Augmented Reality เมื่อโลกเสมือนมาบรรจบกับความจริง

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร e-Commerce

เทคโนโลยีอย่างหนึ่งที่เริ่มมาแรงในปี 2009 และน่าจับตามองเป็นอย่างมากในปี 2010 คือเทคโนโลยีที "augmented reality" หรือเรียกย่อๆ ว่า AR

augmented reality เป็นวิทยาการแขนงหนึ่งที่ผสมความเป็นจริง (real world) เข้ากับโลกเสมือน (virtual world) โดยใช้วิธีซ้อนภาพสามมิติที่อยู่ในโลกเสมือน ไปบนภาพที่เห็นจริงๆ ในโลกความเป็นจริง (ผ่านกล้องหรืออุปกรณ์อื่นๆ เช่น แว่นตา) โดยแสดงผลภาพแบบเรียลไทม์

เทคโนโลยีลักษณะนี้มีใช้กันบ้างแล้วในวงการต่างๆ เช่น จอภาพยนตร์แบบ IMAX ที่ต้องใส่แว่นตาชนิดพิเศษจึงจะเห็นภาพสามมิติลอยอยู่ในอากาศ หรือวงการกีฬาที่ซ้อนภาพเส้นระยะต่างๆ ลงไปบนสนามหญ้า เช่น เส้นระยะในอเมริกันฟุตบอล หรือเส้นล้ำหน้าในกีฬาฟุตบอล จะว่าไปแล้ว วัยรุ่นไทยน่าจะคุ้นเคยกับแนวคิดของ augmented reality อยู่พอบ้าง เพราะมันเคยถูกนำเสนอผ่านการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องดัง "ดราก้อนบอล" ในรูปอุปกรณ์ที่เรียกว่า "สเคาเตอร์" (scouter) ซึ่งเป็นแว่นตาเดียวที่ใช้วัดระดับพลังหรือความสามารถของคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระยะสายตาได้ โดยจะแสดงข้อมูลต่างๆ ขึ้นมาบนกระจกของแว่นเมื่อมองไปยังคู่ต่อสู้คนนั้น

ในวงการวิชาการ ศาสตร์ลักษณะนี้เรียกรวมๆ ว่า mixed reality โดยถูกเริ่มพัฒนาในห้องวิจัยด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 อย่างไรก็ตาม มันยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในหมู่คนทั่วไป

ความแรงของ augmented reality ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนในไม่กี่ปีที่ผ่านมา โทรศัพท์มือถือเริ่มมีหน่วยประมวลผลที่รวดเร็วพอแก่ความต้องการของโปรแกรมลักษณะนี้ มีการเชื่อมต่อข้อมูลกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และมีอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่จำเป็น เช่น กล้องถ่ายภาพ เข็มทิศ อุปกรณ์รับพิกัดดาวเทียม (GPS) ครบถ้วน บริษัทและองค์กรหลายแห่งจึงนำมือถือมาใช้เป็น "อุปกรณ์สำหรับแสดงภาพความเป็นจริง" หรือ augmented reality browser กันบ้างแล้ว

การทำงานของ augmented reality บนโทรศัพท์มือถือ จะใช้กล้องถ่ายภาพของมือถือเป็นตัวดึงภาพจากสถานที่จริงที่ผู้ใช้ยืนอยู่ในขณะนั้น จากนั้นจะค้นหาตำแหน่งและทิศทางของโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น ผ่าน GPS และเข็มทิศ เมื่อทราบพิกัดที่แน่นอน โทรศัพท์จะร้องขอข้อมูลภาพของโลกเสมือนผ่านอินเทอร์เน็ต (ผ่าน GPRS, EDGE, 3G หรือ Wi-Fi) แล้วค่อย "ทาบ" ภาพในโลกเสมือนบนภาพที่ได้จากกล้องจริงเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ผู้นำของซอฟต์แวร์ Augmented Reality บนโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันคือ Layar (layar.com) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ โปรแกรม Layar มีบนมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ของกูเกิล และ iPhone ของแอปเปิล สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี

หลักการของ augmented reality นั้นเรียบง่าย แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานต่างๆ ได้มากมาย เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปมีแค่ "เลเยอร์" หรือชั้นของข้อมูลเท่านั้น ตัวอย่างที่เป็นไปได้มีดังนี้

ระบบนำทาง - สามารถซ้อนภาพสถานที่ปลายทาง หรือจุดที่น่าสนใจลงในภาพจริง เพื่อให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่ตามทิศทางที่ระบุไปยังตำแหน่งนั้นๆ ได้ ในโปรแกรม Layar สามารถเลือกแสดงชั้นข้อมูลจาก Google Maps ซึ่งมีข้อมูลสถานที่ในประเทศไทยจำนวนมากพอสมควร สามารถใช้ค้นหาร้านค้า ธนาคาร ภัตตาคาร ในกรุงเทพได้ด้วยความแม่นยำระดับหนึ่ง

โฆษณา - ร้านค้าท้องถิ่นสามารถใช้ AR ช่วยในการประชาสัมพันธ์และทำแคมเปญการขายได้ในลักษณะเดียวกับการใช้เทคโนโลยีแผนที่ออนไลน์อย่าง Google Maps นี่อาจเป็นโอกาสหนึ่งของผู้ให้บริการด้านข้อมูลและสถานที่อย่างเช่น สมุดหน้าเหลือง เป็นต้น

การท่องเที่ยว - ที่ถนน Abbey Road ในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นจุดที่วง The Beatles ใช้ถ่ายภาพปกอัลบั้ม Abbey Road อันโด่งดัง ถ้าเอา AR ไปชี้ที่บริเวณทางม้าลาย จะเห็นตัวการ์ตูนของสมาชิกในวงกำลังเดินข้ามถนนเลียนแบบภาพปกอัลบั้ม นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของทัวร์ "Beatles in 3D" ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ได้

สถาปัตยกรรม - เมื่อนำ AR ไปชี้ที่ไซต์ก่อสร้างของอาคารใหม่ที่กำลังก่อสร้างในเมืองรอตเธอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะเห็นภาพสมบูรณ์ของอาคารที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว (กำหนดเสร็จจริงคือปี 2014) หรือจะลองคิดว่าเอา AR ไปซ้อนทับซากปราสาท จะเห็นโมเดล 3 มิติในสภาพที่สมบูรณ์ก็ได้เช่นกัน

แม้ว่าเทคโนโลยี augmented reality จะมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากเพียงใด ปัญหาที่จะตามมาอย่างแน่นอนคือปัญหาด้านความเป็นส่วนตัว (privacy) และการเปิดเผยพิกัดของผู้ใช้อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านอาชญากรรมด้วย เนื่องจากผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงตัวผู้ใช้โปรแกรมลักษณะนี้ได้ โดยดูข้อมูลผ่าน AR browser

ตัวอย่างเลเยอร์อันหนึ่งของ Layar คือดูว่าในละแวกใกล้เคียงมีผู้ใช้ Twitter คนไหนบ้าง โดย Layar จะอ่านข้อมูลจากพิกัดของข้อความ tweet ที่โปรแกรม Twitter บนมือถือบางตัวส่งออกมาด้วย (โปรแกรมบางตัวอย่าง UberTwitter บน BlackBerry นั้นจะส่งข้อมูลพิกัดออกมาโดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งานต้องสั่งปิดเอง) ภาพข้างต้นเป็นภาพการใช้งานจริงของผู้เขียน ซึ่งสามารถดูและเข้าถึงตัวผู้ใช้ Twitter ที่อาจไม่ทราบว่าตัวเองได้ส่งข้อมูลพิกัดออกมา

นอกจาก Layar แล้ว ปัจจุบันเริ่มมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ลักษณะเดียวกัน เช่น โปรแกรม Nearest Tube (iPhone) หาสถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุด, SREngine (iPhone) แยกแยะข้อมูลสถานที่และสิ่งปลูกสร้าง, Wikitude AR Travel Guide (Android, iPhone) หาข้อมูลสถานที่โดยใช้ฐานข้อมูลจากวิกิพีเดีย เป็นต้น

ผู้เขียนหวังว่าผู้ประกอบการไทยจะใช้กระแสเทคโนโลยี augmented reality ให้เป็นประโยชน์ ไม่แน่ว่าเราอาจเห็นโปรแกรมตามหาร้าน 7-Eleven ที่ใกล้ที่สุด เหมือนกับโปรแกรามตามหาสถานีรถไฟใต้ดินของเมืองนอกก็เป็นได้