วิชาชีพ vs วิชาชีพ

ต่อจากตอนแรก

พนักงานฝ่ายเทคนิค คนที่หนึ่ง

ตามวิชาชีพแล้ว ผมเป็น (a) วิศวกรคอมพิวเตอร์

ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญตามวิชาชีพของผม ที่เรียนมาอย่างเข้มข้น ในสถาบันอันมีชื่อเสียง โดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเปี่ยมประสบการณ์ ประกอบด้วยจรรยาบรรณ และศีลธรรมแล้ว ผมเชื่อว่า (b) Red Hat ให้ความคุ้มค่าที่สุด ทั้งในเรื่องความสามารถ เสถียรภาพ และราคา

ตำราทุกเล่มว่าไว้แบบนี้ ผมอ่านทุกเล่มทั้งหมดทั้งปวงแล้ว ไม่มีทางผิดจากนี้ไปได้ ด้วยเกียรติของวิชาชีพ ผมเชื่อมั่นในแนวทางนี้

พนักงานฝ่ายเทคนิค คนที่สอง

ตามวิชาชีพแล้ว ผมเป็น (a) วิศวกรคอมพิวเตอร์

ด้วยความรู้ความเชี่ยวชาญตามวิชาชีพของผม ที่เรียนมาอย่างเข้มข้น ในสถาบันอันมีชื่อเสียง โดยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเปี่ยมประสบการณ์ ประกอบด้วยจรรยาบรรณ และศีลธรรมแล้ว ผมเชื่อว่า (b) Debian ให้ความคุ้มค่าที่สุด ทั้งในเรื่องความสามารถ เสถียรภาพ และราคา

ตำราทุกเล่มว่าไว้แบบนี้ ผมอ่านทุกเล่มทั้งหมดทั้งปวงแล้ว ไม่มีทางผิดจากนี้ไปได้ ด้วยเกียรติของวิชาชีพ ผมเชื่อมั่นในแนวทางนี้

องค์กรนี้ควรเลือกเซิร์ฟเวอร์แบบไหน? คำตอบของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน คำตอบของผมเป็นดังนี้ครับ

กรณีมุมมองต่างกันแบบนี้ คำตอบที่เลือกขึ้นกับ "ผู้มีอำนาจตัดสินใจ" ที่ได้รับสิทธิ์ขาดจากองค์กรนั้นๆ เช่น c) ผู้จัดการฝ่ายไอที ผู้มีอำนาจตัดสินใจก็จะทำการเลือกโดยประเมินจากเกณฑ์ต่างๆ มากมาย

ตัวอย่างของเกณฑ์

  • พนักงานบริษัทเราชอบ Red Hat มากกว่า ถ้าเลือก Red Hat แล้วพนักงานน่าจะชอบใจเรามากขึ้น
  • พนักงานคนที่สองหน้าตากวนตีน
  • วันก่อนพนักงานคนที่สอง เดินแล้วไม่ยอมไหว้กู
  • พนักงานคนแรกเป็นเพื่อนของเพื่อนของน้องเมียเรา
  • พนักงานคนแรกเชียร์บอลทีมเดียวกับกูว่ะ
  • พนักงานคนแรกจบเกรด 4.00 พนักงานคนที่สองจบแบบติด F สิบตัว
  • ฯลฯ

เกณฑ์จะเป็นอะไรก็ได้ครับ อาจจะไร้สาระแบบที่ผมยกมาก็ได้ หรือจะมีสาระ ก็เป็นไปได้อีกทั้งหมดนั่นแหละ

ผู้มีอำนาจอาจเลือกเกณฑ์ไร้สาระได้ ดังนั้นเราต้องมีกรอบกว้างๆ คอยป้องกันความผิดพลาดไว้ เช่น d) มีการประเมินผลประจำปี ถ้าห่วยก็เปลี่ยนตัวผู้บริหาร

แต่สรุปแล้ว ผู้มีอำนาจเป็นคนตัดสินใจอยู่ดี ถ้าตัดสินใจผิด ผู้มีอำนาจจะถูก "กระบวนการตรวจสอบ" จัดการเอง

ตามสถานการณ์นี้ ผู้มีอำนาจเลือกแนวทางของพนักงานคนแรก

พนักงานคนที่สองด่า (แบบลับหลัง) ว่า "ไอ้เลว คอร์รัปชัน เน้นผลประโยชน์ส่วนตน ไร้จริยธรรม เล่นพวกพ้อง ไม่คิดถึงอนาคตขององค์กร"

จบครับ

variant

เช่นเดียวกับบทความตอนแรก ผมสามารถเปลี่ยนค่าตัวแปร a) b) c) d) ได้ครับ เช่น

แบบที่หนึ่ง (ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณ @jarpichit ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้)

  • a) หมอ
  • b) อินซูลิน/ยากิน เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้เบาหวาน
  • c) คนไข้
  • d) เลือกผิดก็ตายเร็ว ระบบตรวจสอบโดยสุขภาพตามธรรมชาติ

ได้ยินเสียงก่นด่าของหมอคนที่สองไหมครับ

แบบที่สอง

  • a) นักวิชาการเกษตร
  • b) ระบบจำนำพืชผล/ระบบประกันรายได้เกษตรกร เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยเกษตรกร
  • c) นายกรัฐมนตรี
  • d) เลือกผิด เลือกตั้งสมัยหน้า เกษตรกรก็ไม่ลงคะแนนให้

ได้ยินเสียงก่นด่าของนักวิชาการเกษตรคนที่สองไหมครับ

สรุป

นิทานเรื่องก่อน สอนให้รู้ว่า

  • วิชาชีพเปลี่ยนแปลงได้ อย่ายึดติด

นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า

  • วิชาชีพเดียวกัน ความเห็นมันยังต่างกันเล้ย
  • ความเห็นทางวิชาชีพเป็นแค่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจของคนที่มีอำนาจ
  • ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่ตรงกับที่กูคิด กูก็ด่าสิ ไอ้พวกเอาแต่ผลประโยชน์!

Comments

คมกริบ! :D ทั้งตอนแรกและตอนนี้

ถูกต้อง, ไม่ตรงใจ ก็ด่าสิ!

ตอบคุณ mementototem

การด่าไม่ใช่เรื่องเสียหายนะครับ เพียงแต่ผมพยายามอธิบายเหตุผลว่า ทำไมใครต้องด่าคนใดคนหนึ่ง

และจะค่อยๆ ชี้ว่า ด่าไปมันก็สะใจดี แต่เปลี่ยนอะไรไม่ได้มากครับ

mk นี่แถไม่เลิกจริงๆ

ในทางคณิตศาสตร์ ถ้ากำหนดคำว่า วิชาชีพ ให้เป็นตัวแปร คุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่ในชีวิตจริงการเปลี่ยนวิชาชีพแบบข้ามเขตความรู้ต้องใช้เวลา เวลาในการศึกษา เวลาในการทำความเข้าใจ .. ยอมรับเถอะครับว่าการที่ "นักแปลข่าวไอทีจะไปคุยเรื่องระบบโครงสร้างการรักษาพยาบาล" มันเป็นเรื่องยาก ยากมากครับ คุณอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีเพื่อจะไปคุยกับคนที่ทำงานตรงนั้นมายาวนานให้รู้เรื่อง

ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติ นาย ก. เป็นพนักงานขายเครื่องเขียนที่ร้านหนังสือ วันหนึ่งเค้าไปหา "ไทเกอร์ วูด" แล้วท้าแข่งกอล์ฟนั่นแหละครับ

สรุปว่า เราต้องเชื่อมืออาชีพเสมอไป เพราะมืออาชีพเชี่ยวชาญกว่า ใช่ไหมครับ?

ว่าแต่ลงชื่อคุยกับผมก็ดีนะครับ ไม่ต้องกลัวขายหน้าหรอกครับ

ถ้าคนที่คุณรักไม่สบาย คุณจะส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล หรือ รักษากับป้าเช็ง ครับ?

สำหรับผม คงต้องส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล สาเหตุเพราะ
1. ที่โรงพยาบาลมีแพทย์ ซึ่งศึกษาและมีความรู้เกี่ยวกับปัญหาที่ผมต้องการแก้ไข (แพทย์ศึกษาเพื่อวิเคราะห์และรักษาอาการป่วย)
2. ที่โรงพยาบาลมีแพทย์ ซึ่งมีประสบการณ์กับปัญหาที่ผมต้องการแก้ไข
3. ที่โรงพยาบาลมีแพทย์หลายคน ถ้าแพทย์ไม่แน่ใจกับอาการป่วย เค้าสามารถปรึกษากับแพท์คนอื่นได้
4. ที่โรงพยาบาลมีขั้นตอนการรักษาที่ชัดเจน เป็นวิทยาศาสตร์

ด้วยเหตุผลข้างบน ผมจึงเลือกที่จะรักษาอาการป่วยกับแพทย์แทนที่จะเป็นป้าเช็ง

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนที่จะมีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในน้ำหมักป้าเช็ง แพทย์จำนวนหนึ่งได้ออกมากล่าวว่า "น้ำหมักป้าเช็ง เป็นอันตราย และใช้ไม่ได้แน่นอน ไม่มีขั้นตอนการผลิตที่ชัดเจน ฯลฯ" แต่ป้าเช็งยังยืนยันว่า "น้ำหมักแก้ใช้ได้" ซึ่งจากการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ผลสรุปก็เป็นไปตามที่แพทย์ทุกคนยืนยันว่า "น้ำหมักมีการปนเปื้อน และเป็นอันตรายต่อสุขภาพจริง" แต่ป้าเช็งก็ยังไม่ยอมรับ (คุ้นๆ หรือเปล่าเอ่ย)

พอจะเห็นภาพหรือเปล่าครับ ว่า "ทำไมในกรณีเรื่องที่คุณคุยกับหมอคนหนึ่งใน twitter คนถึงไม่เชื่อคุณ" เหตุผลสำหรับผม คือ
1. คุณเป็นนักแปลข่าว IT ไม่น่าจะเคยมีประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาล
2. คุณไม่เข้าใจกระบวนการรักษาคนไข้
3. คุณอ่านแต่นโยบายของรัฐบาล ทักษิณ โดยไม่รู้ว่าบางนโยบาย เช่น สามสิบบาทรักษาทุกโรค มีข้อเสียอะไร (ถ้าใครทำงานในโรงพยาบาลจะรู้ถึงข้อดีและข้อเสียในเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะข้อเสียกับผู้ป่วย จากตรงนี้ผมค่อนข้างมั่นใจว่า mk ไม่เคยทำงานในโรงพยายาล และไม่รู้ขั้นตอนการทำงานในโรงพยาบาล)

มืออาชีพเป็น factor หนึ่งในการตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่มันมี factor อื่นประกอบมากมายครับ อย่างที่ผมยกตัวอย่างไป

ผ่านมาอ่านเจอโดยบังเอิญครับ จาก tweet นี้ http://twitter.com/markpeak/status/13776251380

Entry นี้ใช้กลวิธีการนำเสนอเหมือนกับเทคนิคนึงที่แนะนำในหนังสือของ วินทร์ เลียววาริณ ชื่อ "ยาแก้สมองผูก ตราควายบิน" ( http://bit.ly/csAr5z ) ไม่รู้ว่าคุณเคยอ่านหรือเปล่าครับ (เป็นหนังสือเกี่ยวกับการคิดพล็อต หรือ ยำพล็อต เพื่อเขียนนิยาย นิทาน หรือเรื่องสั้น)

เห็นด้วยกับข้อสรุปน่ะครับ เรื่องที่ว่า อย่ายึดติดกับวิชาชีพ / ความเห็นต่างกัน / การตัดสินเป็นของอีกคน

แล้วก็จะขออนุญาตเสริม เรื่อง "ความเห็นทางวิชาชีพ" (ซึ่งไม่รู้ว่าตรงนี้เป็นสากลใช้เหมือนกันหมดไหม คือหลายคนอาจจะรู้อยู่แล้ว) เพราะอันที่จริงอาจะมีรายลเอียดเพิ่มเล็กน้อยนั่นคือ ที่มาของข้อมูลหลักฐาน อันนำมาซึ่งความเห็นนั้น ๆ

คือในทาง "เวชศาสตร์เชิงประจักษ์" หรือ Evidence-Based Medicine http://en.wikiversity.org/wiki/Types_of_Evidence_in_Medicine#Ranking_of_Evidence
http://en.wikipedia.org/wiki/Evidence-based_medicine#Ranking_the_quality_of_evidence นั้น จะมีการให้ระดับความสำคัญกับที่มาของข้อมูลหลักฐาน ไ้ว้ต่างกัน

โดย "ความเห็นของผู้เชียวชาญ" หรือ expert opinion นั้น (ซึ่งในที่นี้คือวิชาชีพ) จะอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด

ดังนั้น ความเห็นลอย ๆ ของผู้กระกอบวิชาชีพไม่ว่าสาขาใด ๆ โดย 'ไม่มีหลักฐานอ้างอิง' ย่อมไม่น่าเชื่อถือ และการให้ลำดับความสำคัญของหลักฐานไว้ต่างกันแบบนี้ ก็เพื่อที่จะ 'ลด' ความเห็นทางวิชาชีพ ที่แตกต่างกัน เพราะแต่ละคน (แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้เชียวชาญ) จะอ้างไปที่ข้อมูลแหล่งเดียวกัน (หนังสือ หรือ ตำรา แต่ละเล่ม ก็ต้องไปอ้างข้อมูล "ต้นน้ำ" เดียวกัน เช่นกัน)

นั่นคือถือว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ สำคัญกว่าความเห็นที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน

ซึ่งถ้ามีปฎิสัมพันธ์กันหลายฝ่าย ก็จะเห็นด้วยกับคุณ isirya ที่ว่า ขั้นตอนสุดท้ายของการตัดสินใจจริง ๆ ก็คงอยู่ที่ผู้มีอำนาจ (c)

ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่า บทสรุปของการตัดสินใจ (ของผู้มีอำนาจ) นั้น ๆ จะมีที่มาจากการพิจารณาข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิงถึงประสิทธิภาพที่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อ หรือ เพียงเพราะเป็นความเห็นของคน ๆ หนึ่งที่เราพอใจ

สรุป ความเห็นทางวิชาชีพ สามารถลดความแตกต่างได้ ถ้าอ้างอิงถึงหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ (ไม่ใช่หลักฐานจากตำราหรือประสพการณ์)

ป.ล1. ชอบที่บอกว่า "พนักงานคนแรกเชียร์บอลทีมเดียวกับกูว่ะ" ซึ่งเป็นความจริงที่ว่า หลายครั้งการตัดสินใจ เกิดขึ้นได้เพราะเรื่องเล็กน้อยแบบนี้จริง ๆ

ป.ล2. ขออภัย ที่เขียนยาวไปหน่อย

ตอบคุณ Plin ขอบคุณที่มาแลกเปลี่ยนครับ

- ผมไม่เคยอ่านหนังสือของวินทร์เล่มนี้ครับ (เคยอ่านแต่เล่มอื่น)
- ขอบคุณที่มาแนะนำเรื่องลำดับชั้นของการอ้างหลักฐานครับ

ทำไมคุณ Plin, :-p ถึงคิดว่า "ความเห็นลอย ๆ ของผู้กระกอบวิชาชีพไม่ว่าสาขาใด ๆ โดย 'ไม่มีหลักฐานอ้างอิง' ย่อมไม่น่าเชื่อถือ" ครับ? ไม่น่าเชื่อถือกับน่าเชื่อถือน้อยที่สุดต่างกันนะครับ

การวินิจฉัยหรือความเห็นของแพทย์ (จากกรณีที่ผมยกตัวอย่าง) นั้นอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ได้ศึกษามาและประสบการณ์ในการทำงาน นอกจากนี้ในทางการแพทย์แล้วจะมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาซึ่งแพทย์จะใช้ข้อมูลส่วนนี้ประกอบการวินิจฉัยด้วย เช่น ข้อมูลสิบปีย้อนหลังพบว่า ยา ก. ไก่ ที่ให้ผู้ป่วยแล้วพบว่ามีการเสี่ยงต่ออาการข้างเคียง ข. ไข่ ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายต่อชีวิต เพราะฉะนั้นแพทย์จึงมีข้อสรุปว่าควรยกเลิกการใช้่ยาดังกล่าว ข้อมูลพวกนี้คือ "Case-series" ตามที่คุณอ้างมานั่นแหละครับ

ส่วนความน่าเชื่อถือข้ออื่นๆ คิดว่าคุณ Plin, :-p คงทราบดีว่าทำไมเราไม่ทำในการวินิจฉัยอาการป่วยทั่วไป

จากข้อมูลที่ผมและคุณ Plin, :-p ให้มา แม้ว่า "ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ" จะมีระดับความน่าเชื่อถือต่ำที่สุด แต่ก็ยังมีระดับความน่าเชื่อถือมากกว่า "ความเห็นของผู้*ไม่*เชี่ยวชาญ" เพราะสาเหตุที่ผมอธิบายไปด้านบน (ความเห็นอยู่บนพื้นฐานความรู้และประสบการณ์)

ผมขออธิบายเรื่องเดียวกัน ในมุมของนักพัฒนาระบบ ด้วย เพื่อจะได้ง่ายต่อความเข้าใจ
เวลานักพัฒนาระบบทำงาน เช่น พัฒนาระบบให้โรงพยาบาล กระบวนการหนึ่งที่ต้องทำคือ "ศึกษาความต้องการของระบบ" แล้วเราจะศึกษาจากใครล่ะ? ผมเชื่อว่าคนที่เรียนคอมพิวเตอร์มา หรือสนใจการพัฒนาระบบน่าจะตอบเหมือนกันว่า "ศึกษาจาก expert หรือ domain expert" และแน่นอนว่า domain expert ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่เป็นคนที่เรากำลังจะทำระบบให้เค้านั่นแหละ ทำระบบให้โรงพยาบาลก็ต้องไปถาม "คนที่ทำงานในโรงพยาบาล และจะใช้ระบบของเรา" ทำไมต้องถามเค้า? ก็เพราะเค้าเข้าใจระบบ รู้ว่าความต้องการของระบบคืออะไร เท่านั้นเอง

พูดถึง domain expert แบบนี้ แสดงว่าไม่เคยพัฒนาซอฟต์แวร์จริงๆ สินะครับ

แล้ว mk คิดว่า domain expert ควรจะเป็นใครกันล่ะ อย่่าตอบให้เสียชื่อของคนที่ "เรียนมาอย่างเข้มข้น ในสถาบันอันมีชื่อเสียง" นะจ๊ะ

ความเห็นจากวิชาชีพหมอที่ผมเห็นว่าขัดกันตอนนี้เนื่องจากน้องสาวซึ่งเป็นหมอมาเล่าให้ฟังเช่น

ตย 1 กินไก่ ทำให้เก๊าท์กำเริบ

น้องสาวบอกว่า ถ้าเป็นหมอรุ่นใหม่ๆ จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องแล้ว ในขณะที่หมอรุ่นเก่าจะยังเชื่อเรื่องนี้อยู่
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์กับสถิติบางครั้งก็ยังไม่สามารถฟันธงได้นักเพราะความรู้ทางด้านแพทย์
หลายอย่างอยู่ในระหว่างการวิจัยอันยาวนาน

สรุปผมควรจะเชื่อหมอคนไหนดีครับ (แต่แม่บอกกินไก่เป็นเก๊านะ คนเค้าเล่ามา)

ตย.2

น้องผมเป็นหมอประเภท เชื่อในพลังชีวิตของมนุษย์ เน้นพักผ่อนออกกำลังและค่อนข้างแอนตี้การให้ยาบำรุง
แต่เมื่อผมไม่สบาย เลยไปคลีนิคข้างบ้าน (เพราะน้องไม่ว่าง ไม่อยากกวน) ปรากฎว่าได้ยา
พร้อมวิตามินมาเป็นกระบุงจ่ายแพงทีเดียว

สรุปผมควรจะเชื่อหมอคนไหนดีครับ (แต่แม่บอก กินยาบำรุงดีนะลูก คนขายตรงเค้าบอกมา)

ตย3. ไม่เกี่ยวกับหมอ

เพื่อนๆนักบินและวิศวกรการบินบอกว่า การใช้เครื่องมือสื่อสารและอิเล็คโทรนิคระหว่างอยู่บนเครื่อง
ไม่เป็นอันตรายแล้วเพราะยุคเปลี่ยน สัญญาณดิจิตอลไม่กวนเหมือน analog แล้ว แต่ขึ้นเครื่องบิน
ทุกครั้งเราก็ยังได้ยินคำเตือนนี้อยู่ แอร์ก็ยังทำหน้าเขียวใส่อยู่เวลา tweet ไม่เลิก

สรุป ต้องไม่ใช่เพราะแอร์บังคับ

ปล. ออกความเห็นไม่ตรงประเด็นที่คุณ mk เขียน แต่อยากรู้ :P

ตัวอย่างที่ 1
เรื่องกินไก่กับเก๊าท์เท่าที่พบมีความเกี่ยวข้องกันครับ (คือกินแล้วมีอาการมากขึ้น) แพทย์จะอธิบายความเกี่ยวข้องของเก๊าท์กับไก่ (และอาหารอื่นๆ ที่แนะนำให้หลีกเลี่ยง) คือแพทย์จะ "แนะนำ" ตามว่าควรหรือไม่ควรกิน ซึ่งตรงนี้แล้วแต่ความเห็นส่วนตัวของแพทย์

ส่วนตัวผมแนะนำว่าไม่ควรกินเพราะมันมีโอกาสเสี่ยงที่จะปวดมากขึ้น (ผมไม่ชอบให้เกิดความเสี่ยงกับผู้ป่วย) ตรงนี้ผู้ป่วยจะลองกินก็ได้ ถ้ากินแล้วปวดก็หยุดกินครับ :)

แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอด แพทย์จะ "ห้าม" ไม่ให้สูบบุหรี่ เพราะความเสี่ยงมันต่างกัน (ถ้าสูบแล้วแน่นอนว่าอันตราย) ผู้ป่วยจะลองสูบก็ได้เช่นกัน แต่สูบแล้วไม่ดีแน่นอน :(

"คำแนะนำ" และ "ห้าม" ต่างกันที่ความเสี่ยง และความอันตราย/ผลข้างเคียงครับ

มาที่ตัวอย่างที่ 2
ยาบำรุงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานครับ ฝ่ายหนึ่งบอกว่ากินอาหารปกติให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็พอแล้ว (ซึ่งผมเห็นด้วยกับแนวทางนี้) อีกฝั่งหนึ่งก็บอกว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาไปหาอาหารกินให้ครบ 5 หมู่หรอก กินวิตามินเสริมเอาดีกว่า เร็วกว่า

ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครถูกผิดครับ เพียงแต่เราต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเรา เช่น ถ้าเรากินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนเพียงพออยู่แล้ว "อาหารเสริมไม่จำเป็น" แต่ถ้าชีวิตเราเร่งรีบ ตอนเที่ยงได้กินแต่ fast food ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย พักผ่อนน้อยอีกต่างหาก ถ้าได้กินอาหารเสริมก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง

กรณีนี้ผมมองว่า "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นวิธีที่ดี แต่ถ้าทำไม่ได้ก็กินอาหารเสริม" ครับ :)

ตัวอย่างที่ 3 เรื่องโทรศัพท์นี่ผมคิดว่าเป็น "กฏ" ของสายการบินครับ แม้ว่าคนบางส่วนจะทราบว่าเราสามารถใช้โทรศัพท์ได้เวลาอยู่บนเครื่องบิน แต่คนจำนวนไม่น้อยที่ยังเชื่อว่า "การใช้โทรศัพท์บนเครื่องบิน จะไปรบกวนการบิน และอาจทำให้เครื่องบินตก" จากตรงนี้ทำให้ผมไม่ใช่โทรศัพท์เวลาอยู่บนเครื่องบิน เพราะ "กลัวคนอื่นจะนั่งแบบไม่สบายใจ" ครับ

เรื่องนี้มองได้สองมุมครับ มุมแรกคือเป็นกฏที่เราต้องทำ ถ้าคุณจะใช้บริการ คุณต้องทำตามกฏของบริษัท
มุมที่สองคือเป็นมารยาททางสังคม คุณจะไม่ทำก็ได้ แต่จะโดนคนอื่นมองด้วยสายตาแปลกๆ :D

ป.ล. ผมยังรอ mk มาตอบคำถามผมอยู่นะ

ผมไม่คุยกับคนที่ไม่ลงชื่อครับ แสดงตัวมาเถอะครับ เก่งจริงแน่จริงจะกลัวทำไม

คนที่ "เรียนมาอย่างเข้มข้น ในสถาบันอันมีชื่อเสียง" ตอบได้แค่นี้เหรอครับ?

ที่จริงผมก็คิดไว้แต่แรกแล้วว่าคนอย่าง mk นะต้องตอบแบบนี้ :P

Add new comment