Avatar

Avatar เป็นหนังที่ hype เยอะมากในหมู่ geekdom ทั้งหลาย ไม่ว่าสำนักไหนจะบอกว่า "ดีมาก" และ "ควรไปดูแบบ 3D" แต่ผมคิดว่าการถ่อไปถึงพารากอน ตบตีแย่งชิงอากาศและพื้นที่กับผู้คนเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ ดูโรงธรรมดาแถวบ้านก็พอแล้ว

Plot

  • เนื้อเรื่องของ Avatar ไม่มีอะไรใหม่ แกนหลักคือความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้บุกรุกต่างถิ่น" กับ "ชนพื้นเมืองดั้งเดิม" สอดแทรกด้วยรักระหว่างรบ และค่านิยมรักท้องถิ่น เราดูเรื่องแบบนี้กันมานับไม่ถ้วนแล้ว ทั้งในประวัติศาสตร์ นิยาย และภาพยนตร์ เช่น Pocahontas, The Last Samurai, etc. แค่เปลี่ยนเป็นคนกับมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น
  • และเนื่องจากมันเป็นหนังมหาชน จะไปสร้างพล็อตให้ลุ่มลึกแบบ Ender มีรามาน วาเรลซี หนังคงเจ๊งกันพอดี เอาแบบธรรมดาๆ เข้าถึงคนหมู่มากจะดีกว่า
  • แต่ในความซ้ำซากจำเจ มันก็มีความสนุกของมันนะครับ หนังระดับเจมส์ คาเมรอน ไม่มี plot flaw แบบโต้งๆ อยู่แล้ว (มีจุดเล็กๆ อยู่บ้างแต่ให้อภัยได้) คนเขียนบททำได้ดีในข้อจำกัดด้านการตลาดระดับนี้
  • พล็อตที่ผมเห็นว่าเป็นพล็อตรอง แต่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องก็คือ "การอวตาร" ของพระเอกไปเป็นมนุษย์ต่างดาว แนวทาง "ตัวตนอีกอย่าง" ก็ไม่ใช่ของใหม่นัก เราเห็นกันมาเยอะแล้ว (i.e. Being John Malkovich และ Eternal Sunshine of the Spotless Mind) แต่พอเอามาใส่ในหนังสงครามต่างดาวก็ถือว่าแปลกใหม่พอสมควร
  • จุดด้อยในพล็อตรอง "อวตาร" ในสายตาผมคือ มันดูจงใจไปนิด เปิดเรื่องมาเจอพระเอกนั่งวีลแชร์ และย้ายร่างได้ ก็นึกสเต็ปถัดไปออกทันที
  • หนังมีองค์ประกอบของหนังแฟนตาซีมหาชนทุกอย่าง เช่น มีฉากขี่ยานพาหนะโชว์ทิวทัศน์ ฉากสงครามฝ่ายพระเอกโดนตีพ่าย ฉากปลุกใจก่อนสู้ และปิดท้ายด้วยฉากสงครามที่ฝ่ายพระเอกชนะ (เหมือน Prince Caspian ไหมครับ) แน่นอนสนุก แต่ก็แน่นอน ไม่แปลกใหม่
  • จากประเด็นข้างต้นทั้งหมด ผมมีความรู้สึกเหมือนกำลังดู "คัทซีนในวิดีโอเกม" ที่เอามาต่อกันได้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว มากกว่าดูภาพยนตร์ในนิยามแบบดั้งเดิม สงสัยโลกกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย Settings

  • เห็นทหาร หุ่นเหล็ก และป่า แล้วคิดถึงเกมพวก Star Wars: Jedi Knight หรือ Episode IV ฉากบนดาวเอนดอร์

  • เห็นคอนเทนเนอร์มืดๆ มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ นึกถึง Half Life
  • เห็นชาวนาวีแล้วนึกถึงเผ่า Night Elves
  • เห็นหินลอยฟ้า สงครามเวหา และพืชเรืองแสงตอนกลางคืน นึกถึง FF X
  • อารมณ์ด้าน imperialism คล้ายๆ กับ District 9 อยู่บ้าง
  • ฉากวิวทิวทัศน์ โลเคชั่น เริ่มได้อารมณ์แฟนตาซีญี่ปุ่นบ้างแล้ว (คงได้อิทธิพลมา) แต่คนและเผ่าพันธุ์ ยังเป็นวิธีคิดแบบฝรั่ง 100% อยู่
  • ถึงแม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่นัก แต่โดยรวมแล้ว settings ใน Avatar ก็ดูดีไม่มีปัญหาอะไร มอนสเตอร์ออกแบบสวยดี

Characters

  • ผมคิดว่าดาบสองคมของความเป็น mass นอกจากสะท้อนไปยังตัวบทแล้ว มันก็ส่งผลมาถึงคาแรกเตอร์ของตัวละครเช่นกัน
  • คาแรกเตอร์ของตัวละครใน avatar มีความเป็น stereotype ที่ชัดเจนมาก ลองนึกดูครับ นายทหารบ้าสงคราม นักวิทยาศาสตร์ที่ยึดมั่นในการทดลอง ผู้บริหารนายทุนหน้าเลือด หัวหน้าเผ่าที่ภูมิใจในอารยธรรมของตน
  • ข้อดีของการสร้างตัวละครแบบนี้คือมันเข้าใจได้ง่ายกว่า ข้อเสียก็เช่นเดิม มันซ้ำ ไม่แปลกใหม่ (แต่เราไม่ได้ไปดูความแปลกใหม่จากหนังแนวนี้อยู่แล้วนี่?)
  • ผมคุ้นหน้าพระเอก Sam Worthington มาก ทั้งที่ไปเปิดประวัติดูแล้ว ไม่เคยดูหนังของเขาเลยสักเรื่อง
  • Sigourney Weaver เป็นคนที่แสดงดีที่สุดในเรื่อง แหม หนังสงครามต่างดาว จะขาดเธอไปได้อย่างไร

Production

  • ไม่ต้องบรรยาย แค่ส่วนนี้ส่วนเดียวก็ควรไปดูแล้ว Square Enix มีหนาว (ผมคิดว่าวิชั่นของ Final Fantasy: The Spirit Within มันจะออกมาประมาณนี้ล่ะ เผอิญว่า Square ทำพลาดเลยเจ๊งขั้นร้ายแรง หายไปทั้งบริษัท)

Summary

  • ข้อเสียสำคัญของ Avatar คือมันยาวมาก... นั่งจนเมื่อยก้นก็ยังไม่จบ
  • ดูจบแล้วอยากหาเกมมาเล่นแฮะ

หมายเหตุ

  • Avatar หนังยาว โรงหนังฉวยโอกาสขึ้นราคา เครือเมเจอร์ ดูวันเสาร์-อาทิตย์ 160 บาท T_T
  • โชคดีเรามี Serenade ช่วงนี้ดูเรื่องอะไรก็ได้ ที่นั่งธรรมดาเหลือ 60 ใช้ได้เดือนละครั้ง เรื่องอะไรก็ได้จริงๆ ไม่มียกเว้นไร้สาระแบบโปรโมชันที่แล้วๆ มา ชินคอร์ปจงเจริญ!

Keyword:

Comments

เห็นหลายๆคนเขียนเชียร์ว่าสนุก ก็อยากเข้าไปดูเหมือนกัน ความแปลกใหม่ ยังไง ยังไม่รู้ ขอบคุณสำหรับรีวิวเล็กๆนี้ครับ

ฉากสวยมาก อยากไปนอนเปลใน home tree ซักคืนจัง

ตอนดูผมก็นึกถึงแนวคิดเรื่องรามาน กับวาเรลซี ส่วนเรื่องร่างใหม่ทำให้นึกไปถึงเรื่อง The Matrix ด้วย

พอดูจบ น้องข้างๆก็บอกว่ายังกะ The Last Samurai

ส่วนกระผมน่ะเหรอ ... จบแบบนี้ ยังกะจะมีภาคต่อ

ชอบ Michelle Rodriguez
เสื้อกล้ามตอนท้าย เร้าใจมาก....

คุ้นหน้าพระเอกเพราะว่าเคยเห็นมาจากเรื่อง Terminator - Salvation หรือปล่าวครับ

@mod ผมไม่ได้ดูครับ

พล็อตมันชนกับ หนังหลายเรื่อง
แต่แปลก เดาได้ แต่ก็สนุก...

ที่ชอบมากคือ ได้แนวคิดใหม่..

ถ้าสาวงอน ให้ขับ Ferrari มาง้อ

รับรองหาย!!!

ตอนแรกกดมั่วๆ ไปจองที่ละ 350, เลยจำใจเปลี่ยน ไปได้ที่ 190 แพงได้ซะใจดี

ขัดๆ ตรง ชินคอร์ปจงเจริญ

ผมว่าโดนโฆษณาเกินจริงไปนิดหนึ่ง
ดูโดยรวมแล้วผมว่ามันก็สนุกอยู่ เพียงแต่ที่บอร์ดพันธ์ทิพย์มันโม้เกินไปหน่อย
เลยทำให้ด้อยเกินไปบ้าง

และสุดท้ายโดยส่วนตัวคิดว่าไม่ต้องดู 3D ก็ได้

เห็นดัวยกับ @wiennat เดี๋ยวฝ่ายมนุษย์มันต้องกลับมาบุกอีกรอบแหงมๆ

@jo ชินคอร์ปให้บริการกับลูกค้าอย่างผมเป็นอย่างดี แล้วมันขัดตรงไหนล่ะครับ

ผมประทับใจฉากทิ้งระเบิดมาก

บางครั้ง นึกถึง กันดัม คนบังคับหุ่นยนต์ เครื่องจักร
หรือ กระทั่ง เอวานเกเลียน

บางครั้ง เฮ้ย นี่มัน เมทริกซ์ นี่ จำลองร่าง

เหมือนเอา หลายๆ อย่าง มายำใหญ่ ใส่สารพัด แฮะ

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้ามีโอกาสอย่างให้เลือกดู 3D เพราะรู้สึกว่า อลังการ และสวยงามมาก ในรูปแบบ 3D ต้องลองดูถึงจะเข้าใจอ่ะ

ผมไม่ได้หมายถึง บริการของชินคอร์ปไม่ดีนะครับ (ถ้าเข้าใจผิดผมขอโทษด้วย)

ซึ่งชินคอร์ป ได้ลงทุนในหลากหลายกิจการต่างกลุ่มอุตสาหกรรมมากมาย
และถ้าพูดถึงชินคอร์ป ก็ทำให้นึกถึงการเมื่อง(ทั้งที่ความจริงเปลี่ยนมือไปแล้ว)
ผมถึงบอกว่ารู้สึกมันขัดๆนะครับ

@jo ที่ว่าขัด คุณคิดไปเองทั้งนั้นครับ

ผมชอบในฐานะครีเอทีฟนะครับ หนังสวยดี ละเอียด และทำซีนที่ยากให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ดี

แต่โดยรวมชอบ District 9 มากกว่า เพราะทุนต่ำและเวลาดูจะรู้สึกสนุกกับวิธีแก้ปัญหา

Avatar เหมือนเอาเรื่องง่ายๆมาทำให้ยากขึ้น แต่ District9 เหมือนเอาเรื่องยากมาทำให้ง่าย
ส่วนตัวหนังก็เล่นกับ ปมอินเดียแดงอีกแล้ว

ดูไปก็ได้แต่นึกถึง Piggies

อ่านข้างบนดูแล้วเหมือนว่าหนังเรื่องนี้ไปได้แรงบรรดาลใจจากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย คือจริงๆไม่ใช่นะครับ เจมส์ คาเมรอนเขียนบทเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่จบเทอร์มิเตอร์ละ เพียงแต่ว่าตอนนั้นเทคโนโลยีมันไม่เอื้ออำนวยเลยเพิ่งจะได้มาทำ จอร์จ ลูคัสได้มาเห็นเทคโนโลยี่ของหนังเรื่องนี้ถึงกับออกปากเลยว่าเค้าอาจจะกลับมาทำสตาร์วอร์สภาคใหม่ มันแหล่มมากๆ ยกนิ้วให้เลย

ผมรู้สึกว่าช่วงแรกๆ Navi ดูไม่ค่อยเนียน
แสงและสัดส่วนดูขัดๆ

ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า ...

ผมว่า Avatar มันมีเสน่ห์ของมันอยู่ โดยรวมหนังก็ดูสนุกอยู่ในระดับเกรด A เลย ส่วนข้อบกพร่องมันดูเล็กน้อยมากจริงๆ ถ้าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเขาสามารถสร้างเรื่องนี้ได้คำวิจารณ์คงจะต่างไปจากนี้

เห็นหน้า Sam Worthington ก็คุ้นเหมือนกัน,

เรื่อง Home Tree, Na'vi แล้วนึกถึง Night Elves แล้วหลาย ๆ ส่วนก็ทำให้นึกถึงพวกนี้เช่นกัน

จะดูหนังยังไงให้สนุกแม้จะเคยคุ้นแนวเรื่องมาแล้ว อันนี้ถ้าทำได้ จะดูหนังยังไงมันก็สนุก(ถ้าหนังมันสนุกนะ)

ปล. รวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแบบนั้นก็ดีออก, แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วทำไมเราถึงรู้สึกแปลกแยกอยู่ล่ะ?

Add new comment