เกษียร: การปะทะทางวัฒนธรรมบนท้องถนนในกรุงเทพ

คุณ @iPattt ส่งมาให้อ่านทาง Facebook ครับ เป็นบทความของเกษียร เตชะพีระ อาจารย์รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ป๋าใหญ่คนหนึ่งของวงการ

เกษียรพูดเรื่องวัฒนธรรมที่ต่างกัน ของคนกรุงเทพกับคนต่างจังหวัด โดยเทียบกับประสบการณ์ของเขา (คนกรุง) สมัยเข้าป่า เกษียรใช้กรอบนี้อธิบายปรากฎการณ์ "อัดอั้น" ของคนกรุง ยามเจอเสื้อแดงบุกกรุง

ในระยะเดือนกว่าที่ผ่านมา คนกรุงจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกชีวิตไม่เป็นไปตามปกติ เหมือนถูกข่มขู่คุกคามกีดขวางล่วงล้ำอยู่เสมอ คล้ายๆ ความรู้สึกปีละหนที่ไม่อยากออกจากบ้านเลยช่วงสงกรานต์ เพราะเบื่อ/กลัว/รำคาญที่จะถูกสาดน้ำประแป้งจนแปดเปื้อนเปียกปอนหรือกระทั่ง ถูกมือบอนถือวิสาสะลูบไล้ลวนลามทั้งที่ไม่สมัครใจเล่นด้วยจากแก๊งใหญ่น้อย ที่ปิดถนนหรือขึ้นปิคอัพตระเวนอาละวาดไล่สาดน้ำอย่างคึกคะนองเมามันไปทั่ว กรุงเทพมหานคร

ลองจินตนาการว่าแทนที่จะต้องทนเจอสภาพ "สงกรานต์ภาคบังคับ" อย่างนั้นปีละสี่ซ้าห้าวัน กลับกลายเป็นต้องเจอทุกวี่ทุกวันตลอดทั้งปี คนกรุงจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเพียงใด?

ที่เหลือตามไปอ่านกันเองนะครับ

ที่ผมสนใจเป็นอีกประเด็นหนึ่งของเกษียร ตรงที่ทำตัวหนาไว้

แต่มันเป็นผลทางการเมืองโดยตรงของ [ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-ความเติบโตตื่นตัวทางชนชั้น-ความไม่เสมอภาคทาง อำนาจ] ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นหากอยู่ในระบอบประชาธิปไตย

อันเป็นระบอบที่ผม-น้าผู้หญิงเสื้อแดงคนนั้น-ท่านผู้อ่าน-แกนนำ ประท้วงที่ก้าวร้าวดุดันที่สุดและนุ่มนวลมีเหตุผลที่สุด-ขบวนการเสื้อสีที่ เรารักชอบที่สุดและเสื้อสีที่เราเกลียดชังที่สุด-ไม่ว่าคนดีหรือคนไม่ดี มีความเป็นไทยมากหรือน้อยหรือต่อให้ไม่มี ฯลฯ ต่างมีหนึ่งคน-หนึ่ง เสียงเท่ากันในการเลือกตั้ง ตราบที่เป็นพลเมืองไทยอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป

เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข

ใครได้เสียงเลือกตั้งมากกว่า คนนั้นชนะ

ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า แต่ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน รวมทั้งสิทธิของเสียงข้างน้อยที่เห็นต่างออกไป

ผมเคยเขียนบล็อกเรื่องนี้ไว้ใน การนับเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย?

น่าสนใจว่า กำลังมีความพยายาม (ของใครก็ไม่รู้) ในการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของ "หนึ่งคนหนึ่งเสียง" ด้วยแนวคิดว่า "เสียงนั้นถูกซื้อ" (แปลว่าเสียงไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป) ด้วยวาทกรรม "โง่ โดนซื้อเสียง"

Comments

ผมว่าไม่น่าจะกำลังนะครับ
สิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังมานานแล้วครับ
บ้านนอกโง่ จะไปรู้อะไร ใครให้เงินก็เลือก
ถ้าให้เท่ากันสองพรรค บัตรเสีย?

เป็นอาจารย์ได้ไงครับ คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ เห็นใจคนแถวนี้บ้างจะอดตาย อยู่แล้ว พวกแกจะยุบสภา ต้องให้กรูเดือดร้อนขนาดนี้เลยเหรอ มันเกี่ยวอะไรกับพวกกรูเรื่องของพวกมึรงทั้งนั้นเลย ประชาธิปไตยอะไรของพวกแกวะ ผมจะขายของ ไปชุมนุมห้นาบ้านอาจารย์สิ

ปัญหาคือ เมื่อเสียงนั้นถูกซื้อ แปลว่า "เสียงนั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์" อีกต่อไปสิครับ

ผมไม่มีผลวิจัย หรือทำโพลมารองรับ ว่าคนกลุ่มไหน อาชีพไหน การศึกษาเท่าใด หรือชนชั้นไหนถูกซื้อเสียงได้มากกว่ากัน

แต่จากประสบการณ์ที่ทำงานในเมือง และบ้านอยู่ชานเมือง เกือบต่างจังหวัด

พบว่ากลุ่มคนที่ความรู้น้อย อยู่แถบชานเมือง หรือต่างจังหวัด

ถูกเข้ามาซื้อเสียงได้ง่ายกว่าจริง และถูกซื้อเสียงได้ง่ายกว่าจริง (ด้วยความเคารพ ผมก็ไม่ใช่คนเมือง)

แนะนำให้อ่าน บทสัมภาษณ์ คำ ผกา ใน aday Bulletin ฉบับล่าสุดครับ (หน้าปกเจ้าตัวยืนเท้าสะเอว)
เค้ามีพูดถึงการซื้อเสียงด้วย
น่าจะทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้นนะครับ

เราไม่เคยได้ตกลงกันก่อนว่าจะสละสิทธิส่วนตัวแค่ไหนให้มาเป็นของส่วนรวม

แล้วก็ชอบเหมาเอาว่าเสียงส่วนใหญ่จะเอาอย่างไร ส่วนน้อยต้องยอมตาม

ถ้าส่วนใหญ่จะลงเหวแล้วส่วนน้อยต้องลงตามด้วยหรือ

"ถ้าส่วนใหญ่จะลงเหวแล้วส่วนน้อยต้องลงตามด้วยหรือ"

ถ้าตามหลักประชาธิปไตย ก็ต้องตอบว่า "จริง"

ปัญหามักจะอยู่ตรงคำว่า "ลงเหว" มากกว่า
เพราะมันมักเป็นข้ออ้างของคนที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่

สมมุตินะครับว่าถ้าพรรคเพื่อไทยซื้อเสียงคนภาคใต้ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงคนเหนือกับคนอีสาน ผลจะออกมาเป็นอย่างไร คงจะเดา ๆ กันได้นะครับ

ตอบคุณ เข้ามามั่ว

คุณลองทบทวนตรงนี้หน่อยว่าถ้าส่วนน้อยไม่อยากลงเหวไปกับส่วนใหญ่แล้วจะทำอย่างไรกัน

คนประตูน้ำครับ เก่งก็ไปเป็น อาจารย์สิครับ
เขาไปไม่เก่งจริง เขาไม่เป็นอาจารย์หรอกครับ
ธรรมศาสตร์ด้วยนะครับ เรื่องรัฐศาสตร์สุดๆในประเทศแล้ว
เขายังเป็นอาจารย์ที่นั้นได้ ผลิตบัญฑิตออกมาในวงการเยอะแยะเลย
ควรรับๆฟังความคิดเห็นคนระดับนี้ไว้นะครับ
ผมไม่ได้ว่าเขาถูกต้องนะครับ แต่ควรรับฟังบ้าง
มั่วแต่ขายของ สนใจแต่ตัวเอง ?
ก็เพราะสนใจแต่ตัวเองไง พอลำบากก็ออกมาโวยวาย
ก็นี้ไง คนที่ลำบาก ออกมาโวยวาย ใส่เสื้อแดงกันให้พรึบ
มันก็คนประเภทคุณทั้งนั้น

คุณลูกศิษย์ของเกษียร ครับ คุณก็ดูอาจาร์ยคุณพูดสิครับ

"ในระยะเดือนกว่าที่ผ่านมา คนกรุงจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกชีวิตไม่เป็นไปตามปกติ เหมือนถูกข่มขู่คุกคามกีดขวางล่วงล้ำอยู่เสมอ คล้ายๆ ความรู้สึกปีละหนที่ไม่อยากออกจากบ้านเลยช่วงสงกรานต์ เพราะเบื่อ/กลัว/รำคาญที่จะถูกสาดน้ำประแป้งจนแปดเปื้อนเปียกปอน"
ลองจินตนาการว่าแทนที่จะต้องทนเจอสภาพ "สงกรานต์ภาคบังคับ" อย่างนั้นปีละสี่ซ้าห้าวัน กลับกลายเป็นต้องเจอทุกวี่ทุกวันตลอดทั้งปี คนกรุงจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเพียงใด?

ถ้าเกษียรคิดได้ว่าเป็นแค่ "สงกรานต์ภาคบังคับ" ผมก็อยากให้เสื้อแดงไปชุมนุมหน้าบ้านเขาเท่านั้นเองจะได้รู้สึก พูดให้แดงดูดีนะครับ พูดก็พูดไม่หมด รู้กันอยู่ว่ามาทำไม หรือคุณไมรู้ ไปถามอาจารย์คุณสิน่าจะรู้ดี ใช่ผมลำบากเลยออกมาโวย แต่ผมก็ไม่ทำให้คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเดือดร้อน เหมือนพวกเสื้อแดง

สรุปแล้วจะให้ยอมรับเสื้อเเดงเหรอครับ นี่หรือความคิดเห็นของคนระดับนี้?

เกษียรคิดได้แค่นี้ก็ไม่ควรเป็นอาจารย์หรอก

ตอบคุณสาวก

คำว่า คนส่วนใหญ่ลงเหว ผมแยกเป็น 2 ประเด็นครับ

1. ลงเหว จริงๆ
สิ่งที่คนส่วนน้อยต้องทำคือ พยายามอธิบายให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า มันกำลังลงเหวแล้วนะ บลาๆๆ
พูดง่ายๆ คือ ต้องพยายามเปลี่ยนความคิดคนส่วนใหญ่ครับ
ซึ่งถ้าทำไม่ได้ คุณก็ต้องลงเหวไปกับเขา (หรือไม่ก็แยกไปอยู่สังคมอื่น)

2. ไม่ได้ลงเหวจริง
นี่คือประเด็นที่ผมจะสื่อมากกว่า
คือจริงๆ มันก็ไม่ได้เลวร้ายหรอก (ผมยังเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ ความคิดย่อมต้องผ่านความหลากหลายและกลั่นกรองในตัวมันอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณคิดว่า คนส่วนใหญ่มันโง่, ถูกซื้อเสียง ก็อีกเรื่อง)
แต่ในสายตาคนส่วนน้อย "คิดว่า" เป็นการลงเหว
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ย้อนกลับไปอ่านข้อ 1. ครับ
(ต้องใช้วิธีนั้น ไม่ใช่เอารถถังออกมา หรือหาเรื่องยุบพรรค)

ด้วยความเคารพนะครับ

ตอบคุณประตูน้ำนะครับ

เรื่องนี้ผมมองว่าคนกรุงอย่างเราๆต้องยอมรับว่าการชุมนุมเป็นการแสดงออกซึ่งถูกต้องเป็นไปตามกฏหมายในระบอบประชาธิปไตย แต่มันจะสร้างความลำบาก รำคาญ ให้กับเราๆก็ตาม แต่ในเมือคุณต้องการจะร้องเรียนอะไร แล้วคุณไม่มีสิทธิไม่มีเสียงในสังคม ค่อยแต่โดนชนชั้นอย่างเราๆดูถูก ชนชั้นที่ไม่เคยยอมรับความคิดเห็นของคนที่ต่ำกว่า แล้วคุณจะทำยังไง ยื่นหนังสือให้ทางราชการหรอครับ ดูยายใฮเป็นตัวอย่าง ที่สะท้อนถึงระบบสังคมของเรา ผมมองว่าการชุมนุมของพวกเสื้อแดงมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผมรำคาญ(มากๆอ่ะ)เหมือนกัน แต่เป็นเพราะเรายังไม่ชินกับการแสดงออกในประชาธิปไตยรูปแบบนี้ แม้เราจะโดนมาตั้งแต่ปี 2548 ของกลุ่มพันธมิตรก็ตาม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนกรุงอย่างเราๆต้องทำใจ อ. ท่านได้ออกมาพูดถึงการปะทะทางวัฒนธรรมบนท้องถนนในกรุงเทพ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงในกรุงเทพ เราก็เห็นๆกันอยู่ อาจารย์เขาแสดงออกถึงอะไรที่ไม่สมควรเป็นอาจารย์หรอครับ หรือว่าคนที่สมควรเป็นอาจารย์ควรแสดงออกยังไงหรอครับ ?

ถึง คุณเข้ามามั่ว

ถ้าคิดอย่างนั้นมันก็ต้องทุบกันแหละ เพราะคนส่วนน้อยอาจมีพลังความสามารถมากกว่าคนส่วนใหญ่ได้ ในธรรมชาติผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมอยู่รอด เราเปลี่ยนการทุบกันเพื่อคนหาว่าใครใหญ่กว่าหรือจะไปทางไหนมาเป็นการออกเสียงแทนเพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงของการดำรงชีวิต ถ้าต้นทุนจากการออกเสียงมากกว่าต้นทุนจากการทุบกัน เราก็คงเป็นแบบหลายๆประเทศในอเมริกาใต้

บางทีก็อาจต้องแยกสังคมกันอยู่ แต่จะแยกอย่างไร แยกแบบยังอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือแยกแบบแบ่งพื้นที่แบ่งประเทศไปเลย นี่ก็อาจจะเป็นแนวคิดที่นิยมทำกันแถวยุโรปก็ได้ เพราะลงมติแยกประเทศกันได้ง่ายๆ ไม่ต้องรบกัน บางประเทศเล็กกว่าจังหวัดใหญ่ๆของไทยซะอีก

ถึง คุณลูกศิษย์

ถ้าคุณประตูน้ำ จะไปหากองกำลังมาขับไล่พวกประท้วงออกไปจากหน้าบ้านของเขา จะดีไหม ในเมื่อมาทำความเดือดร้อนให้คุณประตูน้ำจนทนไม่ได้ การอ้างว่าตัวเองเดือดร้อนแล้วไปทำความเดือดร้อนให้คนอื่นต่อนี่มันพวกพาลนะ

ถ้าเกษียรนิยมอย่างนี้ว่าดี คุณประตูน้ำบอกว่าควรให้ไปอยู่ที่หน้าบ้านเกษียรก็ถูกแล้ว

ตอบคุณ สาวก นะครับ

ถ้างั้นการชุมนุมทุกอย่างต่างสร้างความเดือนร้อนสิครับ แล้วจะให้เรียกร้องอย่างไหร่ละครับ ในเมื่อมันเป็นวิธีทางที่ทำกันได้ในระบบประชาธิปไตย หรือ อยากให้ไม่มีการชุมนุมก็รัฐบาลทหารเพื่อนบ้านเรานี้ไงครับ ที่ออกมาชุมนุมก็โดนปืนไล่ยิง บ้านเมืองสงบดีนะครับ แต่ความยุติธรรมไม่มี ประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียง ถ้าหากคุณอ่านความคิดเห็นผมตั้งแต่แรกจะเห็นได้ว่าผมไม่ได้บอกว่า อ.เกษียรพูดถูกนะครับ แต่ผมเพียงแค่ไม่ชอบความคิดเห็นที่ออกมาแสดงความดูถูกของคุณประตูน้ำ ซึ่งแทบจะเหมือนกับว่าถ้าใครคิดต่างจากเขา ล้วนโดนตำหนิ หรอครับ แม้คนนั้นจะเป็นถึง อาจารย์ของมหาลัยที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ จะเป็นผู้เชียวชาญในทางด้านนี้ ผมมองว่าควรรับฟังนะครับ

ส่วนเรื่องผู้ชุมนุมผมก็เดือนร้อนเหมือนกันแหละครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ทำตามระบอบประชาธิปไตย แม้แต่ตอนนี้ที่ สหรัฐก็ยังมีการประท้วงแบบนี้อยู่เลยครับ เพียงแต่เขาไม่มีทหารมากดดันกลุ่มผู้ชุมนุม เลยสงบกว่าเยอะ

คุณ ลูกศิษย์

ถ้าคุณสร้างความเดือดร้อนให้คนที่ไม่ได้มาทำความเดือดร้อนให้กับคุณเพื่อต่อรอง มันถูกต้องเหรอ ทบทวนความคิดอย่างนี้หน่อยดีไหม ถ้าคนที่ได้รับความเดือดร้อนเขารวมกลุ่มกันมาลุยเอาคืนพวกคุณ แล้วมันจะเป็นอย่างไง

อย่างนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย เกษียรพูดผิด

ตอบคุณสาวกนะครับ

ถ้าคุณยังคงมองประเด็นนี้ก็แล้วแต่คุณละกันครับ ผมคงไม่สามารถคุยประเด็นอื่นครับคุณได้นะครับ ผมบอกคุณไปแล้วผมคุยประเด็นไหน แล้วคุณยังไงโยงประเด็นนี้เพื่อยกความชอบธรรมก็เชิญครับ ก็นี้ไงครับ คนที่เขาเดือนร้อนมารวมกลุ่มกันมาเอาคืนพันธมิตร ไงครับ โอเคไหมครับ ถ้าไม่ชอบ ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็ up2you แล้วละครับ

คุณลูกศิษย์

คนเดือดร้อนมาเอาคืนพันธมิตร

เอาคืนกับใครเหรอ คุณประตูน้ำกับคนที่อยู่แถวนั้นเขาเป็นพันธมิตรเหรอ ถึงไปเอาคืนพวกเขา

พฤติกรรมอย่างนี้ก็ไม่ต่างจากอันธพาลหรอก

เป็นครูอาจารย์ พูดคิดอะไรควรจะทำอย่างรอบด้านไม่ใช่มองแต่ด้านเดียว เสื้อแดงเค้าชุมนุมแบบสันติ(แต่ปาก)คู่ไปกับการใช้ความรุนแรง ตอนเช้าบนเวทีก็พูดว่าสันติ ลงเวทีลุยแหลกแหกด่าน...กลับมาตอนเย็นก็ขึ้นเวทีพูดว่าเราสันตินะพี่น้อง
คนอย่างเสธแดง อริสมัน ขวัญชัย ....อาจาร์ยคุณยอมรับคนพวกนี้หรือครับ?
ผมไม่ได้ดูถูกอาจารย์คุณแต่อ่านแล้วมันแปลกๆ เห็นmkบอก"เป็นบทความของเกษียร เตชะพีระ อาจารย์รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ป๋าใหญ่คนหนึ่งของวงการ"
และผมก็ไม่รู้จักอาจารย์คุณมาก่อน แต่ตอนนี้พอรู้แล้วครับไปหาในgoogleเห็นแดงมาแต่ไกลเลยครับ
ถ้าผมรู้มาก่อนคงไม่มาเถียงกับคุณให้เสียวเวลา
ขอบคุณครับ

ถามคุณลูกศิษย์อีกหน่อย ที่ว่า
"แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ทำตามระบอบประชาธิปไตย แม้แต่ตอนนี้ที่ สหรัฐก็ยังมีการประท้วงแบบนี้อยู่เลยครับ เพียงแต่เขาไม่มีทหารมากดดันกลุ่มผู้ชุมนุม เลยสงบกว่าเยอะ"

นี่อาจารย์คุณสอนหรื่อเปล่าครับ
ถ้าใช่ก็ไม่แปลกใจเลยที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้

ล่าสุดเสื้อแดงไปเล่นสงกรานต์ภาคบังคับที่ ร.พ.จุฬาแล้วครับ
นี่มันประชาธิปไตยบ้านใครครับ ถามหน่อย

แนะนำเรื่องให้เขียนครับ
"เผาเซ็นทรัลเวิลด์ สงกรานต์ภาคบังคับ" ของเกษียร เตชะพีระ

Add new comment