาม เพราะประโยคนี้ไม่เกี่ยวเลยว่า Means จะเป็น Subjective หรือ Objective

"การทำสิ่งที่ตัวเองรู้ว่าผิด" กับ "การทำสิ่งที่คนอื่นมองว่าผิด" สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

ผมยกตัวอย่้างได้แบบนี้

ทักษิณไม่ได้มองว่าการขายหุ้นของเขาในตลาดแล้วไม่เสียภาษีผิด สังเกตได้จากให้ที่ปรึกษาออกมาพูด ตัวเองพูดแบบภูมืใจด้วยซ้ำ(อันนี้คือทำสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าผิด)
แต่การซุกหุ้น เขารู้ตัวว่าเขาเองผิด(ไม่เคยออกมาบอกว่าตัวเองซุก ไม่เคยยอมรับ มีแต่ติ๊กผิดบ้าง อะไรบ้าง)
คำถามคือเราควรยอมรับว่า Does The End Justify The Means? หรือไม่(ผมถาม Subjective นะ )

ถ้าเราไม่ยอมรับ ผมคิดว่าการชุมนุมเรียกร้องที่ผิดกฏหมายนี้ก็ไม่ชอบธรรม(มีใครยอมรับบ้างว่า การทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง? เผื่อจะมีใครที่ Means มันเลื่อนไปแบบประหลาดๆ)

แต่ถ้าเรายอมรับ จะโอเคไหมว่า รัฐสลายประชาชนโดยไม่ต้องสนคนตาย(เพราะเป้าหมายคือไม่มีม็อบ และ Means ไม่ต้องสนใจ?)

หรือเราจะสองมาตรฐานดี ว่าถ้าถูกใจฉัน เลื่อน Means มาได้นิดๆหน่อยๆ แต่ถ้าไม่ถูกใจ ให้เลื่อน Means ไปอีกข้าง?

house

ไม่ค่อยเข้าใจคำถามครับ ขออีกรอบ

Does The End Justify The Means?

@house

คือเข้าใจเรื่อง The End Justify Means แต่ไม่เข้าใจตัวอย่างที่ยกมาในคอมเมนต์ลงเวลา 19:32 น่ะครับ (คือจริงๆ ผมอาจจะไม่เข้าใจตั้งแต่คอมเมนต์ที่ลงเวลา 17:47)

ถ้าเอาเฉพาะเรื่อง End Justify Means แนวคิดของผมคือ ในโลก anarchy ทั้ง End และ Means เป็น subjective

ในโลกที่ศิวิไลซ์ขึ้นมา End ยังเป็น subjective อยู่ แต่เราเริ่มจำกัด Means ด้วยกติกากลางของสังคม (พร้อมระบบบังคับใช้) ว่าทำอะไรได้ไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังมี Means บางส่วนที่ subjective อยู่เช่นเดิม

เช่น ถ้ากำหนดให้ผมเดินทางไปเชียงใหม่ (End) ผมก็สามารถเลือก Means เป็นเดินเท้า นั่งเครื่องบิน นั่งรถไฟ (อันนี้ subjective) แต่ไม่สามารถปล้นรถแล้วขับไปเชียงใหม่ได้ (อันนี้คือส่วนที่ถูกควบคุมโดยกติกากลาง) อย่างไรก็ดี ผมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเดินเท้าไปได้ แม้คนอื่นจะด่าว่าโง่ก็ตาม (เพราะไม่ถูกคุมโดยกติกา และเป็นเรื่อง subjective)

ดังนั้นคำตอบของผมก็คือ ตราบเท่าที่ Means ไม่ถูกห้ามไว้โดยกติกากลางของสังคม (ซึ่งในบริบทที่ถาม ก็ต้องเป็นกฎหมาย) ผมก็ไม่มีปัญหากับทุก Means ที่เลือกครับ

เห็นด้วยกับ entry นี้ของพี่ mk มากๆ

อ่านแล้วทำให้เข้าใจว่าจริงๆแล้วนักการเมืองทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเลย เพราะจริงๆมันไม่ได้จำเป็นต่อความเจริญของประเทศชาติ

หากแต่คนในสังคมมองหา "ผลประโยชน์" ร่วมของกลุ่มสังคมตัวเอง แล้ว พยายามผลักดันตัวเองเข้าสู่สภาเพื่อต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ร่วมนั้น แค่นั้นก็เพียงพอต่อความเจริญต่อประเทศชาติโดยรวมแล้ว

และด้วยแนวคิดแบบนี้ก็จะไม่มีการคอรัปชั่น เพราะไม่จำเป็น เพราะหากตัวแทนในสภาเป็นคนตรงไปตรงมาว่ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ตัวเองหรือกลุ่มของตัวเองต้องการจริงๆ .. การคอรัปชั่นกลับเป็นผลเสียมากกว่าผลดีเสียอีก

หากทุกคนในสังคมเข้าใจในแบบเดียวกับที่พี่ mk เขียน ต่อไปนี้นักการเมืองไม่ต้องมาอ้างอีกต่อไปว่า "ผมเป็นคนดี ผมมีจริยธรรม ผมมาทำเพื่อทู้กทู้กกโคนน" เพราะจริงๆแล้วแค่การเข้ามาต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มสังคมตนเองแค่นั้นก็ถือว่าเพียงพอต่อสังคมแล้วเนื่องจากประเทศชาติก็ประกอบขึ้นจากกลุ่มสังคมหลายๆกลุ่มนั่นเอง

แต่แอบเข้าใจปัญหาของคุณ @ijoza ครับ
แต่ผมมองว่าจริงๆปัญหานี้ไม่ได้มาจากกลุ่มทุนนะครับ แต่ เป็นปัญหาวงจรอุบาทว์ที่นึกไม่ออกว่าจะแก้อย่างไรซึ่งเกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่มครับ

คนขาดการศึกษา -> คนจน -> คนยอมขายเสียง -> กลุ่มทุนซื้อเสียงได้ -> กลุ่มทุนได้เปรียบในการเข้าสภา -> ไม่สนับสนุนการศึกษาเพราะไม่ได้เป็นผลประโยชน์ต่อกลุม่ตัวเอง -> คนส่วนใหญ่ขาดการศึกษา..

ตอบคุณ mike ครับ

คือเรื่องกลุ่มทุน มันไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้ง่ายๆ ว่า "ทุนต้องการอิทธิพล เลยซื้อเสียงเข้ามา" น่ะครับ

คำถามและประเด็นในเรื่องนี้คือ

* กลุ่มทุนคืออะไร? สมมติว่าบ้านผมเปิดร้านขายของชำ แบบนี้เรียกว่า "กลุ่มทุน" ได้ไหม? ถ้าไม่ได้ ทำไมเราเรียกเครือเซ็นทรัลที่สมัยก่อนเปิดร้านชำเหมือนกัน ว่าเป็น "กลุ่มทุน" เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน?
* ถ้ามองในเชิง political economy สมัยใหม่ ก็มีคนเสนอมาเยอะว่า การซื้อเสียงนั้น เป็นการสานผลประโยชน์ร่วมระหว่างคนจนกับกลุ่มทุน คือ "ฉันไม่มีความสามารถแต่มีเสียง เอาเสียงฉันไปแลกกับผลประโยชน์ของฉันได้ไหม" อะไรประมาณนี้น่ะครับ ในเชิงรัฐศาสตร์และ ศศ การเมือง มีพูดถึงเรื่องนี้มากมายครับ

เห็นด้วยทุกอย่างแต่
- คนที่เป็นตัวแทน ยิ่งนานไปเริ่มจะไม่เป็นตัวแทนให้เรา กลับเอาแต่หาประโยชน์ให้ตัวเองหรือเครือญาติ
- ตัวแทนทั้งหลายถูกซื้อตัวโดยตัวแทนที่มีเงินหนากว่า และสุดท้าย ผลประโยชน์ก็ไม่ได้กลับมาที่ผู้ที่เลือกเข้าไปอีก

สุดท้ายแล้ว ผมว่ามันก็จะกลับมาที่จิตสำนึกของตัวแทนว่าจะลืมไปหรือเปล่าว่าถูกเลือกมาให้รักษาผลประโยชน์คนใคร

"เพียงแต่ไม่ควร "อ้างประชาธิปไตย" แล้วเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แบบคุณที่ไม่ลงชื่อน่ะครับ"

mk หมายถึงผมหรือเปล่า? ถ้าหมายถึงผม ช่วยอธิบายด้วยว่า "ผมอ้างประชาธิปไตย แล้วเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ" เรื่องอะไร

ตอบคุณ pattrawoots ครับ ว่า เราก็ต้องหา "ตัวแทนที่ไว้ใจได้" ยังไงครับ (เช่น คุณสมชาย เป็นตัวแทนที่ไว้ใจได้ของทักษิณ เป็นต้น)

ถ้ากลับมาเรื่องตัวแทนที่ไว้ใจได้ มันจะโยงไปเรื่องกระจายอำนาจ

ถ้าห่วงโซ่ของตัวแทน ห่างจากเรามากไปมันก็คุมไม่ได้แล้ว ลงท้ายมันต้องเริ่มจากกระจายอำนาจสู่รอบนอกอยู่ดี

อยากเลือกพรรค Blognone นะ...

ประชาธิปไตยมีความยุติธรรมของมัน ถ้าผมฝันเต็ม 100% แต่ต้องการรวมพลังกับคนอีกกลุ่มหรือใช้ตัวแทน
อาจจะต้องตกลงเฉือนความฝันไปบ้าง ผมยังชื่นชมผู้ที่ยังเหลือความฝันอยู่แม้จะมีอำนาจแล้ว
ในความเป็นจริง ทางเดินยาวไกลหลายคนเฉือนความฝันของตัวเองเสียสิ้น เพื่ออำนาจ ก็น่าเสียดายครับ

ผมเสริมนิดหน่อยว่า คนที่เข้ามาสู่อำนาจ/เล่นการเมือง บางคนก็เพราะอุดมการณ์
และการได้รับการสนองอุดมการณ์ก็คือผลประโยชน์แบบหนึ่งนั่นเอง

> อยากเลือกพรรค Blognone นะ...

ชอบไอเดียจังครับ :D
นโยบายจะเหมือนพรรก The Pirate Bay ไหมเนี่ย

คุณ iPatt อยากได้รัฐเผด็จการเหรอครับ (นโยบายของ blognone)

ตอบเรื่อง "กลุ่มทุน มีพลังเยอะ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง?" เพราะว่ากลุ่มทุน (หมายถึงกลุ่มที่ร่ำรวยมากๆๆๆ ละกัน) มักไม่คำนึงถึงกระจายผลประโยชน์แด่คนส่วนใหญ่ไงครับ พวกเค้าจึงรวยมากๆๆๆๆ

Add new comment