เพื่อการันตีการดำเนินการที่ว่าไว้ตามวิชาชีพ

รบกวนทุกท่านย้อนอ่าน ตอนที่หนึ่ง, ตอนที่สอง, ตอนที่สาม ก่อนนะครับ

กลับมาที่คุณพนักงานคนที่สองเหมือนเดิมครับ

ตอนแรกนั้น ข้อเสนอทางวิชาชีพของแก ว่าไม่ถูกอย่างที่แกคิด เพราะโลกมันเปลี่ยนไป วิชาชีพมีล้าสมัย แกจึงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

ตอนที่สอง เมื่อเจอคู่แข่งร่วมวิชาชีพที่มีความเห็นต่าง และมีคุณสมบัติที่เหนือกว่า (ผู้มีอำนาจโน้มเอียงไปยังคู่แข่งมากกว่า) แกจึงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

ตอนที่สาม คุณพนักงานคนที่สอง a) วิศวกรคอมพิวเตอร์ ใช้วิธีการโน้มน้าวใจผู้มีอำนาจ b) หัวหน้าฝ่ายไอที โดย c) ซื้อขนมไปฝาก และได้สิ่งที่ต้องการคือ d) ใช้ Debian มาเรียบร้อย

แต่เรื่องราวต่อมากลับไม่ง่ายแบบนั้น คุณพนักงานคนแรกเรียนรู้วิธีการนี้ และแก้เกมโดยโน้มน้าวแบบเดียวกัน แต่เบิ้ลปริมาณขึ้นสองเท่า ปรากฎว่าผู้มีอำนาจเปลี่ยนการตัดสินใจไปเลือกข้อเสนอของพนักงานคนแรกเหมือนเดิม

พนักงานคนที่สองเสียเงินทองในการโน้มน้าวผู้มีอำนาจนะครับ ลงทุนไปแล้วแต่สุดท้ายยังไม่ได้ตามที่หวัง แบบนี้เรียกว่า "ถูกหักหลัง" ครับ

แบบนี้ ทำอย่างไรดี? ทำอย่างไรผู้มีอำนาจจึงจะเห็นด้วยกับเราทุกครั้งไป คำตอบอยู่ในประโยคคำถามครับ

คีย์เวิร์ดคือ "อำนาจ" กับ "เรา"

ตลอดมา "อำนาจ" ไม่ใช่ของ "เรา" ดังนั้น "เรา" เลยควบคุมความเสี่ยงไม่ได้ ทางแก้ตามทฤษฎีก็ง่ายมาก เอา "อำนาจ" มาเป็นของ "เรา" ก็สิ้นเรื่อง

(ในทางปฏิบัติ ก็ว่ากันอีกทีนะ)

ตามสถานการณ์ในนิทานเรื่องนี้ คุณพนักงานคนที่สอง ตัดสินใจ e) ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายไอที แข่งกับหัวหน้าคนเก่า ครับ งานนี้พี่แกเตรียมตัวมาดี ลงทุนไปเรียนปริญญาเพิ่มอีกใบ สอบ certification เพิ่มอีกเจ็ดใบ เสนอวิชั่นหรูหรามากมาย สุดท้ายได้เป็น "ผู้มีอำนาจ" เสียที

องค์กรนี้ก็ได้ดำเนินการตามแนวทางที่พนักงานคนที่สองเสนอ... ตลอดไป ตราบที่เขาอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายไอที

พนักงานคนแรก ก่นด่าแนวทางของพนักงานคนที่สองตลอดไป บ่นกับคนรอบข้างว่า "ไม่มีใครเข้าใจกู" อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่เขาต้องการให้เป็นเลย

~จบบริบูรณ์~

Variant

เช่นเคยครับ นิทานของผมมีตัวแปร และสามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้

แบบที่หนึ่ง

  • a) บริษัทก่อสร้าง
  • b) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • c) พาลูก รมต. ไปเที่ยวต่างประเทศ
  • d) สร้างถนนในเขต x
  • โดนหักหลัง
  • e) มาเป็นรัฐมนตรีคมนาคม

แบบที่สอง

  • a) บริษัทโทรคมนาคม
  • b) กทช.
  • c) ให้กระเป๋าหนังสีดำสองใบแก่ รมต. ไอซีที ข้างในกระเป๋าไม่แน่ชัดว่าเป็นอะไร
  • d) ใบอนุญาต 3G
  • โดนหักหลัง
  • e) มาเป็นนายกรัฐมนตรี

แบบที่สาม

  • a) (ว่ากันว่า) อาจารย์และปราชญ์ของสังคม
  • b) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • c) สัญญาว่าจะช่วย "เชียร์" รัฐมนตรีท่านนั้นเวลาให้สัมภาษณ์
  • d) นโยบายส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ
  • โดนหักหลัง
  • e) ตั้งองค์กรส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติขึ้นมาแข่งกับกระทรวงสาธารณสุขมันเล้ย

แบบที่สี่

  • a) เจ้าของสื่อใหญ่รายหนึ่ง
  • b) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • c) สัญญาว่าจะช่วย "เชียร์" พรรคของ รมต. ท่านนั้นตามหน้าสื่อในเครือ
  • d) ขอสัมปทานฟรีทีวีช่องนึงดิ
  • โดนหักหลัง
  • e) ตั้งพรรคการเมืองเองดีกว่า

หมายเหตุ: ทั้งหมดแม้ว่ามันจะคุ้นๆ แต่มันเป็นเหตุการณ์สมมติทั้งหมดนะครับ

สรุป

นิทานเรื่องแรก สอนให้รู้ว่า

  • วิชาชีพเปลี่ยนแปลงได้ อย่ายึดติด

นิทานเรื่องที่สอง สอนให้รู้ว่า

  • วิชาชีพเดียวกัน ความเห็นมันยังต่างกันเล้ย
  • ความเห็นทางวิชาชีพเป็นแค่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจของคนที่มีอำนาจ
  • ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่ตรงกับที่กูคิด กูก็ด่าสิ ไอ้พวกเอาแต่ผลประโยชน์!

นิทานเรื่องที่สาม สอนให้รู้ว่า

  • วิชาชีพก็สำคัญ แต่การล็อบบี้ การต่อรอง หยิบยื่นผลประโยชน์ สำคัญกว่า
  • เหตุผลตามวิชาชีพ (ข้อ b ในทุกสถานการณ์) สามารถตอแหลได้ไม่ยากครับ ผมสามารถบอกได้เสมอว่า "ก็เพราะมันเป็นความเห็นตามวิชาชีพของผมนะ"

นิทานเรื่องที่สี่ สอนให้รู้ว่า

  • การล็อบบี้ไม่ยั่งยืน อาจโดนหักหลังได้เสมอ เสียทั้งตัวและหัวใจ
  • การเข้าไปช่วงชิง "อำนาจในการกำหนด" มาอยู่ในมือเราเอง การันตีแน่นอนว่ามันจะเป็นไปอย่างที่หวัง
  • กระบวนการช่วงชิงอำนาจ ไม่ง่ายแน่นอน แต่ก็มีความคุ้มค่ากับสิ่งที่เราต้องการ... ตามวิชาชีพ
  • เอ่อ ความเห็นเชิงวิชาชีพ เหมือนจะสำคัญน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้วนะ

Comments

หลัง ๆ มันไม่มีเลยต่างหากครับคุณ mk

ปล. ยังดีนะ ที่เป็นแค่เรื่องสมมุติ :P
ปล.2 เชียร์ ครับ ไม่ใช่ เชียร, เอ๊ะ หรือว่าเราไม่เข้าใจมุข หว่า?

อ่อ ผมพิมพ์ผิดเองครับ แถมดันก็อปแปะมันเลยผิดซ้ำซาก :P

ผมไม่ได้เขียนบล็อกแข่งกับคุณ mk นะครับ
ผมเขียนบล็อกด้วยใจรักกกกกกก :P

Add new comment