iPad ความท้าทายครั้งใหม่ของแอปเปิลเพื่อชิง "พื้นที่ในกระเป๋า" ของผู้ใช้

เป็นบทความที่ผมเขียนไปลง GMBiz ของ @mktmag ตีพิมพ์ในฉบับที่ 3 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2010 (ฉบับหน้าปก @pawoot ร้อยล้าน!!)

เวอร์ชันที่เอามาลงบล็อกนี้ เป็นเวอร์ชันที่ส่งให้ทีม บ.ก. ตอนแรก แล้วโดนขอให้แก้ไขให้สั้นลงหน่อยเพราะที่ไม่พอ :P เลยเอาแบบไม่ตัด ไม่เซ็นเซอร์ มาลงบล็อกไว้ละกันครับ

อัพเดต เพิ่มภาพถ่ายของฉบับที่ลงพิมพ์จริง iPad article in GMBiz #3 issue

iPad ความท้าทายครั้งใหม่ของแอปเปิลเพื่อชิง "พื้นที่ในกระเป๋า" ของผู้ใช้

การเปิดตัวแท็บเล็ตใหม่ของแอปเปิลที่ชื่อ iPad เมื่อวันที่ 28 มกราคม เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร อุปกรณ์ชิ้นนี้เป็นเหมือน iPhone (หรือจะให้ถูกกว่าคือ iPod touch) ขนาดยักษ์ มีหน้าจอสัมผัสขนาด 9.7 นิ้ว หนาครึ่งนิ้ว และหนักเพียงครึ่งกิโลกกรัม ระบบปฏิบัติการภายในคล้ายคลึงกับ iPhone เพียงแต่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ อายุแบตเตอรี่ใช้งานได้ต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง

เจ้าของ iPhone เดิมสามารถนำโปรแกรมบน iPhone มาใช้ได้ทันที โดยเลือกขยายหน้าจอของโปรแกรมให้ใหญ่ขึ้นเท่ากับหน้าจอของ iPad ได้ ตามตัวเลขที่แอปเปิลอ้าง ปัจจุบัน iPhone มีโปรแกรมทั้งหมดประมาณ 140,000 โปรแกรม ถึงแม้ว่าจะมีโปรแกรมด้อยคุณภาพหรือทำงานซ้ำๆ กันเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ถ้านับเฉพาะโปรแกรมยอดนิยมก็ถือว่ายังมีจำนวนมหาศาล ถือเป็นหมากสำคัญอีกตาหนึ่งของแอปเปิล ที่ใช้ประโยชน์จากฐานโปรแกรมจำนวนมากของ iPhone ที่มีอยู่แล้ว

แอปเปิลออกแบบ iPad ให้ทำงานด้านอินเทอร์เน็ตและมัลติมีเดียเป็นหลัก เช่นเดียวกับ iPhone เพียงแต่โปรแกรมที่ใช้เข้าเว็บ อ่านอีเมล ดูหนัง ทำตารางนัดในปฏิทิน มีขนาดใหญ่ขึ้นตามหน้าจอของ iPad การทำงานบางอย่างที่ต้องสลับหน้าจอไปมาใน iPhone ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดของหน้าจอ พอมาอยู่บน iPad ก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น ทำให้ใช้งานสะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก

ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับวงการไอที แอปเปิลยังได้เปิดตัวโปรแกรมรูปแบบใหม่อีก 2 ตัว ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะใช้มันบน iPhone แต่ด้วย iPad มัน (น่า) จะทำงานได้ดี

โปรแกรมตัวแรกคือ iBooks หรือร้านขายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ที่แอปเปิลไปสร้างพันธมิตรไว้กับสำนักพิมพ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ผู้ใช้โปรแกรม iBooks สามารถซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ผ่านหน้าเว็บ และดาวน์โหลดมาอ่านบน iPad ได้ง่าย เฉกเช่นเดียวกับการซื้อเพลงและหนังบน iTunes ที่แอปเปิลบุกเบิกมาตั้งแต่สมัยทำ iPod การที่ iPad สามารถอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ ทำให้แอปเปิลกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Kindle เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของ Amazon ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ iPad สามารถทำงานอื่นๆ เช่น ตอบอีเมล ฟังเพลง ดูหนัง ได้ด้วย ในขณะที่ Kindle ใช้อ่านหนังสือได้อย่างเดียว

โปรแกรมตัวที่สองคือ iWork โปรแกรมสำนักงานของแอปเปิลซึ่งเดิมมีอยู่บนเครื่องแมคอินทอช ก่อนหน้านี้โปรแกรมสำนักงาน (พิมพ์งาน, ทำตารางคำนวณ, ทำสไลด์นำเสนอ) จำเป็นต้องใช้บนเครื่องพีซีตั้งโต๊ะหรือโน้ตบุ๊กเท่านั้น ด้วยเหตุผลว่าเป็นโปรแกรมที่ต้องการการควบคุมจากคีย์บอร์ดและเมาส์มาก ไม่สามารถใช้งานบนมือถือหรืออุปกรณ์ขนาดเล็กได้ง่ายๆ (ลองจินตนาการถึงการพิมพ์เอกสารด้วยปุ่มบนมือถือดูสิครับ) แต่เมื่อ iPad ถือกำเนิดขึ้นมา แอปเปิลจึงพยายามท้าทายข้อจำกัดนี้ โดยออกแบบหน้าตาของโปรแกรม iWork เสียใหม่ให้เหมาะสำหรับการควบคุมด้วยการสัมผัสจากนิ้วมือ และป้อนข้อมูลผ่านคีย์บอร์ดบนหน้าจอที่มีขนาดใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดจริง

iPad เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi ซึ่งในปัจจุบันถือว่ามีให้บริการครอบคลุมในเขตเมืองและสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเลือกรุ่นที่ต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 3G ได้ ถ้าหากต้องการการเชื่อมต่อเมื่ออยู่นอกสถานที่ ในช่วงแรกที่แอปเปิลเริ่มวางขาย iPad ช่วงประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม 3G จะมีเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น และจะค่อยๆ ขยายไปยังประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ภายในปีนี้

จุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดอันหนึ่งของ iPad คือเรื่องราคา รุ่นถูกที่สุดมีหน่วยความจำ 16GB เชื่อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi (ไม่มี 3G) ขายในราคา 499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 18,000 บาทเท่านั้น เรียกได้ว่าถูกกว่า iPhone เสียอีก ส่วนรุ่นแพงที่สุดมีหน่วยความจำ 64GB ต่อได้ทั้ง Wi-Fi และ 3G ขายอยู่ 829 ดอลลาร์ (28,000 บาท) แต่ยังไม่รวมค่า 3G ที่ต้องจ่ายรายเดือนให้กับเครือข่าย AT&T ที่แอปเปิลเป็นพันธมิตรอยู่ในสหรัฐ

แม้ว่า iPad จะเป็นอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่น่าสนใจ รองรับการทำงานของผู้ใช้ทั่วไปได้ค่อนข้างครอบคลุม แต่ก็ยังมีจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่พอสมควร เช่น ขาดการเชื่อมต่อแบบ USB ทำให้ใช้อุปกรณ์เสริมทั่วไปไม่ได้เลย ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมของแอปเปิลเท่านั้น, ขาดช่องเสียบหน่วยความจำภายนอก ทำให้การนำภาพหรือวิดีโอจากกล้องมาใส่บน iPad ทำได้ยาก, การโอนถ่ายข้อมูลต้องทำผ่านโปรแกรม iTunes ของแอปเปิลได้เพียงวิธีเดียว, ประสิทธิภาพในการพิมพ์กับคีย์บอร์ดบนหน้าจอยังเป็นที่น่ากังขา ฯลฯ

บทความนี้คงไม่สนใจลงรายละเอียดทางเทคนิคมากนะครับ ประเด็นที่น่าพูดถึงมากกว่าคือ iPad จะขายดีหรือไม่? และผู้ใช้จะเอามันไปทำอะไรกันบ้าง?

ตอบคำถามแรกว่า iPad จะขายดีหรือไม่ ผมคิดว่าจะขายดีพอสมควร (ไม่กล้าตอบว่า ขายดีมาก) ปัจจัยที่สำคัญคือแบรนด์แอปเปิลที่แข็งแกร่ง และราคาขายที่ถือว่าถูกมาก ทำให้แอปเปิลจะได้ลูกค้ากลุ่มที่คิดว่า "ซื้อมาลองเล่นดู" เป็นจำนวนมาก

แต่ซื้อมาแล้วจะใช้มันมากน้อยแค่ไหน ใช้อย่างไร อันนี้เป็นความท้าทายที่สุดของแอปเปิลในการผลักดัน iPad เลย

ในงานเปิดตัว iPad สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอของแอปเปิลได้อธิบายชัดเจนว่า iPad เป็นอุปกรณ์ที่ "อยู่ตรงกลาง" ระหว่างมือถือกับโน้ตบุ๊ก มันถือเป็นอุปกรณ์ชนิดใหม่ ไม่ได้ออกแบบมาทดแทนมือถือหรือโน้ตบุ๊ก

แนวคิด "อุปกรณ์ที่อยู่ตรงกลาง" ไม่ใช่ของใหม่ มีคนคิดเรื่องนี้กันมาเยอะแล้ว แต่ก็เจ๊งกลับไปทุกราย ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ที่เคยออกแท็บเล็ตพีซี หรือโนเกียเคยทำแท็บเล็ตตระกูล N800 สาเหตุที่ไม่ประสบผลสำเร็จ อาจเป็นเพราะพัฒนาเทคโนโลยีได้ไม่ดีพอ ตัวเครื่องหนัก อายุการใช้งานไม่นาน วิธีการป้อนข้อมูลไม่สะดวก เป็นต้น ซึ่งเราอาจมองได้ว่า iPad แก้ปัญหาเหล่านี้ไปเกือบหมดแล้ว

แต่เหตุผลสำคัญอีกประการที่ทำให้อุปกรณ์ชิ้นที่สามไม่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด ก็คือขนาดและน้ำหนักในกระเป๋าสะพายของผู้ใช้นั้นจำกัดนั่นเอง

ปัจจุบันคนทั่วไปพกอุปกรณ์ 2 ชิ้นคือโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง (หรือกระเป๋าถือถ้าเป็นสุภาพสตรี) และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในกระเป๋าสะพาย ซึ่งถือว่าเกือบถึงขีดจำกัดแล้วในแง่น้ำหนักและการขนย้าย นี่ยังไม่รวมสัมภาระอื่นๆ เช่น หนังสือ แฟ้ม หรือสมุดจดบันทึกด้วยซ้ำ

iPhone (และสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ) ทำเกือบทุกอย่างที่ iPad ทำได้ และทุกอย่างที่ iPad ทำได้นั้นทำบนโน้ตบุ๊กได้ทั้งหมด (แถมทำได้ดีกว่าเพราะมีคีย์บอร์ดและเมาส์) ดังนั้นเหตุผลในการหยิบ iPad ใส่กระเป๋าที่หนักอยู่แล้ว เพื่อออกเดินทางไปนอกบ้านจึงมีน้อยมาก

นี่คือโจทย์สำคัญที่แอปเปิลจะต้องตอบ ถ้าทำสำเร็จ iPad สามารถใช้แทนโน้ตบุ๊กได้ แอปเปิลจะปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถ้า iPad ไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ โอกาสที่มันจะถูกใช้งานก็เหลือแค่ในบ้าน ห้องนั่งเล่น ห้องนอน (หรือแม้แต่ห้องน้ำ :D) เท่านั้น

เราจะรู้คำตอบนี้เมื่อ iPad ออกวางขายจริงครับ ว่าแล้วผมก็น่าไปซื้อกับเขาสักเครื่องเหมือนกัน

Comments

"ว่าแล้วผมก็น่าไปซื้อกับเขาสั

"ว่าแล้วผมก็น่าไปซื้อกับเขาสักเครื่องเหมือนกัน" อ้าววววววว ผ่างงงงงงง

คุณ mk เขียนตอนท้าย เหมือนกับว่า iPad จะต้องไปอยู่ในกระเป๋าให้กับคนที่พกโน้ตบุ๊กเป็นประจำ
กระผมว่า มันมีคนกลุ่มใหญ่กว่า คือ คนที่ไม่ได้พกโน้ตบุ๊กเป็นประจำนะครับ และจำนวนมากในนี้คือผู้บริหารมีตังค์ (หรืออยากจะอวดรวย) แหะ แหะ

Wii ไม่ได้แย่งส่วนแบ่งจาก PS3 แต่สร้างตลาดใหม่, iPad ก็น่าจะพยายามอย่างนั้น แต่ไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่าน่ะสิ

ส่วนกระผม คงต้องซื้อให้ภรรยาที่เคารพแน่นอน เธอไม่พกโน้ตบุ๊ก แต่ยินดีจะพก iPad แหะ แหะ

ตอบคุณเม่น Wii

ตอบคุณเม่น

Wii ไม่ได้แย่งส่วนแบ่งจาก PS3 ก็จริง แต่เครื่องเกมที่ต่อกับทีวีมีได้เครื่องเดียวนะครับ (ถ้าไม่ซื้อทีวีสองเครื่องนะ) คือแม้ว่าในเชิงการตลาด มันจะเป็นการสร้างตลาดใหม่ก็จริง แต่ในเชิงความเป็นจริง มันยังแชร์ space-time กับอุปกรณ์อื่น

บทความนี้เสนอว่า iPad ต้องชิง space แข่งกับอุปกรณ์อื่นๆ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโน้ตบุ๊กน่ะครับ อาจจะเป็นสมุดโน้ตหรือของอย่างอื่นก็ได้

ผมคิดว่า

ผมคิดว่า การชิงพื้นที่ในกระเป๋าของบทความนี้ น่าจะซีเรียสกับโน้ตบุ๊คมากกว่า เพราะจุดอ่อนต่างๆ ในบทความ เป็นมุมมองเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์น่ะครับ

ซึ่งประเด็นนี้ ผมกลับเห็นว่าไม่ต้องลุ้นเลย iPad แพ้ชัวร์ๆ

แต่หากเปรียบเทียบกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น หนังสือคู่มือ, หนังสือพิมพ์, คู่มือทางการแพทย์, Dictionary, Organizer, To-do list, Catalog & Photo Album & Vdo (สำหรับ Present งาน) ฯลฯ ผมว่ามันมีสิทธิชิงพื้นที่ชนะสูงน่ะครับ

ไม่ได้เชียร์หรือไม่เชียร์ iPad แค่แย้งประเด็นว่า มันไม่ได้ชิงพื้นที่ในกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊คหรอกกระมัง มันชิงชิ้นอื่นๆ ในกระเป๋ามากกว่า

:)

อุ๊ย!

อุ๊ย! เขียนเรื่องเดียวกัน...

แต่ของผมโฟกัสไปที่ผลกระทบต่อ publisher structure มากกว่าน่ะครับ (ของคุณมาร์คกว้างกว่าเยอะ)

เข้าเรื่องๆ ส่วนตัวผมยังไม่เห็นว่าบุคคลทั่วไปที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต เล่นเกมส์ และใช้งานทั่วไป จะมีความจำเป็นต้องใช้ iPad เท่าไหร่ครับ เพราะว่า
1. ถึงมันจะดีกว่าเน็ตบุ๊ค แต่ก็จำกัดกว่าเช่นเดียวกันถ้าจะให้เลือก ผมเลือกเน็ตบุ๊คดีกว่า (ถูกกว่า ครบกว่า)
2. ถามว่าพกพาง่ายจริงไหม ผมก็ว่าไม่... เพราะว่าของพวกนี้เป็นของแฟชั่น การจะพกไปมาน่าจะต้องดูแลอย่างดี (ดูแล้วท่าทางจะเป็นรอยง่ายด้วย) ดังนั้นผู้ใช้เองเนี่ยแหละ จะทำให้มันพกยากเอง...
3. การพกอุปกรณ์ไปใช้นอกสถานที่สำหรับผม มีสองรูปแบบ แบบแรกคือใช้งานแบบพอใช้คือมือถือเครื่องเดียวจบ และอีกแบบคือเต็มสูบคือแบกไปเต็มที่ ดังนั้นเป็ดแบบ iPad ไม่ตอบโจทย์ผมแน่ๆ

สรุปผมไม่ซื้อแน่นอน แต่ถ้ามีใครเอามาให้ลองเล่นก็น้อมรับแน่ๆ เช่นกัน :)

@iMenn มุมนี้ผมไม่เห็นด้วยนะค

@iMenn

มุมนี้ผมไม่เห็นด้วยนะครับ คือ อนาคตแล้ว เราจะพก computing device (หรือจะเรียกว่า personal device) สักอย่างแน่นอน (อย่างเดียวด้วย ด้วยเหตุผลด้าน space) ขึ้นกับว่า มันจะเป็นอะไรกันแน่

iPad เป็นแค่คลื่นลูกแรกของ form factor ใหม่เท่านั้น ต่อไปถ้าพัฒนาระบบอินพุตให้ดีขึ้น มี computing power มากขึ้น (ที่สำคัญ "เลิกกั๊ก") ก็สามารถเอาชนะ notebook/netbook ได้ไม่ยากครับ

แน่นอนว่านั่นมัน long term

ใน short term นั้นขึ้นกับแอปเปิลแล้วว่า จะสร้างจุดดึงดูดอะไรได้บ้าง (ซึ่งอันนี้ผมก็ยังคิดไม่ออก)