Submitted by mk on 1 May, 2009 - 21:28
จากเลกเชอร์การบรรยายของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร
อ. ผาสุก แบ่งยุคของเศรษฐกิจไทยออกเป็น 4 ยุคใหญ่ๆ
- ยุคก่อนสนธิสัญญาบาวริ่ง (พ.ศ. 2398/ค.ศ. 1855)
- ยุคบุกเบิกการเกษตรและการค้าแบบอาณานิคม (พ.ศ. 2398-2481)
- ยุคเศรษฐกิจเมืองสมัยแรก (พ.ศ. 2481-2523)
- ยุคโลกาภิวัฒน์ (พ.ศ. 2523-2552)
ยุคก่อนสนธิสัญญาบาวริ่ง
- 2 มุมมอง
- อ. ฉัตรทิพย์: การค้าถูกผูกขาดโดยรัฐ รัฐเป็นตัวกลางระหว่างต่างชาติและคนภายในชาติ
- อ. นิธิ: มีการค้าอยู่บ้าง
- ประเทศคู่ค้าสำคัญคือจีน สิงคโปร์ อินเดีย
- สินค้าสำคัญ พริกไทย ยาสูบ ของป่า หนังสัตว์
สนธิสัญญาบาวริ่ง
- เป็นเหตุมาจากสงครามฝิ่น (the Opium War) จีนถูกบีบให้ปิดประเทศโดยอ้อมและลดความสำคัญลง คู่ค้าสำคัญจึงเปลี่ยนมาเป็นตะวันตกแทน
- มีข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ว่า ไทยโดนบีบให้ทำสนธิสัญญาบาวริ่ง (แบบที่เราเรียนสมัยประถม-มัธยม) จริงๆ งั้นหรือ? เพราะจากการค้นเอกสารต้นฉบับหลายชิ้น บ่งบอกว่าแท้จริงแล้วไทยก็อยากทำสัญญานี้เหมือนกัน
- กลุ่มสำคัญที่อยากทำสัญญาบาวริ่งคือกลุ่มพ่อค้า (มักเป็นชาวจีน) หรือไม่ก็ขุนนาง (เช่น ตระกูลบุนนาค) เพราะว่าจะได้ค้ากับฝรั่งได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านรัฐ เป็นการสะสมความมั่งคั่ง
ยุคบุกเบิกการเกษตรและการค้าแบบอาณานิคม
พ.ศ. 2398-2481 เริ่มนับจากสนธิสัญญาบาวริ่ง พ.ศ. 2398
- สินค้าส่งออกสำคัญ คือ ข้าว ไม้สัก ดีบุก
- ข้าวราคาดีขึ้น เป็นแรงจูงใจให้ชาวนาปลูกข้าวเพื่อขาย จากที่เคยปลูกเพื่อกินอย่างเดียว
- รัฐเองก็เก็บภาษีได้มากขึ้น นำไปลงทุนในสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ขุดคลอง สร้างถนน (เป็นผลให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมริมน้ำมาเป็นสังคมบกมากขึ้น)
- สินค้านำเข้า: น้ำตาล (จากอินโด ดัตช์เป็นคนเอาเข้ามา), ผ้าทอ (จากอังกฤษ-อินเดีย)
- เนื่องจากภาษีขาเข้าแค่ 3% ทำให้สินค้าในประเทศ (น้ำตาล-ผ้าพื้นเมือง) โดนตีตลาดมาก
- เดิมทีชนบทไทย มีคนน้อย มีที่ดินมาก คนมีรายได้สูง ไม่มีแรงจูงใจให้คนเข้ามาทำงานในเมือง ในกรุงเทพจึงมีแต่คนต่างชาติเสียมาก คนงานในเมืองมาจากจีนเป็นหลัก
- ประเทศมหาอำนาจมองว่าไทยมีสถานะทางการค้า เท่ากับรัฐอาณานิคม มหาอำนาจมีอิทธิพลในการค้าสูง
- พ่อค้าจีนได้ประโยชน์จากการค้ากับต่างชาติมาก ผ่านไประยะหนึ่ง พ่อค้าเริ่มเรียกร้องให้รัฐพัฒนาระบบอุตสาหกรรมให้ทันสมัย แต่รัฐไทยไม่ทำ หันไปเน้นด้านความมั่นคงแทน (เพื่อป้องกันอังกฤษ+ความมั่นคงของพวกศักดินาเอง)
- แต่เมื่อเจอ Great Depression ค.ศ. 1929 เข้าไป ทำให้ demand ข้าวในตลาดโลกลดลง เศรษฐกิจแย่ ส่งผลให้เกิดปฏิรูปการปกครอง 2475
- ปรีดีขึ้นมา
- ประสบความสำเร็จในการยกเลิกสัญญาบาวริ่ง อุตสาหกรรมในประเทศที่เคยโดนตีตลาดเริ่มตั้งไข่ (เช่น น้ำตาล บุหรี่ น้ำอัดลม)
- เริ่มก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่
- ล้มเหลวในระบอบเศรษฐกิจสังคมนิยม ตามหลัก 6 ประการของคณะราษฎร
ยุคเศรษฐกิจเมืองสมัยแรก
พ.ศ. 2481-2523 เริ่มนับจากจอมพล ป. ก่อตั้งรัฐวิสาหกิจในปี 2481 แบ่งออกเป็น 2 ยุคย่อย
ยุคทุนนิยมขุนนาง (พ.ศ. 2481-2500)
- เริ่มก่อตั้งรัฐวิสาหกิจ (= การลงทุนโดยรัฐเอง)
- เหตุเพราะ: การค้าโลกหดตัวลง รัฐจึงหันมาส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ นักลงทุนต่างชาติไม่พอใจและลดการลงทุนลง รัฐจึงมีบทบาทในการลงทุนด้วยตัวเอง
- ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ อเมริกาเลยเข้ามามีบทบาทในไทยมากขึ้นมาก
- ด้านการทหาร ก่อตั้ง SEATO
- ด้านเศรษฐกิจ ให้เงินอุดหนุน ช่วยลงทุนสร้างสาธารณูปโภค
- ให้ World Bank มาศึกษาวิธีการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ในปี 1956
- ด้านสังคม ส่งเสริมสถาบันกษัตริย์อีกครั้ง เพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวชาวนาไว้ไม่ให้ร่วมกับคอมมิวนิสต์
- เงินลงทุนของอเมริกาทำให้กรุงเทพเริ่มขยายตัว และแรงงานในชนบทเริ่มเข้ามาทำงานในเมือง
ยุคอุตสาหกรรมแทนการนำเข้า (พ.ศ. 2500-2523)
- อเมริกาต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรม จุดหมายคือให้คนรวยขึ้น เพื่อจะได้ไม่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์
- ประชากรเพิ่มขึ้น เพราะสาธารณูปโภคสมัยใหม่ เมืองเริ่มขยายตัว
- อุตสาหกรรมไทยขยายตัว โดยมี demand หลักจากทหารอเมริกันในสงครามเกาหลี+เวียดนาม
- เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติครั้งแรกในปี 1960 แผนฉบับที่ 1-3 เขียนโดยสหรัฐ และได้เงินกู้จากโลกตะวันตก
- ระหว่างปี 2503-2523
- เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
- พื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 2 เท่า
ยุคโลกาภิวัฒน์
พ.ศ. 2523-2552 แบ่งเป็น 2 ยุคย่อยอีกเหมือนกัน เริ่มนับตั้งแต่ปี 2523 (1980) ซึ่งเป็นปีที่ภาคการส่งออกไทยมากกว่า 20% ของ GDP เป็นครั้งแรก
ยุคเศรษฐกิจบูมและฟองสบู่แตก (พ.ศ. 2523-2540)
นับถึงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540
- ผู้ลงทุนเปลี่ยนจากอเมริกามาเป็นญี่ปุ่น แนวโน้มนี้เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค
- เอกชนไทยเริ่มสะสมทุนได้มากพอ จนกระทั่งสามารถลงทุนเองภายในประเทสไทย ส่งผลให้เกิด "เจ้าพ่อ" ในภูมิภาค ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นการลงทุนในอหังสาริมทรัพย์ และการเข้าสู่การเมือง
- แรงงานไทยทำงานหนัก (8.00-22.00) ค่าแรงถูก
- เศรษฐกิจไทยยึดโยงเข้ากับ supply chain ระดับภูมิภาค โดยมีญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลาง
- อุตสาหกรรมไทยมีสถานะเป็น ผู้ประกอบชิ้นส่วน ซะมาก
- อุตสาหกรรมหลักคือ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
- การเมืองช่วงนี้มีเสถียรภาพ
- อัตราค่าเงินมีเสถียรภาพ เพราะผูกกับ USD
- จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญอันหนึ่งคือ ปี 2533/2534 ซึ่งแก้กฎหมายสำคัญ 2 ข้อ
- เปิดเสรีการค้า ลดกำแพงภาษีลงมา
- เปิดเสรีการเงิน อนุญาตให้เอกชนสามารถกู้เงินต่างชาติได้ (แต่ก่อนห้าม ต้องกู้ธนาคารในประเทศอย่างเดียว) จึงเกิดการกู้เงินต่างชาติมาก และได้รับผลกระทบจากการลอยตัวค่าเงิน 2540 สูง
- นับจากปี 2523-2533
- เศรษฐกิจโตมากกว่าปีละ 10%
- เกิดการ overheat ทางเศรษฐกิจ
- สาธารณูปโภคไม่พอใช้ คนชนบทเข้ามาอยู่ในเมือง 2 ล้านคน
- เศรษฐกิจบูม > มีงานให้ทำมาก > คนไม่พอทำงาน > ค่าแรงเพิ่ม > ต้นทุนเพิ่ม > กำไรในภาคการผลิตลด
- แต่มีเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้เงินนอกไหลเข้ามา กำไรภาคการผลิตจะลดไปบ้างก็ไม่เป็นไรนัก
- เงินนอกไหลเข้ามามาก เกิดการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์+หุ้น
- เมื่อเจ้าหนี้ต่างชาติถอนตัวเลยเกิดปัญหา บวกกับการลดค่าเงินบาท > หนี้เพิ่มเท่าตัว
ยุคเศรษฐกิจฟื้นตัว-วิกฤตรอบสอง (พ.ศ. 2540-2552)
- หลังวิกฤต 2540 GDP คือ -14%
- ประเทศไทยฟื้นตัวได้ในปี 1999 (ใช้เวลาประมาณ 2 ปี)
- สาเหตุที่ฟื้นตัวเร็ว
- จีนขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตโลก จึงมีตลาดรองรับสินค้าจากไทย (คิดเป็น 18-20% ต่อปี)
- นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ kaynesian ที่ใช้งบประมาณขาดดุล
- แรงงานไทยย้ายไปอยู่นอกระบบเศรษฐกิจ ลดต้นทุนการผลิตจากพวกสวัสดิการต่างๆ
- ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนวิธีการจ้างงาน มาเป็นการจ้างแบบ shift ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต
- ภาคการท่องเที่ยวบูมขึ้นมาเสริม
- ความเปลี่ยนแปลงหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว
- อัตราส่วนภาคการเกษตรลดลงมาก
- พึ่งพาการส่งออกมาขึ้น 2 เท่า
- ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ต่างชาติเข้ามาครอบครองกิจการภาคการส่งออกสำคัญ+ภาคการเงินในประเทศ
- การเงิน (ต่างชาติเอาไป 50%)
- ประกันภัย (~100%)
- หลักทรัพย์ (~100%)
- ยานยนต์ (~100%)
- ซีเมนต์ (50%)
- ค้าปลีก
- นายทุนไทย ต้องหนีจากภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไปยัง
- ภาคบริการ การท่องเที่ยม
- Telecom (เป็นจริงถึงแค่ปี 2549 หลังการขายชินคอร์ป)
- อาหาร (เช่น CP)
- บันเทิง (เช่น ธุรกิจทีวี สื่อ GMM)
- ธนาคารพาณิชย์ไทย ต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จากการเป็นแหล่งเงินทุนให้กู้เพื่อธุรกิจ กลายมาเป็น consumer banking (เช่น บัตรเครดิต, hire-purchased เช่น กู้ซื้อบ้าน)
- เหตุเป็นเพราะธนาคารต่างชาติที่รุกเข้ามา เก่งในด้าน consumer banking ธนาคารไทยจึงต้องปรับตัวสู้
- อีกเหตุก็คือปัญหา NPL
- เมื่อธนาคารไทยไม่ให้กู้ ธุรกิจไทยโดยเฉพาะ SME จึงมีปัญหาในการหาเงินลงทุน
- การระดุมทุนในตลาดหุ้นไทยทำได้ยาก เพราะตลาดมีขนาดเล็กมาก และเน้นการเก็งกำไรเป็นหลัก
- รัฐบาลทักษิณมองเห็นปัญหานี้ เลยลงไปช่วย SME
- วิกฤต subprime 2008-2009
- ภาคการเงินไทย ยังดีไม่มีปัญหา
- ภาคการผลิตจริง demand ลด ขาดสภาพคล่อง
ทางแก้ในวิกฤตเศรษฐกิจโลก 2009
- เพิ่ม demand ในประเทศแทน demand ต่างประเทศ
- เอกชนมีปัญหา รัฐต้องเข้ามามีบทบาทแทน ตามหลักของ Kaynes
- แต่ปัญหาคือ รัฐไทยเองก็ไม่มีเงิน ต้องกู้?
- ควรกู้ในประเทศ เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่า และไม่ต้องพะวงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน
- ข้อจำกัดคือ มีกฎหมายระบุว่า รัฐไทยสามารถกู้เงินได้เป็นกี่ % ของงบประจำปี ซึ่งกำหนดไว้เพราะต้องการเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจ
- ต้องแก้กฎหมาย?
- การค้าขายในภูมิภาคเอเชีย ยังขายกันเฉพาะวัตถุดิบต้นน้ำ ไม่ค่อยมีการขายผลิตภัณฑ์ที่เสร็จแล้ว (final product) มากนัก
- ยังมีช่องทางการค้าในภูมิภาคอีกมาก
- ธุรกิจการธนาคารในภูมิภาค ไม่ได้ซื้อ toix asset จากสหรัฐไว้ เลยไม่ค่อยมีปัญหา (ในขณะที่จีนซื้อหุ้นใน Fannie Mae ไว้ $80B)
- ตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภค (infrastructure fund) ให้รัฐบาลในภูมิภาคกู้ไปลงทุนด้านการพัฒนาสาธารณูปโภค และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกัน)
Comments
arjin
2 May, 2009 - 22:29
Permalink
หูว informative มาก
หูว informative มาก สนุกกว่าตอนอ.สมภพนะเนี่ย
ไผ่
3 May, 2009 - 15:32
Permalink
Very informative indeed. But
Very informative indeed. But It consists of lots of typos (not easily found in your previous articles).
P.S. Very funny that you put the default replier's name "zealot" ^_^
Add new comment