Rivals: How the Power Struggle Between China, India, and Japan Will Shape Our Next Decade

กำลังอ่านหนังสือ Rivals: How the Power Struggle Between China, India, and Japan Will Shape Our Next Decade ของ Bill Emmott

หลังๆ ผมประสบปัญหาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ไม่จบสักเล่ม (ค้างที่ 1/3 อยู่ประมาณ 5 เล่มมั้ง) ต้องหากลวิธี กุศโลบายช่วยบังคับตัวเองให้อ่านจบ หวังว่าอ่านแล้วสรุปลงบล็อกมันจะช่วยได้บ้าง บทที่ 1: Asia's New Power Game

  • ถึงแม้ ปธน. บุช จะเด่นด้านชื่อเสีย และนโยบายตะวันออกกลางที่คนจำนวนมากไม่ชอบ แต่ผลงานที่คนไม่ค่อยรู้คือ ประสานรอยร้าวของสหรัฐและอินเดียที่เคยเกิดในช่วงรัฐบาลคลินตัน โดยสหรัฐจะช่วยอินเดียพัฒนาด้านนิวเคลียร์ที่ไม่ใช่อาวุธ
  • Bill Emmott เปรียบเทียบความสำคัญของนโยบายนี้ว่า เทียบเท่ากับนิกสันไปจีนเลยทีเดียว (ทั้งสองคนเป็นประธานาธิบดีที่คนเกลียดเหมือนกันอีกด้วย) สาเหตุของการไปจีนคือ เพื่อบาลานซ์รัสเซีย ส่วนสาเหตุของการไปอินเดียก็คือ เพื่อบาลานซ์จีน
  • เอเชียกำลังทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ และก้าวขึ้นท้าทายระเบียบโลกที่สหรัฐและยุโรปตะวันตกเคยเป็นเจ้าของ
  • แต่คำว่า "เอเชีย" แท้จริงแล้วไม่มี เพราะ "Asia is divided" และผู้นำทั้งสามประเทศแข่งกันเอง ไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน
  • สถานการณ์จะคล้ายๆ ยุโรปตะวันตกในศตวรรษที่ 19 จีนเปรียบได้กับจักรวรรดิอังกฤษที่แม้ว่าจะมีอำนาจมากที่สุด แต่ก็ไม่ dominate เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีกำลังแข็งแกร่งเช่นกัน
  • การเข้าอินเดียของสหรัฐจึงเป็น power game และไม่ใช่เฉพาะสหรัฐ เพราะญี่ปุ่นก็เข้าไปลงทุนในอินเดียเยอะมากเพื่อบาลานซ์จีน ส่วนจีนก็พยายามเชื่อมกับปากีสถานและบังคลาเทศเพื่อล้อมกรอบอินเดียเอาไว้ และทั้งจีนกับอินเดียต่างก็แข่งกันมีอิทธิพลในพม่า
  • การแข่งขันของทั้งสามประเทศ เห็นชัดเจนจากนโยบายด้านอวกาศ เพราะประเทศที่เข้มแข็งในด้านอวกาศ นอกจากอเมริกา รัสเซีย EU ก็คือสามประเทศในเอเชียนี้
  • สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเช่นกันคือ arm race ญี่ปุ่นถูกบีบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงต้องหาทางเลี่ยงด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เสริมความเข้มแข็งของ coast guard แทน, อินเดียจะขยายเรือบรรทุกเครื่องบินจาก 1 เป็น 3 ในปี 2020, จีนมีกองทัพใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งอยู่ในระหว่างซื้อจากรัสเซีย และอนาคตคงสร้างได้เอง
  • แม้ว่าปัจจุบัน ทั้งสามประเทศนี้จะยังไม่ขัดแย้งกัน แต่อนาคตถ้ามีประเด็นอะไรขึ้นมา (ซึ่งมีรอคิวอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือ ไต้หวัน ทิเบต ปากีสถาน) ก็จะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ในลักษณะเดียวกับ power game ในยุโรปก่อให้เกิดสงครามโลกสองครั้ง
  • การเร่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจของเอเชีย เริ่มจากญี่ปุ่น, ตามด้วย 4 เสือ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตอนนี้เป็นคิวของจีน อินเดีย ก่อนจะเป็นเวียดนาม การเร่งพัฒนาช่วยให้อิทธิพลในเวทีโลกของประเทศเหล่านี้สูงขึ้น แต่การเร่งพัฒนาของแต่ละประเทศเกิดขึ้นได้ครั้งเดียว
  • นับจากปี 1950-2005 income per capita ของเอเชีย เพิ่มขึ้น 17 เท่า
  • ถ้าเทียบกับช่วงพัฒนาแบบเดียวกันของอเมริกาและยุโรป เอเชียทำได้เร็วกว่ามาก (อังกฤษใช้ 60 ปีเพิ่ม income per capita สองเท่า, อเมริกาใช้ 50 ปี, จีน เกาหลี ไต้หวันใช้ 10 ปี)
  • การสะสมทุนของเอเชีย จนเกิด sovereign wealth funds เข้าซื้อกิจการของตะวันตก (โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ) ตะวันตกมองว่านี่เป็นการคุกคามของเอเชีย และกำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมือง
  • พลังอำนาจกำลังเริ่มกระจายตัวจากตะวันตกไปสู่ตะวันออกบ้าง แม้ว่าอเมริกายังยึดกุมอำนาจทางการทหารแบบเบ็ดเสร็จอยู่ แต่ความสำคัญกลับน้อยลง เพราะเทคโนโลยีที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน ทำให้คนไม่ยอมรับสงครามของอเมริกาได้ง่ายนัก

Comments

สรุปได้เยี่ยมครับ มาสรุปที่อ่านได้บ่อย ๆ นะครับ :p

ขอร่วมแสดงความคิดเห็นสนุกๆ นะครับ

"สถานการณ์จะคล้ายๆ ยุโรปตะวันตกในศตวรรษที่ 19 จีนเปรียบได้กับจักรวรรดิอังกฤษที่แม้ว่าจะมีอำนาจมากที่สุด แต่ก็ไม่ dominate เพราะประเทศอื่นๆ ก็มีกำลังแข็งแกร่งเช่นกัน"

=> ที่ไม่ทำ เพราะมันไม่ใช่ แนวทางตามวัฒนธรรมจีนนะครับ ไม่ใช่เพราะประเทศอื่นไม่มีอำนาจแข็งแกร่ง จีนต้องการการยอมรับในรูปแบบที่ตัวเองมองว่ามีคุณค่ามองว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่
ในอดีตอาจมองเป็น ต้องส่งบรรณาการ (แต่หักลบผลต่างตอบแทน ประเทศที่ส่งได้มากกว่า)
ในปัจจุบันก็คงจะหวังเป้น พี่ใหญ่อะไรแบบในหนังยุทธจักร อันนั้นคือทัศคติเค้า
ปัจจุบันที่กำัลังทำในแอฟริกาคือ พยายามไปช่วยสร้าง infra แต่ขอทรัพยากร
อังกฤษใช้ทัศนคติคนละอย่างครับ ชิงปล้นยึดครอง สูบทรัพยากร

"ถ้าเทียบกับช่วงพัฒนาแบบเดียวกันของอเมริกาและยุโรป เอเชียทำได้เร็วกว่ามาก (อังกฤษใช้ 60 ปีเพิ่ม income per capita สองเท่า, อเมริกาใช้ 50 ปี, จีน เกาหลี ไต้หวันใช้ 10 ปี)"

=> ช่วงพัฒนาแบบเดียวกัน น่าจะเปรียบเทียบได้ยาก ปัจจัยแวดล้อมต่างกัน
ไม่รู้ว่าเค้าเอาช่วงเวลาไหนมาเปรียบเทียบกัน
ปัจจัยสำคัญจริง ๆ ที่ทำให้สปีดต่างกันคือ เทคโนโลยี ถ้าต่างยุคกันเปรียบเทียบกันได้ยากมากจริงๆ
ส่วนประเทศที่ยกมา ผมยังเืชื่อเรื่องวัฒนธรรมกลุ่มตะเกียบ ว่าเพราะเค้ามีซอฟต์แวร์ทางสังคมที่มีประสิทธิภาพในการจัดการ ถ้าไปยกเอากลุ่ม
อิงผสมอินเดีย หรือชาวเกาะ จะพบว่าัไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ยกเป็นตัวอย่าง
ต่อไปเวียดนามซึ่งเป็นกลุ่มตะเกียบ ผมคาดว่าก็จะไปได้ด้วยสปีดเดียวกัน

แต่คำว่า "เอเชีย" แท้จริงแล้วไม่มี เพราะ "Asia is divided" และผู้นำทั้งสามประเทศแข่งกันเอง ไม่เชื่อใจซึ่งกันและกัน

=> เอเชียถูกแบ่งค่อนข้างหบาบ ผมมองที่พื้นฐานทางสายวัฒนธรรมมากกว่า ผมมองว่า ญี่ปุ่นจะหันกลับมาเอเชีย และเกาะเกี่ยวกับจีนมากขึ้น ไม่ได้มองเรื่องแข่งขัน แต่พยายามจะหาทางออกสำหรับตัวเองในการเข้าไปมีส่วนร่วมในผลประโยชน์
(ปัญหา ประชากร - ทรัพยากร ที่มันเกินพิกัดมานานมาก )
อินเดียผมมองด้วยความห่วง ฝรั่งจะชอบเชียร์ และเสี้ยม ดังนั้นบางครั้งจึงทำให้ท่าทีไม่ค่อยถูกทาง คือแทนที่จะจัดการปัญหาภายในให้ดีให้ประชาชนตัวเองมีคุณภาพชีวิตดีกลับเอา
ไปซื้ออาวุธราคาแพง ทั้งจากรัสเซียและเมกา ที่ป้อนให้ไม่ยั้ง

"การเข้าอินเดียของสหรัฐจึงเป็น power game และไม่ใช่เฉพาะสหรัฐ เพราะญี่ปุ่นก็เข้าไปลงทุนในอินเดียเยอะมากเพื่อบาลานซ์จีน ส่วนจีนก็พยายามเชื่อมกับปากีสถานและบังคลาเทศเพื่อล้อมกรอบอินเดียเอาไว้ และทั้งจีนกับอินเดียต่างก็แข่งกันมีอิทธิพลในพม่า"

=> เหตุที่ญี่ปุ่นพยายามหลีกเลี่ยงลงทุนในจีน เพราะกลัวโดนดูด know-how
ผมดู nhk นักวิเคราะห์ก็พูดประจำ เขากลัวโดนดูดแล้วทำแ่ข่ง จะหาประเทศ แบบไทยได้ยาก.. ในอินเดีย ญี่ปุ่นก็ชอบ เพราะค่อนข้างเซฟ ตลาดใหญ่และไม่เสี่ยง เสียแต่ว่าเปิดช้า โตช้า สุดท้ายก็ต้องไปลงทุนในจีนอยู่ดี
และที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นพลิกกลับมาได้เพราะการตัดสินใจลงทุนค้าขายกับจีน

"สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเช่นกันคือ arm race ญี่ปุ่นถูกบีบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงต้องหาทางเลี่ยงด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เสริมความเข้มแข็งของ coast guard แทน, อินเดียจะขยายเรือบรรทุกเครื่องบินจาก 1 เป็น 3 ในปี 2020, จีนมีกองทัพใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งอยู่ในระหว่างซื้อจากรัสเซีย และอนาคตคงสร้างได้เอง"

=> เรือบรรทุกเครื่องบินจีน เท่าที่ตามรู้สึกว่าไม่ได้ซื้อมาใช้รบนะครับ และกำลังสร้างเอง
ที่เคยซื้อมา ซื้อมาแกะแบบ สมัยโซเวียตล่ม ที่มีข่าวเอาไปทำสวนสนุกลอยน้ำนั่นแหละ
รัฐธรรมญี่๊่ปุ่นบีบบังคับ บลา ๆ เอาว่า ตอนนี้แทบไม่นับว่าบงบีบไรหรอกครับ อาวุธดีดีเพียบ โรงงานรถถัง แบบที่ทำรถถังแบบเมกาได้ ด้วยวัสดุเหนือชั้นกว่าก็มี และเพิ่งยกระดับ หน่วยกองกำลังป้องกันตัวเองมาเป็น กระทรวงกลาโหม ไม่นานมานี้อาวุธที่ตะก่อน เน้นเชิงรับ ก็มีเชิงรุกมากขึ้น เอาว่าป้องกันตัวเองเนี่ยบุกไทยได้สบายๆ นิวเคลียร์ผมว่าเค้าคงมี เทคโนโลยี
JIT nuclear ไว้มั้ง มีเป็นชิ้น ๆ ที่ไม่ได้ประกอบเสร็จ

"แม้ว่าปัจจุบัน ทั้งสามประเทศนี้จะยังไม่ขัดแย้งกัน แต่อนาคตถ้ามีประเด็นอะไรขึ้นมา (ซึ่งมีรอคิวอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีเหนือ ไต้หวัน ทิเบต ปากีสถาน) ก็จะเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ ในลักษณะเดียวกับ power game ในยุโรปก่อให้เกิดสงครามโลกสองครั้ง"

=> อันนี้ยุคสงครามเย็นไปหน่อย ผมค่อยข้างมองยุคนี้ต่างไปแล้ว ต่อไปความขัดแย้งครั้งใหญ่จะเกิดได้ยาก สงครามยุคใหม่จะอยู่ในระดับ วัฒนธรรม
การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์ เรื่อง ทิเบต ไต้หวัน ซินเกียง ปัญหาจะค่อย ๆ เล็กลง
ที่จะยังมี และอาวุธในรูปแบบพวกนี้จัดการไม่ได้คือ ปัญหา เรื่องก่อการร้ายเสียมากกว่า

คือความคิดผม จะว่าไป เรียกว่า sino centric หน่อยนะครับ แต่เพราะพอดีผมติดตามอยู่ ปัญหาอย่างนึงของ คนไทย คือ ดูแต่จากสำนักฝรั่งครับ ว่าง ๆ ลองอ่าน http://english.cctv.com/
http://www.japanfocus.org/ อะไรพวกนี้บ้าง

ฝรั่งจำนวนมากก็พยายาม demonize จีน ทำมาหลายทศวรรตแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร มันเป็น กลยุทธการครอบงำด้วยการใช้ข่าวสาร อย่างนึงของฝรั่งเค้าล่ะครับ

ช่วงพัฒนานี้ใช้เวลากี่ปีหรือครับ ผมอยากรู้อ่ะเพราะสามารถแซงไทยไปได้ไกลจนไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น
แล้วตอนนี้การเร่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจเวียดนามแทรกไทยไปแล้วหรือครับ แล้วแฝดหน้าตาเหมือนฟิลิปปินโนเข้าอยู่ระดับไหนเมื่อเที่ยบกับไทยหรือครับ

เวียดนามแทรกไทย แก้เป็น เวียดนามแซงไทย

"จนเกิด sovereign wealth funds เข้าซื้อกิจการของตะวันตก (โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ) ตะวันตกมองว่านี่เป็นการคุกคามของเอเชีย"

แล้วที่ขยายกิจการ เป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดยักษ์อยู่ทั่วโลกในเวลานี้นี่ ไม่ใช่การคุกคามภูมิภาคอื่นเลยเนาะ

พอเค้าจะใหญ่มั่งล่ะก็ อิจฉาเชียว

ฮื่ยยย

หนังสือของบิล เอ็มมอตต์ อ่านยากมาก ผมอ่านตั้งแต่ vision 20:21 ยังไม่จบเสียทีตามสไตล์ของ The Economist

พูดถึง The Economist ผมไม่คิดว่าจะมีอิทธิพลอะไรมากกับโลก / หรือสหรัฐฯ (เมื่อเทียบกับ WSJ, Times, NYT) หรืออังกฤษ (เมื่อเทียบกับ FT หรือ Guardian) ส่วนฝรั่งเศส และเยอรมัน มีทั้งวัฒนธรรม และภาษาของตนเอง ตอนผมไปที่เยอรมันแทบจะหาหนังสือภาษาอังกฤษอ่านไม่ได้เลย หรือตอนที่อาจารย์ที่โน่นดึงผมเข้าคอร์สวิเคราะห์ปัญหาอัฟกานิสถาน ก็ไม่ได้ใช้หลักวิเคราะห์แบบที่สื่อพวกนี้วิเคราะห์สักเท่าไหร่ ก็แล้วแต่เป็นคนๆไป บางคนก็ reject เรื่อง Geopolitics แต่บางคนก็รับ

ส่วนเรื่องการครอบงำวัฒนธรรม เหมาเจ๋อตุงนี่อ่านงานมาร์กซ์นะครับ (เอ๊ะมาร์กซ์นี่ตะวันตกจ๋าเลยนี่นา) พวกสมาชิกระดับกรมการเมืองก็พูดศัพท์ซ้ายๆทั้งนั้น (ลองอ่าน Prisoner of the state ดู) เฉินหยุนถึงกับใช้คำว่า "เศรษฐกิจแบบวางแผนเป็นหลัก การปรับตัวทางการตลาดเป็นส่วนประกอบ" -- เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่าเศรษฐกิจตลาด หรือทุนนิยมที่ตัวเองเคยไปโจมตีเขามาก่อน (คุ้นๆกับวิวาทะของพคท.ไหมครับ ที่วิรัช อังคถาวร พยายามจะแก้เป็น "กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาที่ปัจจัยทุนนิยมเพิ่มมากขึ้น" บ้าง ไม่ก็ "ทุนนิยมด้อยพัฒนาที่ต้องพึ่งพาจักรพรรดินิยมและมีเศษเดนศักดินาหลงเหลืออยู่" บ้าง ฯลฯ)

ผมว่ายุคนี้เป็นยุคความรู้ข้ามพรมแดนครับ คนตะวันตกก็เรียนรู้ความรู้ตะวันออก คนตะวันออกก็เรียนรู้ความรู้ตะวันตก

การมาจำกัดว่านั่นตะวันตก นี่ตะวันออกเป็นความล้าหลังอย่างหนึ่ง (บางทีเอาเข้าจริงแล้ว สงสัยว่าอ่านงาน "ตะวันออก" จริงๆมากน้อยแค่ไหนแล้วเลยไม่รู้ว่า "ระดับ" การพัฒนาของเอเชีย หรือตะวันออกมันล้าหลังกว่าสหรัฐหรือยุโรปโดยเปรียบเทียบแค่ไหน

เอาใหม่มีผิดหลายคำ แก้เป็น - ช่วงพัฒนาของญี่ปุ่นนี้ใช้เวลากี่ปีหรือครับ ผมอยากรู้อ่ะเพราะสามารถแซงไทยไปได้ไกลจนไม่เห็นแม้แต่ฝุ่น แล้วตอนนี้การเร่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจเวียดนามแซงไทยไปแล้วหรือครับ แล้วแฝดหน้าตาเหมือนเรา(ฟิลิปปินโน) เขาอยู่ระดับไหนเมื่อเที่ยบกับไทยหรือครับ

โอเค ไม่รุ้พูดถึงผมเปล่านะครับ ที่ว่าครอบงำวัฒนธรรม
และแบ่งตะวันตกตะวันออกล้าหลัง และไม่เคยอ่านงานตะวันออก ตะวันตก
ผมอ่านหมดนั่นแหละครับ แต่ข่าวนะ

ลองมา ดู cliché ง่าย ๆ ที่ ฝรั่งผลิตซ้ำ

จีนใช้สินบนซื้อน้ำมันจากบรรดาผู้นำเผด็จการแอฟริกา เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำมันเลือด
แต่พอผมได้อ่าน และดูตัวเลข จาก ตรงนี้
http://www.japanfocus.org/-Barry-Sautman/3278

เรื่องเหมากับลัทธิมาร์สน่ะ ผมรู้ว่าคุณพยายามสื่ออะไร เหมือนจะบอกว่า จริง ๆ เหมานี่ก็ตะวันตกแล้วคิดว่าผมคิดว่านี่คือตะวันออก เปล่าครับผมไม่ได้คิดแบบนั้น
ผมไม่ได้บ้าเหมา เหมาบ้าพาคน ยี่สิบสามสิบล้านคนไปตาย ด้วยความไร้เดียงสาทางเศรษฐกิจ

เดี๋ยวจะเข้าใจว่าผมเป็นสำนักตะวันออกนิยมแบบพวก ศิษย์ อ กู้ หรือ manager นะครับ เปล่า
ถ้าให้บอกผมเป็นสำนัก วิทยาศาสตร์นิยม และมองเป็นแนว computing กับ software
และ พวก game ผมคิดของผมเองน่ะแหละ ฟังดูบ้าบ้าบอบอ หน่อยครับ ผมมองเป็น simulation model
อะไรแบบนั้น แต่ไม่ใช่สุดโต่งนะเพราะไม่ได้เรียนมา

คือผมต้องออกตัวเลบครับว่าอ่านมาน้อย เทียบกับคุณกานต์นะ เอาว่าโทนของผมแค่อย่างนำเสนอมุมมองส่วนตัวนะครับ

ที่ผมอยากจะสื่อคือ

ข่าวสาร และวิชาการ นี่แหละครับ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ การเมืองระหว่างประเทศ
และในวงวิชาการด้านนี้เอง เค้าก็จะมีเป็นสำนัก ๆ แต่ละสำนัก เค้าจะแบ่งว่าแนวคิดเค้าค่อนไปทางไหน

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกครอบงำ ก็ต้องกระจายแหล่งข้อมูล และสำนัก เหมือนเราอ่านแต่สื่อหลักในไทยนั่นแหละครับ ก็จะมีแต่ถูกครอบงำ

ยินดีที่ได้สนทนาด้วยนะครับ

เอาว่า พอแค่นี้ดีกว่า เกรงใจ เจ้าของ บลอคเค้า เป็นบลอคส่วนตัว ยังไงเดี๋ยวไปแวะแสดงความใน siu
ดีกว่าครับน่าจะเหมาะกว่าตรงนี้

ตอบคุณ Iterator ว่าไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมยังใหม่ในเรื่องนี้มาก ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนคุยกัน ไว้ถ้ามีโอกาส อยากจะเชิญมาคุยที่ออฟฟิศครับ คนที่สนใจเรื่องพวกนี้มีไม่ค่อยเยอะ (มั้ง)

Add new comment