Conflict of Interest in New Media World

เรื่องที่น่าสนใจ (และน่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเอง) ในวันนี้คือ กรณีของ David Pogue กับ The New York Times

David Pogue เป็นคอลัมนิสต์ของ NYT เป็นพิธีกรรายการทีวี และเป็นผู้เขียนหนังสือคอมพิวเตอร์ซีรีย์ The Missing Manual ของเครือ O'Reilly

เรื่องมีอยู่ว่า David Pogue เขียนรีวิว Mac OS X Snow Leopard ลงใน NYT และเขียนหนังสือ Mac OS X: The Missing Manual ภาค Snow Leopard ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า Pogue มีผลประโยชน์ทับซ้อน

บก. ของ NYT ออกมาแถลงเรื่องนี้ (He Works for The Times, Too) โดยปรึกษากับ ethicist หรือ "นักศีลธรรม" และคำวิจารณ์มาว่า ลำพังแค่การชี้แจงผลประโยชน์ทับซ้อนในบทความ (disclosure) นั้นไม่เพียงพอ David Pogue ควรจะหยุดการเขียนรีวิวถึงผลิตภัณฑ์ที่เขามีหนังสือขาย อย่างไรก็ตาม ทางที่ NYT เลือกคือ disclosure ครับ

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของผมเหมือนกัน (Drupal Book และ iPhone Cookbook) ยังคิดไม่ค่อยออกว่า จุดยืนของผมและ Blognone ในด้าน conflict of interest มันควรจะอยู่ตรงไหนและเป็นอย่างไร

Comments

"ควรจะหยุดการเขียนรีวิวถึงผลิตภัณฑ์ที่เขามีหนังสือขาย"

เนื่องจากผมคิดว่า คนเราต่างก็โฆษณาและทำมาหากินกันทั้งนั้น (ไม่ว่าจะเป็นภารโรงหรือผู้นำระดับไหน) เลยไม่เคยคิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนลักษณะนี้เลย คิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นการคิดมากไป และดูถูกวิจารณญาณของคนอ่านคนอื่นๆ ไปด้วย

เช่นนั้น ดาราก็ไม่ควรเขียนคอลัมน์หนัง? นายกไม่ควรวิจารณ์ระบบราชการ/นโยบายรัฐบาล? นักเศรษฐศาสตร์ถ้าเขียนหนังสือก็ไม่ควรวิจารณ์เศรษฐกิจ? อาจารย์สอนวิชาอะไร ก็ไม่ควรเขียนตำราวิชานั้น?

หากเรามีวิจารณญาณ เราควรจะยอมรับว่า คนทั้งหลายต่างไม่เป็นกลาง (=มีรสนิยมเป็นของตน) เราย่อมควรใช้สติปัญญาในการเสพอยู่แล้ว

ผมยังงงๆ ตามไม่ค่อยทันเท่าไหร่ ว่าเรื่องนี้เป็น conflict of interest ชัดเจนขนาดนั้นเลย หรือว่าผมไม่ค่อยแม่นคอนเซปต์ของ coi เท่าไหร่

ความสัมพันธ์ที่พอจะนึกออกระหว่างสองงานนี้คือ ตัวผลิตภัณฑ์กับหนังสือคู่มือเป็น complement กัน ซึ่งอาจทำให้ส่งผลต่อการรีวิว (ให้คนไปใช้ Snow Leopard เยอะขึ้น เพื่อให้หนังสือคู่มือ Snow Leopard ของตัวเองขายดีขึ้น) หรือว่ามีความสัมพันธ์อะไรที่ชัดกว่านี้?

ไม่ทราบรายละเอียดของตัวบทความว่าพูดถึงอะไร เพราะลิงค์ที่ลงไว้เป็นลิงค์ที่ต้องลงทะเบียนก่อน(ซึ่งส่วนตัวยังไม่คิดว่าอยากจะสมัคร) เพราะฉะนั้นความเห็นที่อยากจะแชร์ในประเด็นนี้คงอาจจะเป็นอะไรที่ค่อนค่างเดาเอาเอง ในมุมมองกว้างๆ

ซึ่งสิ่งที่ผมเดาคือ Conflict of interest ที่ว่า มันเป็นประเด็นระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้ว่าจ้างอีกคน มากกว่าจะมุ่งประเด็นไปที่ผู้ว่าจ้างกับตัวบุคคล ซึ่งต้องแยกพิจารณาให้ชัด โดยเฉพาะถ้า mk กำลังคิดหรือกำลังมองเทียบเคียงเอากับสถาณะการของ ตัวเอง/Blognone ว่ามีความเหมือนหรือต่างอย่างไร แล้วควรจะจัดการกับมันยังไง

คือถ้าผมเดาถูก ประเด็นของเรื่องมันคงอยู่ที่ว่า การเขียนบทความหนึ่งๆ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือหนังสืออื่นๆ ของผู้เขียน น่าจะไปส่งผลดีกับตัวผู้เขียนเองและหนังสืออีกเล่มที่เป็นสินค้าของผู้ว่าจ้างอื่น ดังนั้นจึงอาจจะมองได้ว่าผู้เขียนและผู้ว่าจ้างที่2 กำลังเอาเปรียบผู้ว่าจ้างที่1 อยู่กลายๆ (ถึงแม้อาจจะไม่ได้ตั้งใจเอาเปรียบ แต่ก็คือได้ประโยชน์ทับซ้อน) ซึ่งไม่แฟร์กับผู้ว่าจ้างที่1

ถ้าประเด็นเป็นตามนั้นจริงและ mk กำลังพิเคราะห์ว่ามันเทียบเคียงกับกรณีของตัวเองกับ Blognone ได้มั้ย ความเห็นส่วนตัวผมมองว่า "ไม่" เพราะ Blognone เป็นเรื่องส่วนตัวของ mk ซึ่งเป็น นักเขียน/ตัวบุคคล และไม่มีนายจ้าง นั่นหมายถึงถ้าบทความใดที่เขียนลง Blognone แล้วมันจะไปส่งผลช่วยให้หนังสือ Drupal Book/ iPhone Cookbook ขายดีขึ้น ก็ไม่ได้มีนายจ้างข้างหลัง Blognone ที่จะออกมาบอกว่า mk กำลังไม่แฟร์กับ Blognone (เว้นเสียแต่ว่า mk กับ lew จะแอบเป็นนายจ้างลูกจ้างกันอย่างลับๆ) หรือถ้าจะพยายามมองต่อไปว่าแล้วนั่นกำลังเท่ากับว่า mk โฆษณาหนังสือผ่านตัวเองให้สำนักพิมพ์ฟรีๆ หรือปล่าว? สำนักพิมพ์ควรจะเข้ามาสนับสนุนตรงส่วนนี้ไหม? ตอบว่า "ถ้าได้ก็ดี" แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร เพราะคนอ่านไม่ว่าจะตามไปอ่านที่ Blognone หรือหนังสือที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์ นั่นก็คือเครดิตของ mk ที่ได้กับตัวเอง หรือถ้าหนังสือจะขายดีจนหมดตลาดเร็วขึ้น ประโยชน์ก็จะกลับมาที่ mk ในแง่ของรายได้ที่จะต้องได้ในการตีพิมพ์ครั้งต่อไป ก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าจะมองไปที่เคสตัวอย่างตรงๆ แรกเลยการแจกแจงพูดคุยกันต้องทำบนพื้นฐานของความตรงไปตรงมา นอกเหนือจากนั้นผมมองว่ามันอยู่ที่ทักษะในการ Convince ของนักเขียนเอง การอธิบายให้นายจ้างหรือสำนักพิมพ์ทั้งสองเข้าใจให้ได้ว่าการตีพิมพ์เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันก็ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันน่าจะเป็นสิ่งที่พอทำได้ เพราะความเป็นไปได้มันมีทั้งคนอ่าน NYT แล้วไปซื้อ Mac OSX The Missing Manual หรือคนอ่าน The Missing Manual แล้วมาตามอ่าน NYT อีกที ซึ่งการจะไปบอกว่าอย่างไหนมันมากกว่ากันนั้น คงจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ถ้าสำนักพิมพ์มองว่าตัวเองขาดดุลในความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ที่ว่าจนเกินกว่าจะยอมรับได้ สิ่งที่สำนักพิมพ์ควรทำคือ "ลงทุนเพิ่ม" เพื่อรักษาผลประโยชน์นั้น อธิบายให้ชัดคือ ถ้าสำนักพิมพ์มองว่างานเขียนของนักเขียนมีน้ำหนักในการโน้มน้าวไปที่สินค้าอีกตัวมากขนาดนั้นและไม่ต้องการเสียผลประโยชน์ไปให้ผู้เล่นรายอื่น ก็ควรจ้างนักเขียนคนดังกล่าวผลิตสินค้าชนิดนั้น(Pocket Book)ที่อยู่ภายใต้การลงทุนของตัวเอง ทั้งนี้ทั้งนั้นการดำเนินการอาจจะสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การเริ่มต้นดีลกันเช่นจัดการเซ็นต์สัญญาแบบเป็น Package ไปเลย สรุปเป็นข้อตกลง อายุสัญญาเท่าไหร่ จะต้องเป็น Columnist ให้เล่มไหนบ้าง จะต้องออก Pocket/Text Book กี่เล่ม งานอื่นๆ จิปาถะเป็นยังไง และสุดท้ายค่าตอบแทน หากการดีลสามารถจัดการไปได้ถึงขั้นนั้น การเริ่มคุยเรื่องข้อตกลงที่เป็นข้อจำกัดสำหรับนักเขียนว่าสามารถหรือไม่สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้เช่นกัน แต่ลำพังการจะออกมาบอกว่านักเขียนไม่ควรทำหรือห้ามทำอะไร โดยไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรตามมา หรือไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า รักษาผลประโยชน์ที่ตัวเอง อาจจะ/น่าจะ เสีย โดยที่ไม่สนใจว่ากำลังลิดลอนผลประโยชน์ของตัวนักเขียนหรือปล่าว อันนี้ก็เท่ากับไม่แฟร์กับนักเขียนเหมือนกัน

*ลิดรอน มันเขียนอย่างงี้ต่างหาก

ผมว่า ประเด็นของ BLeAm ยังไม่ใช่ความหมายที่ฝรั่งในเรื่องเขาห่วงกัน

คือเขาไม่ได้ห่วงว่า บทความของนักเขียนคนนั้นจะโฆษณาหนังสือ

แต่ห่วงว่า เนื้อหาในบทความจะบิดเบือน ผิดไปจากความเป็นจริง โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า Mac OS นั้นดีสุดยอด แล้วก็เลยหันไปใช้ Mac OS กันใหญ่ ซึ่งก็เท่ากับทำให้นักเขียนขายหนังสือของตัวเองดีตามไปด้วย

ส่วนกรณีของคุณ mk ที่ออกหนังสือและเขียน blog ไปด้วย คงไม่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเท่าไหร่ เพราะ

1. คนอ่าน ไม่ได้คาดหวังว่า คุณเป็นสื่อมวลชนอาชีพ ที่ต้องวางตัวเป็นกลางตามจรรยาบรรณเป๊ะๆ

2. ผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากหนังสือ คงไม่กี่ตังค์จนเป็นประเด็นได้

ไม่เหมือนกับสมัยหนึ่ง ที่สหวิริยา ออกนิตยสารคอมพิวเตอร์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทขายเครื่อง PC ด้วย

ถ้าเป็นอย่างนั้น ค่อยมานั่งกลุ้มใจกัน

@mk @joecole งั้นถือว่า Fault เดาผิด

Add new comment