2009 Lesson: Work Life Balance

ปี 2009 เป็นปีที่สนุก ตื่นเต้น ระทึกใจมากสำหรับผม เหมือนว่าจะรู้ตัวล่วงหน้า ตอนต้นปีผมเลือกจะไม่เขียน New Year Resolution ซึ่งพบว่าคิดถูกมาก ชีวิตในรอบปีที่ผ่านมาเป็นอะไรที่ไม่มีวันจะพยากรณ์ได้ถูก

ในโอกาสใกล้วันสิ้นปี จึงน่าจะเขียนถึง 'บทเรียน' ที่ได้เรียนรู้ในปีนี้ เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจตัวเองไปยังปีหน้าและปีถัดๆ ไป

บทเรียนข้อที่ 1: Work Life Balance

เป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุด จึงยกมาไว้เป็นข้อแรก

จากการลองผิดลองถูกที่ผ่านมา พบว่าการจัดสรรปันส่วนเวลาในชีวิตประกอบด้วย 4 ด้าน ดังนี้

  1. Work
  2. Life
  3. Family
  4. Rest

สัดส่วนของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน ต้องหาสูตรที่เหมาะสมกับตัวเองให้พบ และพยายามคง ratio อันนั้นเอาไว้ไม่ให้เบี่ยงเบน

Work

แน่นอนว่าหมายถึงการทำงาน แต่ผมนับรวมเวลาที่ใช้ไปใน 'งานสังคม' ซึ่งมีผลต่อสภาพการทำงานด้วย (เช่น การไปงานสังคมช่วยกระชับสัมพันธ์องค์กร หรือช่วยสร้าง connection ทางธุรกิจ)

ปีนี้เป็นปีที่ผมเปิดบริษัทเป็นครั้งแรก (เรื่องบริษัทและการรันธุรกิจจะเป็นบทเรียนอันต่อๆ ไป) ตั้งใจมาก และกลัวมากไปพร้อมๆ กัน เอาเป็นว่าเรื่องงาน อัดเต็มที่

ส่วนของงานสังคมนั้นเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ผมเริ่มได้ข้อสรุปของตัวเองว่า เมื่อคนเราสั่งสมผลงาน ความสำคัญ เส้นสาย จำนวนเพื่อน ฯลฯ ได้จนมากพอในระดับหนึ่ง อยู่ในระดับที่เรียกว่า 'เฮ้ย มีตัวตนในสังคมแล้วนะ' เมื่อนั้น คำเชื้อเชิญต่องานเข้าสังคมจะตามมาแบบต่อเนื่อง (ในขณะที่ก่อนถึง tipping point มันจะแทบไม่มีเลย) การใช้คำเรียกว่า 'งานสังคม' อาจดูเท่ แต่เอาจริงแล้วก็ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่ปาร์ตี้เพื่อนเก่า, สังสรรค์ที่ทำงาน, งาน event, ออกสื่อ, แถลงข่าว ฯลฯ พวกนี้สนุกแน่นอน แต่ถ้าใครเคยเจอจะทราบดีไปถึงทรวงว่า มันเหนื่อยเอี้ยๆ

ปัจจัยข้างต้นทั้งสองช่วยสนับสนุนให้ผมเทน้ำหนักกับ work มากผิดปกติ (ซึ่งที่เกิดขึ้น มันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ) จนพลอยให้เวลาในส่วนอื่นๆ ถูกกินไป อันนี้ไม่ดี

Life

ในที่นี้หมายถึงชีวิตส่วนตัว โลกส่วนตัวของเรา เวลาที่จะอยู่กับตัวเอง พักผ่อนสมอง คลายเครียด ทบทวนตัวเอง ผมนับรวมการพัฒนาตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ หรือฝึกวิชาด้านอื่นๆ และการพักผ่อนกับเพื่อนฝูง (ที่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน) ด้วย

ในส่วนของงานอดิเรก ผมยังคงสภาวะเดิมๆ ของตัวเองได้ครบ งานอดิเรกที่ทำอยู่แล้วคืออ่านการ์ตูนและนิยาย ยังสามารถทำได้ต่อไปด้วยปริมาณเท่าเดิม ดูหนังบ้างตามสมควร เพลงไม่ฟังอยู่แล้วไม่มีปัญหา

แต่ที่หายไปมากคือการพัฒนาตัวเอง ตอนต้นปีไปลงคอร์สเรียนไว้แต่สุดท้ายพบว่าไม่มีเวลาขนาดนั้น แผนต้องพับไป จะพึ่งอ่านหนังสือเองก็ไม่ค่อยจะสำเร็จนัก ไม่มีสมาธิสำหรับอ่านตำราภาษาอังกฤษอีกแล้ว อันนี้ต้องแก้

ปีหน้าจะลองใช้วิธีใหม่ๆ เข้าช่วย เช่น โหลด podcast หรือ online courseware มาเพิ่มความสามารถ แนวทางนี้ได้แรงบันดาลใจจาก อ. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ แห่ง TDRI ที่พูดบนเวทีเดียวกับผมว่า ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตของแกคือโหลด podcast หรือการบรรยายจากเมืองนอกมาดู ผมฟังแล้วปิ๊งขึ้นเลยทันทีว่า เก่งระดับสมเกียรติยังต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เราก็ต้องทำตามสเต็ปของยอดฝีมือบ้างแล้ว

ปีนี้แทบไม่เจอเพื่อนเลย ยังดีที่สมัยนี้มี Facebook เกาะติดทุกความเปลี่ยนแปลง การตอบ status ใช้พลังงานน้อยกว่าฝ่ารถติดไปสยามมาก ทางแก้คือเพื่อนคนไหนไม่มี Facebook เราต้องไปกล่อมมันแทน ดีที่สุด!

Family

ถ้าพูดให้เท่ๆ แบบหนังเยาวชน coming of age ก็ต้องบอกว่า 'ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ' ซึ่งปี 2009 สอนผมว่ามันจริงเป็นอย่างมาก

แต่นอกจากนั้นผมยังเรียนรู้ 'บทเรียนที่ไม่โรแมนติกนัก' เพิ่มเติม ผมพบว่าเมื่อเรามีอายุได้ระดับหนึ่ง มีวัยวุฒิและความรับผิดชอบมากพอ จะมีภารกิจลับ (ที่ไม่มีใครสอนแต่มันต้องรู้เอง) เพิ่มเข้ามาอีกอย่าง นั่นคือ ดูแลรับผิดชอบ clan ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้

ผมเลือกใช้คำว่า clan เพราะมันมีความหมายเกินครอบครัวแบบดั้งเดิม ไม่ใช่แค่ญาติสนิท แต่รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ หลักประกันในอนาคต กิจการ พนักงานหรือคนที่คอยค้ำจุนครอบครัว (เช่น คนขับรถ คนสวน) กงสี ฯลฯ จะมีอะไรบ้างก็ขึ้นกับ clan ของแต่ละคนเช่นกัน

ตอนอายุ 20 ก๊อกน้ำเสียหรือหลังคารั่ว สิ่งที่เราต้องทำมีแค่แจ้ง clan master ให้ทราบถึงปัญหา แต่ถ้าอายุ 30 แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาแบบนี้ได้เอง ก็เข้าขั้นแย่แล้ว

ภารกิจดูแลครอบครัวและ clan จะ 'ร้องขอ' เวลาจากเรา (ถ้าใจหินพอ ไม่ให้ก็ได้ครับ) ในปี 2009 ผมมีภารกิจรับผิดชอบ clan เพิ่มขึ้นมาก แต่ก็ต้องตบตีกับ Work กันพอสมควร (ซึ่งส่วนมาก Work จะชนะ)

Rest

อันนี้ตรงไปตรงมา นอน นอนให้พอ ร่างกายจะแจ่มใส ไม่ป่วยไข้ หัวสมองสดชื่น

เกิดมาชีวิตนี้ ผมไม่เคยอวดใครเลยว่านอนน้อย (คนมันอวดกันจริงๆ นะ หรืออย่างน้อยผมก็รู้สึกแบบนั้น) ตามมาตรฐานต้องนอนราวๆ 7 ชั่วโมง ก็พยายามรักษาให้ได้ทั้งจำนวน และเวลานอนให้สม่ำเสมอ ต้องถือคติว่างานไม่ทันช่างมัน เอาเรานอนครบสำคัญกว่า

อันที่ทำได้ไม่ดีเลยคือการออกกำลังกาย ตอนนี้พยายามแก้โดย force ตัวเองให้เดินเยอะๆ ด้วยมาตรการจูงใจต่างๆ เช่น จอดรถให้ไกลจากเดิม เป็นต้น

สรุปว่าปีนี้ ช่วงต้นปี อัตราการดูดเวลาจาก Work / Family เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจนปรับตัวไม่ได้ เป๋ไปพักใหญ่ (Rest รักษาได้เกือบเหมือนเดิม อันที่โดนกินไปคือ Life) ช่วงหลังของปีพยายามสร้างสมดุลย์ใหม่ ลด Work ลง (โดยเฉพาะงานสังคม) พบว่าชีวิตดีขึ้น

บทเรียนสำคัญที่ได้ในปีนี้คือ เมื่อไรที่พบว่าการใช้เวลาในส่วน Work มากจนไปเบียดบังส่วนอื่นๆ แปลว่ามีอะไรผิดปกติกับวิธีการใช้ชีวิตแล้ว ลุกขึ้นมาจัดระเบียบมันโดยด่วน ก่อนจะสายเกินไป

เป้าหมายของปีหน้าคงไม่ยากอะไรนัก ตอนนี้รู้สัดส่วนที่เหมาะสมแล้ว ปีหน้าก็รักษามันให้ได้ (หรือ optimize ให้ดีขึ้น) เคล็ดลับสำคัญไม่ยากอะไร แต่ต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอันมาก นั่นคือ กล้าที่จะปฏิเสธงานที่มาเบียดบังชีวิตของเรานั่นเอง

Comments

สาวกขอคารวะหนึ่งจอก เนื่องในวาระปีใหม่

ขำเรื่องคนอวดเรื่องนอนน้อย ผมก็รู้สึกนะ แต่ส่วนมากคนอวดเค้าไม่ยอมรับ หรือคงไม่รู้ตัว :-D

อย่างไรก็ตาม รักษาสุขภาพ ก็พอ

อ้วนแล้วอย่าลืมไปออกกำลังกาย ;P

อวดเรื่องนอนน้อยจะเฉยๆ

แต่ใครมาอวดเรื่องนอนเยอะจะรับไม่ได้ อิจฉา

Add new comment