Submitted by mk on 20 December, 2009 - 18:54
Avatar เป็นหนังที่ hype เยอะมากในหมู่ geekdom ทั้งหลาย ไม่ว่าสำนักไหนจะบอกว่า "ดีมาก" และ "ควรไปดูแบบ 3D" แต่ผมคิดว่าการถ่อไปถึงพารากอน ตบตีแย่งชิงอากาศและพื้นที่กับผู้คนเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ ดูโรงธรรมดาแถวบ้านก็พอแล้ว
Plot
- เนื้อเรื่องของ Avatar ไม่มีอะไรใหม่ แกนหลักคือความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้บุกรุกต่างถิ่น" กับ "ชนพื้นเมืองดั้งเดิม" สอดแทรกด้วยรักระหว่างรบ และค่านิยมรักท้องถิ่น เราดูเรื่องแบบนี้กันมานับไม่ถ้วนแล้ว ทั้งในประวัติศาสตร์ นิยาย และภาพยนตร์ เช่น Pocahontas, The Last Samurai, etc. แค่เปลี่ยนเป็นคนกับมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น
- และเนื่องจากมันเป็นหนังมหาชน จะไปสร้างพล็อตให้ลุ่มลึกแบบ Ender มีรามาน วาเรลซี หนังคงเจ๊งกันพอดี เอาแบบธรรมดาๆ เข้าถึงคนหมู่มากจะดีกว่า
- แต่ในความซ้ำซากจำเจ มันก็มีความสนุกของมันนะครับ หนังระดับเจมส์ คาเมรอน ไม่มี plot flaw แบบโต้งๆ อยู่แล้ว (มีจุดเล็กๆ อยู่บ้างแต่ให้อภัยได้) คนเขียนบททำได้ดีในข้อจำกัดด้านการตลาดระดับนี้
- พล็อตที่ผมเห็นว่าเป็นพล็อตรอง แต่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องก็คือ "การอวตาร" ของพระเอกไปเป็นมนุษย์ต่างดาว แนวทาง "ตัวตนอีกอย่าง" ก็ไม่ใช่ของใหม่นัก เราเห็นกันมาเยอะแล้ว (i.e. Being John Malkovich และ Eternal Sunshine of the Spotless Mind) แต่พอเอามาใส่ในหนังสงครามต่างดาวก็ถือว่าแปลกใหม่พอสมควร
- จุดด้อยในพล็อตรอง "อวตาร" ในสายตาผมคือ มันดูจงใจไปนิด เปิดเรื่องมาเจอพระเอกนั่งวีลแชร์ และย้ายร่างได้ ก็นึกสเต็ปถัดไปออกทันที
- หนังมีองค์ประกอบของหนังแฟนตาซีมหาชนทุกอย่าง เช่น มีฉากขี่ยานพาหนะโชว์ทิวทัศน์ ฉากสงครามฝ่ายพระเอกโดนตีพ่าย ฉากปลุกใจก่อนสู้ และปิดท้ายด้วยฉากสงครามที่ฝ่ายพระเอกชนะ (เหมือน Prince Caspian ไหมครับ) แน่นอนสนุก แต่ก็แน่นอน ไม่แปลกใหม่
จากประเด็นข้างต้นทั้งหมด ผมมีความรู้สึกเหมือนกำลังดู "คัทซีนในวิดีโอเกม" ที่เอามาต่อกันได้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว มากกว่าดูภาพยนตร์ในนิยามแบบดั้งเดิม สงสัยโลกกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
Settings
เห็นทหาร หุ่นเหล็ก และป่า แล้วคิดถึงเกมพวก Star Wars: Jedi Knight หรือ Episode IV ฉากบนดาวเอนดอร์
- เห็นคอนเทนเนอร์มืดๆ มีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ นึกถึง Half Life
- เห็นชาวนาวีแล้วนึกถึงเผ่า Night Elves
- เห็นหินลอยฟ้า สงครามเวหา และพืชเรืองแสงตอนกลางคืน นึกถึง FF X
- อารมณ์ด้าน imperialism คล้ายๆ กับ District 9 อยู่บ้าง
- ฉากวิวทิวทัศน์ โลเคชั่น เริ่มได้อารมณ์แฟนตาซีญี่ปุ่นบ้างแล้ว (คงได้อิทธิพลมา) แต่คนและเผ่าพันธุ์ ยังเป็นวิธีคิดแบบฝรั่ง 100% อยู่
- ถึงแม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่นัก แต่โดยรวมแล้ว settings ใน Avatar ก็ดูดีไม่มีปัญหาอะไร มอนสเตอร์ออกแบบสวยดี
Characters
- ผมคิดว่าดาบสองคมของความเป็น mass นอกจากสะท้อนไปยังตัวบทแล้ว มันก็ส่งผลมาถึงคาแรกเตอร์ของตัวละครเช่นกัน
- คาแรกเตอร์ของตัวละครใน avatar มีความเป็น stereotype ที่ชัดเจนมาก ลองนึกดูครับ นายทหารบ้าสงคราม นักวิทยาศาสตร์ที่ยึดมั่นในการทดลอง ผู้บริหารนายทุนหน้าเลือด หัวหน้าเผ่าที่ภูมิใจในอารยธรรมของตน
- ข้อดีของการสร้างตัวละครแบบนี้คือมันเข้าใจได้ง่ายกว่า ข้อเสียก็เช่นเดิม มันซ้ำ ไม่แปลกใหม่ (แต่เราไม่ได้ไปดูความแปลกใหม่จากหนังแนวนี้อยู่แล้วนี่?)
- ผมคุ้นหน้าพระเอก Sam Worthington มาก ทั้งที่ไปเปิดประวัติดูแล้ว ไม่เคยดูหนังของเขาเลยสักเรื่อง
- Sigourney Weaver เป็นคนที่แสดงดีที่สุดในเรื่อง แหม หนังสงครามต่างดาว จะขาดเธอไปได้อย่างไร
Production
- ไม่ต้องบรรยาย แค่ส่วนนี้ส่วนเดียวก็ควรไปดูแล้ว Square Enix มีหนาว (ผมคิดว่าวิชั่นของ Final Fantasy: The Spirit Within มันจะออกมาประมาณนี้ล่ะ เผอิญว่า Square ทำพลาดเลยเจ๊งขั้นร้ายแรง หายไปทั้งบริษัท)
Summary
- ข้อเสียสำคัญของ Avatar คือมันยาวมาก... นั่งจนเมื่อยก้นก็ยังไม่จบ
- ดูจบแล้วอยากหาเกมมาเล่นแฮะ
หมายเหตุ
- Avatar หนังยาว โรงหนังฉวยโอกาสขึ้นราคา เครือเมเจอร์ ดูวันเสาร์-อาทิตย์ 160 บาท T_T
- โชคดีเรามี Serenade ช่วงนี้ดูเรื่องอะไรก็ได้ ที่นั่งธรรมดาเหลือ 60 ใช้ได้เดือนละครั้ง เรื่องอะไรก็ได้จริงๆ ไม่มียกเว้นไร้สาระแบบโปรโมชันที่แล้วๆ มา ชินคอร์ปจงเจริญ!
Comments
iDayBlog
20 December, 2009 - 19:16
Permalink
เห็นหลายๆคนเขียนเชียร์ว่าสนุก
เห็นหลายๆคนเขียนเชียร์ว่าสนุก ก็อยากเข้าไปดูเหมือนกัน ความแปลกใหม่ ยังไง ยังไม่รู้ ขอบคุณสำหรับรีวิวเล็กๆนี้ครับ
เหมียว
20 December, 2009 - 20:10
Permalink
ฉากสวยมาก อยากไปนอนเปลใน home
ฉากสวยมาก อยากไปนอนเปลใน home tree ซักคืนจัง
wiennat
20 December, 2009 - 22:22
Permalink
ตอนดูผมก็นึกถึงแนวคิดเรื่องรา
ตอนดูผมก็นึกถึงแนวคิดเรื่องรามาน กับวาเรลซี ส่วนเรื่องร่างใหม่ทำให้นึกไปถึงเรื่อง The Matrix ด้วย
พอดูจบ น้องข้างๆก็บอกว่ายังกะ The Last Samurai
ส่วนกระผมน่ะเหรอ ... จบแบบนี้ ยังกะจะมีภาคต่อ
pigkolo
20 December, 2009 - 23:03
Permalink
ชอบ Michelle
ชอบ Michelle Rodriguez
เสื้อกล้ามตอนท้าย เร้าใจมาก....
mod
20 December, 2009 - 23:22
Permalink
คุ้นหน้าพระเอกเพราะว่าเคยเห็น
คุ้นหน้าพระเอกเพราะว่าเคยเห็นมาจากเรื่อง Terminator - Salvation หรือปล่าวครับ
mk
20 December, 2009 - 23:24
Permalink
@mod ผมไม่ได้ดูครับ
@mod ผมไม่ได้ดูครับ
Ripmilla
20 December, 2009 - 23:27
Permalink
พล็อตมันชนกับ
พล็อตมันชนกับ หนังหลายเรื่อง
แต่แปลก เดาได้ แต่ก็สนุก...
ที่ชอบมากคือ ได้แนวคิดใหม่..
ถ้าสาวงอน ให้ขับ Ferrari มาง้อ
รับรองหาย!!!
ipats
21 December, 2009 - 00:59
Permalink
ตอนแรกกดมั่วๆ ไปจองที่ละ 350,
ตอนแรกกดมั่วๆ ไปจองที่ละ 350, เลยจำใจเปลี่ยน ไปได้ที่ 190 แพงได้ซะใจดี
jo
21 December, 2009 - 08:51
Permalink
ขัดๆ ตรง ชินคอร์ปจงเจริญ
ขัดๆ ตรง ชินคอร์ปจงเจริญ
เอเสาชิงช้า
21 December, 2009 - 09:49
Permalink
ผมว่าโดนโฆษณาเกินจริงไปนิดหนึ
ผมว่าโดนโฆษณาเกินจริงไปนิดหนึ่ง
ดูโดยรวมแล้วผมว่ามันก็สนุกอยู่ เพียงแต่ที่บอร์ดพันธ์ทิพย์มันโม้เกินไปหน่อย
เลยทำให้ด้อยเกินไปบ้าง
และสุดท้ายโดยส่วนตัวคิดว่าไม่ต้องดู 3D ก็ได้
jokerce31
21 December, 2009 - 10:21
Permalink
เห็นดัวยกับ @wiennat
เห็นดัวยกับ @wiennat เดี๋ยวฝ่ายมนุษย์มันต้องกลับมาบุกอีกรอบแหงมๆ
mk
21 December, 2009 - 12:18
Permalink
@jo
@jo ชินคอร์ปให้บริการกับลูกค้าอย่างผมเป็นอย่างดี แล้วมันขัดตรงไหนล่ะครับ
fatro
22 December, 2009 - 00:55
Permalink
ผมประทับใจฉากทิ้งระเบิดมาก
ผมประทับใจฉากทิ้งระเบิดมาก
pexaj
22 December, 2009 - 05:20
Permalink
บางครั้ง นึกถึง กันดัม
บางครั้ง นึกถึง กันดัม คนบังคับหุ่นยนต์ เครื่องจักร
หรือ กระทั่ง เอวานเกเลียน
บางครั้ง เฮ้ย นี่มัน เมทริกซ์ นี่ จำลองร่าง
เหมือนเอา หลายๆ อย่าง มายำใหญ่ ใส่สารพัด แฮะ
normai
22 December, 2009 - 10:32
Permalink
โดยส่วนตัวแล้ว
โดยส่วนตัวแล้ว ถ้ามีโอกาสอย่างให้เลือกดู 3D เพราะรู้สึกว่า อลังการ และสวยงามมาก ในรูปแบบ 3D ต้องลองดูถึงจะเข้าใจอ่ะ
jo
22 December, 2009 - 12:53
Permalink
ผมไม่ได้หมายถึง
ผมไม่ได้หมายถึง บริการของชินคอร์ปไม่ดีนะครับ (ถ้าเข้าใจผิดผมขอโทษด้วย)
ซึ่งชินคอร์ป ได้ลงทุนในหลากหลายกิจการต่างกลุ่มอุตสาหกรรมมากมาย
และถ้าพูดถึงชินคอร์ป ก็ทำให้นึกถึงการเมื่อง(ทั้งที่ความจริงเปลี่ยนมือไปแล้ว)
ผมถึงบอกว่ารู้สึกมันขัดๆนะครับ
mk
22 December, 2009 - 14:42
Permalink
@jo ที่ว่าขัด
@jo ที่ว่าขัด คุณคิดไปเองทั้งนั้นครับ
ipattt
23 December, 2009 - 17:05
Permalink
ผมชอบในฐานะครีเอทีฟนะครับ
ผมชอบในฐานะครีเอทีฟนะครับ หนังสวยดี ละเอียด และทำซีนที่ยากให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ดี
แต่โดยรวมชอบ District 9 มากกว่า เพราะทุนต่ำและเวลาดูจะรู้สึกสนุกกับวิธีแก้ปัญหา
Avatar เหมือนเอาเรื่องง่ายๆมาทำให้ยากขึ้น แต่ District9 เหมือนเอาเรื่องยากมาทำให้ง่าย
ส่วนตัวหนังก็เล่นกับ ปมอินเดียแดงอีกแล้ว
sugree
24 December, 2009 - 01:15
Permalink
ดูไปก็ได้แต่นึกถึง Piggies
ดูไปก็ได้แต่นึกถึง Piggies
ฟฟฟฟฟฟฟฟ
24 December, 2009 - 13:35
Permalink
อ่านข้างบนดูแล้วเหมือนว่าหนัง
อ่านข้างบนดูแล้วเหมือนว่าหนังเรื่องนี้ไปได้แรงบรรดาลใจจากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย คือจริงๆไม่ใช่นะครับ เจมส์ คาเมรอนเขียนบทเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่จบเทอร์มิเตอร์ละ เพียงแต่ว่าตอนนั้นเทคโนโลยีมันไม่เอื้ออำนวยเลยเพิ่งจะได้มาทำ จอร์จ ลูคัสได้มาเห็นเทคโนโลยี่ของหนังเรื่องนี้ถึงกับออกปากเลยว่าเค้าอาจจะกลับมาทำสตาร์วอร์สภาคใหม่ มันแหล่มมากๆ ยกนิ้วให้เลย
pigkolo
25 December, 2009 - 00:41
Permalink
ผมรู้สึกว่าช่วงแรกๆ Navi
ผมรู้สึกว่าช่วงแรกๆ Navi ดูไม่ค่อยเนียน
แสงและสัดส่วนดูขัดๆ
ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า ...
SKG
30 December, 2009 - 09:36
Permalink
ผมว่า Avatar
ผมว่า Avatar มันมีเสน่ห์ของมันอยู่ โดยรวมหนังก็ดูสนุกอยู่ในระดับเกรด A เลย ส่วนข้อบกพร่องมันดูเล็กน้อยมากจริงๆ ถ้าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเขาสามารถสร้างเรื่องนี้ได้คำวิจารณ์คงจะต่างไปจากนี้
mementototem
31 December, 2009 - 10:24
Permalink
เห็นหน้า Sam Worthington
เห็นหน้า Sam Worthington ก็คุ้นเหมือนกัน,
เรื่อง Home Tree, Na'vi แล้วนึกถึง Night Elves แล้วหลาย ๆ ส่วนก็ทำให้นึกถึงพวกนี้เช่นกัน
จะดูหนังยังไงให้สนุกแม้จะเคยคุ้นแนวเรื่องมาแล้ว อันนี้ถ้าทำได้ จะดูหนังยังไงมันก็สนุก(ถ้าหนังมันสนุกนะ)
ปล. รวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแบบนั้นก็ดีออก, แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วทำไมเราถึงรู้สึกแปลกแยกอยู่ล่ะ?
Add new comment