Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
ไม่ใช่ภาคต่อ แต่จะมองว่าเป็นชุดเดียวกับ If I Were Microsoft... ก็ได้ครับ (ธีมคือนั่งเพ้อฝัน คิดยุทธศาสตร์แทนบริษัทใหญ่โต ฮาๆ)
คราวก่อนเป็นไมโครซอฟท์ (แถมถูกด้วย) คราวนี้ลองเป็นกูเกิลบ้าง โฟกัสเฉพาะ Android เท่านั้น
ที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ๆ ของ Android มีอยู่ไม่กี่อย่าง
แอปเปิลได้สร้าง ecosystem อันเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งมันประกอบด้วย 3 ประสาน iPod/iPhone/iPad/Mac (อุปกรณ์), iTunes (โปรแกรม) และ iTunes Store (ร้านค้า) ของเขาเทพจริงต้องยอมรับ แม้ว่ามันจะกั๊กไปบ้าง แต่นั่นก็วิถีธุรกิจที่แอปเปิลเลือกแล้ว
ไมโครซอฟท์ก็พอจะสู้ได้ คือมีจิ๊กซอครบชิ้น Zune/Windows Phone (อุปกรณ์), Zune Desktop (โปรแกรม) และ Zune Marketplace (ร้านค้า) ถึงแม้ว่าวัดระดับกันแล้ว จะยังสู้แอปเปิลไม่ได้ แต่ด้วยขนาดและอิทธิพลของไมโครซอฟท์ก็ตามได้ไม่ยากนัก อาจไม่ถึงกับแซงหน้า แต่เสมอเนี่ยไม่เกินความสามารถ
Palm มีเฉพาะอุปกรณ์ (Pre/Pixi) ไม่มีโปรแกรมและร้านค้า (แต่ว่าลูกค้าต้องการสิ่งเหล่านี้) เลยใช้ยุทธศาสตร์จับเสือมือเปล่า แอบไปขอใช้ iTunes/iTunes Store ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่เจ๊งกับเจ๊ง เพราะโดนแอปเปิลปิดรูทีเดียวก็จอด
กูเกิลอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ Palm คือมีแต่อุปกรณ์ที่ใช้ Android ไม่มีโปรแกรมและร้านค้า ทีนี้กูเกิลควรทำอย่างไรดี?
การไปแอบใช้ iTunes/iTunes Store แบบ Palm นั้นคงไม่เวิร์คแน่ (และในอนาคตอันใกล้ แอปเปิลไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้) การพัฒนาโปรแกรมและร้านค้าเองขึ้นมาจากศูนย์ ไม่ใช่เรื่องง่าย แถมมันมีเรื่องเงื่อนเวลากำกับอยู่ด้วย (ถ้าช้าก็โดนทิ้งไกล) ลองมาดูตัวเลือกที่มีในตลาดก่อน
ถ้าไม่นับแอปเปิล โปรแกรมจัดการมัลติมีเดียที่ได้รับความนิยมในตลาด ได้แก่
ถ้าไม่นับแอปเปิล ร้านขายสื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในตลาด ได้แก่
ถ้าให้ผมเลือก ง่ายมากครับ เอาทั้งหมดนี่แหละ!!!
ข้อเสนอต่อกูเกิล
ในขณะเดียวกันก็สร้างร้านขายเพลงของตัวเอง โดยใช้ช่องทางของ Android Market และจะให้ดี ก็ควรสร้าง desktop client ของตัวเอง (Google Desktop?) เพื่อประกันความเสี่ยงจากการถูกทรยศไปด้วย
ยุทธศาสตร์ของกูเกิลบน Android ใช้วิธีเอาพวกมากเข้ารุมมาโดยตลอด คราวนี้ก็ควรจะทำแบบเดียวกันครับ
Comments
bow_der_kleine
4 April, 2010 - 03:30
Permalink
ผมคิดว่าในระยะเวลาไม่ถึงสามปี
ผมคิดว่าในระยะเวลาไม่ถึงสามปี android น่าจะชนะ iPhone & Co. ได้ไม่ยากนัก โดยที่อาจแทบไม่ต้องออกแรงใด ๆ เหมือนกับที่ Windows เคยชนะ Mac มาแล้วในช่วง Win 95 Era
ตอนนั้นผมมองว่า Mac ได้เปรียบ Win 95 เกือบทุกอย่าง เสียอย่างเดียว ใครอยากใช้แมคต้องซื้อเครื่องแมคด้วย ซึ่งราคามันแพงกว่าอย่างเทียบไม่ได้ ทำให้วินโดวส์เข้าถึงตลาดและคนส่วนใหญ่ได้มากกว่า เมื่อคนใช้มากอย่างอื่นก็ตามมาเอง
ตอนนี้แอนดรอยด์ก็ไม่ต่างกันมาก ด้วยราคาหมื่นต้น ๆ หรือไม่ถึงหมื่น คุณก็เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนเจ๋ง ๆ ได้ มีฮาร์ทแวร์ให้เลือกมากมาย แถมโมเมนตัมที่ตามมาสูงอีก
หรือมองในมุมมองของโปรแกรมเมอร์เอง ก็คงไม่มีใครอยากเขียนโปรแกรมขึ้นมา แล้วสุดท้ายไม่ได้ขาย เพราะแอปเปิ้ลไม่อนุญาต แล้วพอดีแอนดรอยด์มันก็เข้ามาได้จังหวะ มีทางออกที่ลงตัว
ในเมื่อคนใช้ และคนเขียนโปรแกรมหาจุดลงตัวที่ดีกว่าได้ ผมคิดว่าโมเมนตัมมันจะสูงไปอีก และระบบ ecosystem ต่าง ๆ มันก็จะสร้างตัวเองขึ้นมาได้เอง
แต่ครั้งนี้มันมีปัจจัยที่น่าสนใจมากขึ้นอีกสองอย่างคือ
1) แอนดรอยด์เป็นโอเพนซอร์ซ ทำให้มีคนเข้าร่วมวงฮาเฮได้มาก และทุกคนก็สามารถปรับแต่งระบบตามที่ใจต้องการ ยกตัวอย่าง A88 มีอินเตอร์เฟสภาษาไทยแล้ว หากเป็นระบบปิด ก็รอกันต่อไป (แต่ตรงนี้ต้องระวัง ปรับมากไปอาจมีปัญหาเรื่องความเข้ากันได้)
2) ไลฟ์สไตล์มีผลกับผู้บริโภคมากขึ้น สมัยนี้มีคนยอมจ่ายเงินเพื่อความเท่ห์มากขึ้น ซึ่งแอปเปิ้ลจะได้เปรียบตรงนี้ แม้ว่าตอนนี้แอนดรอยด์ยังเท่ห์อยู่ (เพราะมันมาใหม่และคนยังเห่ออยู่) แต่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะรักษาความเท่ห์ได้มากน้อยเพียงใด แต่อันนี้คงเป็นปัญหาของผู้ผลิตมือถือมากกว่าทีมแอนดรอยด์
Iterator
4 April, 2010 - 20:23
Permalink
ถ้าผมเป็นกูเกิ้ล จะซื้อ
ถ้าผมเป็นกูเกิ้ล
จะซื้อ บริษัท design
ลงทุนใน การวิจัย hardware
ลงทุนและวิจัยเรื่อง multimedia
ลงทุนเรื่อง HUI ให้ออกมาจากเฉพาะแต่จอภาพ
ส่งโปรแกรมเมอร์ไปเรียน แฟชั่นบ้าง ดีไซน์ ดนตรี
เน้น end user experience ต่อจิ๊กซอร์
ยุคนี้ IT มัน เข้าไปหลอมรวมกับ life style ขึ้นเรื่อย ๆ ต้อง เน้นตรงนี้
ข้างบนฟังดูคล้าย ๆ ที่ แอปเปิ้ลทำอยู่
แต่ที่ไม่เหมือนคือ ไม่ปิดกั้น ส่งมอบ platform ที่มีมาตรฐานสูง ที่ adapt ขึ้นลงได้
เปิด ให้ผู้เล่นอื่นเข้าร่วม สร้างมาตรฐานและส่งมอบ ตัวอย่างการอิมพลีเมนต์
เชื่อมโยงทุกอย่างกลับไปที่ core value คือ data & search
อย่าลืมว่า ราคาฮาร์ดแวร์ก็ลงมาเรื่อย ๆ ถ้า ชิ้นส่วนไอโฟน ลงมาถึงระดับหนึ่ง
ไอโฟนอาจจะพร้อมจะเป็น เครื่องราคาถูก และ เป็น mass
อย่าลืม china factor และ India factor.
ยิ่ง ipad มา แอปเปิ้ลจะได้ครอบครอง จอ ใหม่
Add new comment