Analysis Theory

ประชาไท ถอดความงานเสวนา “หลักการวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้ง” ที่ห้อง 103 ที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ อธึกกิต แสวงสุข-เจ้าของนามปากกา "ใบตองแห้ง" และเกษียร เตชะพีระ ดำเนินรายการโดยประจักษ์ ก้องกีรติ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.

ผมได้เรียนรู้หลักการคิดวิเคราะห์ (ในเชิงวิชาการ) จากการอภิปรายของ อ. เกษียร เลยคัดมาลงบล็อกไว้หน่อย เผื่อประชาไทโดนบล็อคอีกจะได้พอหาอ่านซ้ำได้ T_T เกษียร เตชะพีระ: การวิเคราะห์สถานการณ์ในทางวิชาการ ที่เรียกว่าวิเคราะห์สถานการณ์จริงๆ คือ การเอาวาทกรรมมาชนกับสถานการณ์ความขัดแย้ง การวิเคราะห์ที่นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ทำคือวาทกรรมอย่างหนึ่ง (Discourse) คือ การทำให้ความเป็นจริงที่ผันผวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาหยุดนิ่ง สิ่งที่วิ่งก็คือสถานการณ์ การวิเคราะห์สถานการณ์คือการพยายามใช้ถ้อยคำของมนุษย์ไปจับให้ความจริงหยุด วิ่งหรือแน่นิ่งเสียเพื่อเข้าใจ เป็นความพยายามของมนุษย์ที่จะใช้เครื่องมือซึ่งก็คือ ภาษาในการหยุดความจริงที่วิ่งเพื่อทำความเข้าใจ แต่ข้อเท็จจริงคือ เมื่อเราเข้าใจแล้ว มันก็วิ่งต่อ ปัญหาคือ วิธีวิเคราะห์นิ่งแล้ว การวิเคราะห์นิ่งแล้ว แต่ความเป็นจริงมันไม่นิ่ง สถานการณ์ไม่นิ่ง

ในการวิเคราะห์สถานการณ์นั้นมีเรื่องที่มาเกี่ยวพันกัน 3 เรื่องคือ 1. เรื่องทีทรรศน์ 2.แนวคิดทฤษฎี (concept/theory) และ 3.เทคนิควิธีการ (technical skills/knowledge)

ประการแรก ทีทรรศน์ (attitude) ซึ่งมีปัญหามากในหลายปีมานี้ เพราะนักวิเคราะห์ได้เลือกข้างแล้ว ไม่ต้องอ้าปากก็รู้แล้วว่าจะวิเคราะห์อะไร ไม่ควรปล่อยให้การเลือกจุดยืนเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากำหนดการวิเคราะห์ ล่วงหน้าแต่ต้น เวลาวิเคราะห์ต้องสมมติตัวเองเสมือนหนึ่งหลุดออกมาจากจุดยืนนั้น เพราะหากใช้จุดยืนมาวิเคราะห์แต่ต้นก็ไม่เหลืออะไรตื่นเต้น จะเลือกข้างไหนก็แล้วแต่ แต่เวลาวิเคราะห์ต้องเลือดเย็นที่สุด มองอย่างเต็มตา ตามความเป็นจริง

ประการที่ 2 พึงระวังการแบ่งแยกเป็นสองข้าง คนจำนวนมากในสังคมไม่ได้เลือกข้าง ขณะที่แต่ละขั้วแต่ละข้างกลับมีเสียงดังกว่า

ประการที่ 3 แนวทางการใช้เหตุผลนั้นแตกต่างไปได้ร้อยแปดพันเก้าชนิดที่ไม่โน้มมาบรรจบใน จุดเดียวกัน เหตุผลไม่ต้องมีสี ต้องหัดให้คุ้นกับการมีเหตุผลหลายแบบซะ เพราะโลกมีหลายแบบ

ประการ ที่ 4 คือ ความคิดของศัตรูที่ร้ายการที่สุดมีค่าควรแก่การนำมาพินิจพิเคราะห์อย่างจริง จัง เช่น กรณีของผม สมัยหนึ่งผมไม่ชอบคุณทักษิณ และเพราะไม่ชอบ แต่ก็ตามอ่านทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อมาผมไม่ชอบความคิดของคุณสนธิ แต่รู้สึกว่าต้องพยายามเข้าใจ เพราเมื่อเข้าใจเขาแล้วจะเข้าใจวิธีคิดต่อสถานการณ์

สุดท้าย การใช้เวลาตีความความคิดที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโลกเป็นสิ่งที่คุ้มค่าควรกระทำ

“ปรากฏการณ์นี้ผมเค้นความหมายออกมาได้ว่า ที่เราเห็นคือระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขที่ไม่มีอำนาจนำ”

ประการต่อมาคือ แนวคิดทฤษฎี (concept/theory) กับเรื่องเทคนิคทักษะในการสืบสวนสอบสวนเป็นสองอย่างที่ต้องไปด้วยกัน เช่น นักวิชาการถูกฝึกมาในแง่แนวคิดทฤษฎี แต่นักหนังสือพิมพ์ถูกฝึกในแง่การสืบสวนสอบสวนหาความจริง แต่บังเอิญ คนอย่างพวกผมถูกเทรนมาให้ใช้แนวคิดทฤษฎีมากสักหน่อย แต่สองอย่างนี้สัมพันธ์กัน คือ แนวคิดทฤษฎีคือการให้ได้มาซึ่งความหมาย ขณะที่การสืบสวนสอบสวนเป็นการให้ได้มาซึ่งการทำนาย

หน้าที่ของนักวิชาการคือ ในบรรดากองข้อมูลที่ระเกะระกะ เราก็เอาผืนผ้าความคิดทฤษฎีไปชุบแล้วเอามาบิด ข้อมูลข้อเท็จจริงให้ได้ความหมายหยาบลงมาให้ได้มากที่สุด เช่น ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สะท้อนว่าคนฟังกันน้อยลง รัฐบาลปกครองไม่ได้ ตอนนั้นหน้าที่ของนักทฤษฎีคือการเอาทฤษฎีไปจับมัน แล้วเค้นความหมายออกมา แต่ปรากฏการณ์นี้ผมเค้นความหมายออกมาได้ว่า ที่เราเห็นคือระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขที่ไม่มีอำนาจนำ

ขณะที่หน้าที่ของระดับเทคนิควิธีการคือการประมวลข้อเท็จจริงเข้ามาท ความยากที่สุดคือ เห็นคอนเนกชั่นในที่ที่ไม่เห็น เห็นความเกี่ยวพันที่มองไม่เห็น

ยกตัวอย่างแนวคิดทฤษฎีที่เป็นเครื่องมือชุดที่สอง ช่วยอะไรได้บ้าง เช่น power shift theory ช่วยให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจมันไม่ต่าง เป็นแพทเทิร์นซ้ำๆ ซากๆ คือ เศรษฐกิจเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน อีกตัวอย่างคือเรื่องสงครามชนชั้น ไพร่ อำมาตย์ ซึ่งสิ่งที่ปรากฏในสื่อจำนวนมาก มีการระบุว่าเป็นมาร์กซิสม์ ซึ่งไม่จำเป็น ในทางสังคมศาสตร์มองได้ 4 แบบ คือ 1 ชนชั้นแบบการจัดช่วงชั้นทางสังคม โดยมีเงื่อนไขภูมิหลังเป็นตัวกำหนด และมากำหนดคุณลักษณะที่เกี่ยวเนื่องกับชนชั้น จากนั้นไปสู่การเลือกอาชีพว่าผู้ใดจะเข้าถึงงานที่มั่นคง แนวคิดนี้เพ่งดูกระบวนการคัดสรรปัจเจกบุคคลในฐานะต่างๆ ในโครงสร้างชนชั้นหรือเบียดขับไปอยู่ชายขอบ

แบบที่ 2 ชนชั้นแบบ เวเบอร์ เน้นการกักตุนโอกาส ดูความสัมพันธ์ทางอำนาจและกฎหมายที่ทำให้คนบางกลุ่มยึดกุมทรัพยากรและ เศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น มีบางที่ที่เราโดนกันออกมา เช่น สปอร์ตคลับ ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนอีกระดับหนึ่ง จากนี้นำไปสู่ตำแหน่งที่ไม่เท่าเทียมในความสัมพันธ์ทางตลาด แนวคิดนี้เน้นที่การกักตุนโอกาส และกลไกคัดออกซึ่งผดุงอภิสิทธิ์ การสอบเอนทรานซ์ ปริญญา เป็นตัวอย่างของกลไกเหล่านั้น

  1. ชนชั้นแบบมาร์กซิสม์ ขึ้นต้นคล้ายๆ เวเบอร์ แต่อันเน้นที่การขูดรีดครอบงำในกระบวนการผลิต

  2. ชนชั้นแบบไทยเน้นความดีมีศีลธรรม คือ – คนไทยไม่ควรมีอำนาจเท่ากัน คนไทยบางคนควรมีอำนาจมากกว่าคนอื่นเพราพวกเขาควรมีความเป็นไทยมากกว่าคนไทย คนอื่น เพราะพวกเขามีความเป็นไทยมากกว่า และเป็นคนดีมีศีลธรรมยิ่งกว่าคนไทยคนอื่น และเมืองไทยดีแล้วที่เป็นเช่นนี้

สิ่งที่เสื้อแดงเรียกร้องจึงเป็นฝืนระบบชนชั้นในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม เพราะเรียกร้องความเท่ากันโดยไม่ดูเลยว่าใครดีใครเหี้ย นี่กระเทือนมาก เพราะสังคมไทยมีที่สูงที่ต่ำ คนที่อยู่ที่ต่ำต้องทำหน้าที่ของคนที่อยู่ที่ต่ำ แต่เมื่อคนที่อยู่ที่ต่ำไม่ทำหน้าที่ แต่กลับมาเรียกร้องให้ยุบสภา มันไม่ถูกไม่ควร โลกที่เรารู้จักไม่ได้เป็นแบบนี้ มันวุ่นวาย มันมีคนที่มีหน้าที่ตัดสินใจแบบนี้ และเขาเป็นคนดี นี่เป็นการทำลายความรู้สึกมั่นคง ทำลายโลกทางความคิดของชนชั้นกลางไทยยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เขาเห็นโลกการเมืองที่เขาคุ้นเคยมาตลอดชีวิตละลายไปต่อหน้า อันนี้แหละที่เขารับไม่ได้

บททดลองเสนอ ทฤษฎีมือที่ 3 ในสถานการณ์ความขัดแย้งจะมีสองฝ่ายที่ต้องร่วมกันรับผิดชอบว่าความขัดแย้งจะ ลงเอยอย่างไร เช่นเสื้อแดงกับรัฐบาล ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง ทฤษฎีมือที่สาม เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้ดีมาก เข้าท่าฉิบหายเลย เช่น พอลงเอยแบบไม่คาดหมาย เช่นยิงกันแหลกที่คอกวัว มีคนตาย 25 คน เจ็บอีกเป็นพัน ก็อธิบายว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการให้เกิดแต่มันเกิดได้เพราะมือที่สาม เป็นความสามารถในการปัดว่าสิ่งที่เกิดไม่ได้เจตนาให้เกิด และไม่ต้องรับผิดชอบ และที่สามคือ Focus on agency คือละเลยโครงสร้าง เน้นไปที่คนทำ เช่นไอ้ชุดดำทำ พอเบลมได้ ก็รู้สึกสบายใจ แต่ไม่ได้มองเลยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เพราะมีโครงสร้างที่ทำให้มันเป็นไป ได้ เช่น พรก. ฉุกเฉิน ที่อนุญาตให้ทหารออกมา พรบ. ความมั่นคง ที่ทำให้รัฐบาลมีอำนาจประกาศอะไรออกมา นี่ทำให้เสื้อดำมีที่ ฉะนั้นทฤษฎีมือที่ 3 โอ้โห มันร้ายว่ะ ยิ่งคิดยิ่งซีเรียส สงสัยต้องเขียนบทความทางวิชาการ (หัวเราะ)

จบส่วนของเกษียร

นอกจากนี้ในบทความยังมีประเด็นของใบตองแห้ง เรื่องชัยชนะของอำมาตย์ และอนาคตของไทยหลังจากปรองดองแล้วว่าจะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (เป็นมุมมองของใบตองแห้ง) และประเด็นของเกษียรที่ยกกระดาษคำตอบของเด็กมาอธิบายว่า ประเทศไทยอยู่ในระบบ "ผีคึกฤทธิ์" น่าสนใจทั้งคู่ แต่เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกับหัวบล็อก ก็รบกวนผู้สนใจไปตามอ่านกันเองครับ

Comments

ขอบคุณ mk มาก ตามประชาไทอีกครั้งได้จาก link ที่ใส่มานี่แหละ

ไม่รู้จะ block กับไปถึงไหน แล้วบรรดา ไอ้พวก ที่บอกทักษิณปิดสื่อ แทรกแซงสื่อ ที่มันด่าทักษิณตอนนั้น
มันหายไปไหนหมด ไล่บลอคเวป ปิดวิทยุ ปิดp2ptv สื่อหลักก็โดนครอบงำเบ็ดเสร็จไม่ใช่แค่แทรกแซง

ที่เค้าบอกก็ดีครับ

นักข่าวนักวิเคราะห์หลายคนทำได้ครับ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่เมืองไทยมันเป็นระบบ พี่น้องพวกพ้อง
บก ข่าว เค้าบอก เฮ้ยเขียนแบบนี้ไม่ได้ ต้องเอาแนวนี้ ตอนนี้เรากำลังตีคนนี้ ไปเขียนมา มันก็จบ
โครงสร้างสื่อแบบอาชีพ มันมี ผลประโยชน์ทับซ้อนในตัวเองสูง

อีกเรื่องทฏษฎีที่คนไทยจำนวนมากชอบใช้คือ พระเอกผู้ร้าย คนดีคนชั่ว ที่โดนปลูกฝังกันมา

ผมสมัคร feed ของประชาไทครับ (ที่เป็น feedburner) พอย้าย URL แล้วมันย้ายตามให้อัตโนมัติ ก็สบายดี

เห็นทางประชาไทเค้าสมัครเข้า groups กัน จะได้ตามได้สะดวกๆ หรือเอาจริง Facebook Page ก็หลบบล็อคได้ไม่ยาก

ึptv โดนปิดก็สมควร มันเกินไปจริง ดูแล้วจะเป็นบ้า
ผมอ่าน งานพวกนักวิชาการแล้วก็งงๆ หาเรื่องด่าฝ่ายตรงข้ามโดยอาศัยคำศัพท์วิชาการอ่านไปก็ไม่รู้จะสื่ออะไรงง

ฺBlock ประชาไท นี่น่าเสียดาย
เป็นสื่อที่ไม่ล้ำเส้น และข่าวน่าสนใจ

นักวิเคราะห์ที่กลางๆนี่หาอ่านยากขึ้นทุกวัน ส่วนใหญ่เลือกข้่างไปหมดแล้ว

ปัญหาคือ ASTV ไม่โดนปิดด้วยไงครับ เป็นข้อครหาเรื่อง 2 มาตรฐานอยู่เรื่อยๆ

-ขออนุญาตนำลิงค์ไปแปะที่ กลุ่มของ ตลาดนัดรัฐศาสตร์ นะครับ

และขอเชิญร่วมกลุ่มตลาดนัดรัฐศาสตร์ ด้วยนะครับ

http://www.facebook.com/#!/group.php?gid=119401721416311&ref=ts

Add new comment