3 ชั่วโมงกับ ดร. สมภพ มานะรังสรรค์

ได้ยินชื่อ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ มานาน นั่งฟังบรรยายด้วยความตื่นเต้น ตัวจริงเก่งมากๆ เหมือนว่าจะสามารถอธิบายกลไกหรือปรากฎการณ์อะไรก็ได้ในโลกนี้ (เวอร์หน่อยเพราะกำลังตื่นเต้น)

ปกติผมเป็นคนจดเลกเชอร์ได้น้อยมากเพราะจดแต่เนื้อๆ แต่ว่าฟัง อ. สมภพแล้วจดมาได้เกือบ 3 หน้า A4 เพราะว่ามันมีแต่เนื้อล้วนๆ การพัฒนาขีดความสามารถของประเทศ

ดร. สมภพไปพูดมาที่พม่า (เนปินดอว์) เลยเอ่ยถึงเรื่องนี้ การพัฒนาขีดความสามารถให้กับประเทศ จะเน้นเรื่องต่างๆ ดังนี้

  1. Human Resource Development - "คน" สำคัญที่สุด
  2. การพัฒนา SME เพราะว่าประเทศที่เริ่มพัฒนามักมาจากการเกษตร และ SME ถือเป็น secondary tier แบบง่ายๆ
  3. FTA - ต้องเจรจาค้าขายกับต่างชาติ
  4. การพัฒนาภาคการเงิน (financial devlopment) ต้องแยกเป็น macro/micro

Macro Economics

Macro Economics Sector

ตัวอย่างตัวชี้วัดเศรษฐกิจมหภาค

  • GDP
  • CPI = Consumer Price Index ดัชนีราคาผู้บริโภค - เอาไว้ดูเงินเฟ้อ
  • อัตราการจ้างงาน
  • อัตราดอกเบี้ย

ในประเทศไทย อาหารคิดเป็น 40% ของราคาสินค้าใน CPI ยิ่งประเทศพัฒนา สัดส่วนนี้ยิ่งลดลง ผู้ที่สำรวจ CPI คือกระทรวงพาณิชย์

เงินเฟ้อ

หรือ inflation คำอธิบายสั้นที่สุดคือ "rising price" หรือ "ราคาขาดเสถียรภาพในช่วงขาขึ้น"

เงินเฟ้อส่งผลให้เกิดปัญหา 3 ข้อ

  1. ปัญหาเศรษฐกิจ - คนบริโภคน้อยลง, GDP ลดลง
  2. ปัญหาสังคม - ต่อเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ
  3. ปัญหาการเมือง - คนงานสไตรค์

GDP

สูตรการคำนวณ GDP แบบมาตรฐาน

GDP = C + I + G + (X - M)

  • C = consumer spending การใช้จ่ายภาคเอกชน
  • I = gross invesment การลงทุนภาคเอกชน
  • G = government spending การใช้จ่ายภาครัฐ
  • X = export
  • M = import

ประเทศไทยมี C เฉลี่ยนประมาณ 60% ของ GDP (ตอนนี้ ศก. แย่เหลือ 55%) ยิ่งประเทศพัฒนา สัดส่วนของ C ยิ่งมาก (อเมริกา 72% ในภาวะปกติ ส่วนจีน 38%)

เดือนมีนาคม 2009 ส่งออกลด 23% แต่นำเข้าลดมากกว่าคือ 35% ทำให้ประเทศไทยเกินดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี 260,000M USD

การนำเข้าแบ่งเป็น 2 ประเภท

  • consumer goods - นำเข้าเพื่อบริโภค
  • capital goods - นำเข้าเพื่อการผลิต แล้วนำไปส่งออกอีกครั้ง

ปัจจุบัน capital goods คิดเป็น 2/3 ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย ดังนั้นถ้าการนำเข้า (โดยเฉพาะ capital goods) ลดลง เป็นสัญญาณที่ไม่ดีกว่าในอีกไม่ช้า ส่งออกจะลดตามไปด้วย

เมื่อ ศก. แย่ C และ I จะลด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาด้วยการเพิ่ม G เพื่อพยุง GDP รวม วิธีการใช้จ่ายโดยหลักๆ ของรัฐบาลมี 2 แบบดังนี้

  • แจกเงิน (แจกไปแล้ว 500 กับ 2000)
  • สร้างงาน ผ่านลงทุนในเมกะโปรเจคต์ โดยมีเป้าหมายรองคือ
    • ใช้วัสดุก่อสร้างที่คั่งค้างในตลาด เช่น ปูน เหล็ก
    • เพิ่มประสิทธิภาพด้าน logistics ของประเทศ

ตอนนี้ ศก. จีนแย่ตาม ศก. โลก รัฐบาลจีนแก้ปัญหาโดยการปรับปรุงระบบ logistics คิดเป็นเงิน 20 trillian หยวน หรือ 100 trillian บาท ซึ่งจะวางโครงข่ายให้จีนพร้อมรบในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

Logistics

logistics สำคัญเพราะทำหน้าที่เชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค แบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • inventory หรือสต๊อกสินค้า
  • transportation
  • communication

inventory กับ transportation รวมกันมีความสำคัญประมาณ 60-70% ของระบบ logistics ทั้งหมด

เครื่องมือบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล

  • monetary policy - นโยบายทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ย, อัตราแลกเปลี่ยน, เพิ่ม/ลดปริมาณเงินในระบบ มักคุมโดยธนาคารแห่งชาติ
  • fiscal policy - นโยบายทางการคลัง ควบคุมโดยกระทรวงการคลัง ประกอบด้วย
    • government revenue - วิธีการหารายได้ของรัฐ เช่น ภาษี
    • government expenditure - การใช้จ่ายของรัฐ เช่น งบประมาณ
    • public debt policy - คือข้อกำหนดว่า รัฐสามารถจ่ายเงินเกินดุล (exp. - rev.) ได้มากที่สุดเท่าไร (คิดเป็น % ของ GDP) จึงจะไม่ผิดกฎหมาย

Micro Economics

micro financial sector แบ่งเป็น

  1. money market - ตลาดเงิน ธุรกรรมการเงินระยะสั้น (< 1y) เช่น การปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์
  2. capital market - ตลาดทุน ธุรกรรมการเงินระยะยาว เช่น หุ้นกู้, พันธบัตร, ตลาดหุ้นเฉพาะส่วน IPO

ตลาดหุ้น แบ่งเป็น

  • primary market หรือ IPO (ถือเป็นตลาดทุน) มีกฎห้ามซื้อคืนยกเว้นกรณีเฉพาะจริงๆ
  • secondary market ตลาดที่ซื้อขายกันอยู่ทั่วไป

micro economics indicator

  • cost
  • price (ราคาขาย)
  • profit (loss)

Open Economy

เศรษฐกิจของไทยเป็นระบบเปิดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยแบ่งการเปิดได้เป็น 3 ส่วน

1) foreign trade - การค้าระหว่างประเทศ

ประเทศไทยพึ่งการค้าระหว่างประเทศมากๆ

  • ถ้าเอา X+M จะได้ 130% ของ GDP
  • ถ้าเอาเฉพาะ X ได้ 65-70% ของ GDP

เทียบกับประเทศอื่นๆ

  • จีน X = 37% of GDP
  • อเมริกา X = 7% of GDP (USA GDP = $14 trillian)
  • ญี่ปุ่น X = 15% of GDP
  • ทั้งโลก X = 25% of GDP (World GDP = $60 trillian)

ประเทศที่ส่งออกคิดเป็นมูลค่ามากที่สุดคือเยอรมนี ตามมาด้วยอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น

2) foreign investment - การลงทุนจากต่างประเทศ

แบ่งเป็น

  • FDI (foreign direct investment) การลงทุนทางตรง เช่น ขนเงินมาสร้างโรงงาน
  • portfolio investion ลงทุนทางอ้อมผ่านตลาดเงิน-ทุน เพราะ FDI ให้ผลตอบแทนช้าเกินไป

3) service sector ของประเทศไทยเปิดกว้าง

สรุป: ประเทศไทยมีสัดส่วน X/M มาก เมื่อเศรษฐกิจโลกดี เศรษฐกิจไทยก็จะดีตาม แต่ในทางกลับกันก็แย่ตามด้วย

ย้อนอดีตอยุธยา

ประเทศไทยมีต่างชาติเข้ามาครั้งแรกสมัยอยุธยา (ถัดจาก รัชกาลพระไตรโลกนาถไปหน่อยนึง) คือโปรตุเกส

การเติบโตของอยุธยา

พระไตรโลกนาถเป็นคนรวมอาณาจักรในสมัยนั้นให้เป็นปึกแผ่น ก่อนหน้านี้มีอาณาจักร 3 แห่ง

  • สุโขทัย - ตอนหลังย้ายเมืองหลวงไปอยู่พิษณุโลก
  • ละโว้ - เริ่มจากลพบุรี ย้ายมาเมือง "อโยธยา" (อยู่ใกล้ๆ กับอยุธยา) แล้วย้ายมาอยุธยาสมัยพระเจ้าอู่ทอง
  • สุวรรณภูมิ - อยู่ติดแม่น้ำนครไชยศรี ใกล้ปากอ่าว ค้าขายเก่ง

เมืองหลวงของไทยโบราณทุกแห่ง ย้ายลงใต้มาเรื่อยๆ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจคือต้องมีแม่น้ำหลายสาย เพื่อควบคุมการค้าและการขนส่ง กับต้องอยู่ใกล้ทะเลเพื่อค้าขายกับสำเภาต่างชาติ

ตัวอย่างความเฟื่องฟูของการค้าระหว่างประเทศในสมัยอยุธยา คือ หมู่บ้านญี่ปุ่น หมู่บ้านฝรั่งเศส ฯลฯ ที่ยังเหลือมาจนสมัยนี้

การค้าต่างประเทศในสมัยก่อน

เป็นจุดกำเนิดของทุนนิยม สินค้าสำคัญมี 3 ชนิดคือ

  • ใบชา
  • ผ้าไหม
  • เครื่องเทศ ใช้ทำประโยชน์คือ
    • ถนอมอาหาร
    • ปรุงรส (การค้าเครื่องเทศ ทำให้วัฒนธรรมอาหารโลก sophisticate มากขึ้น สร้าง food culture ขึ้นมา)
    • ทำเป็นยา

การค้าใบชากับผ้าไหม มีจีนเป็นเป้าหมายหลัก ขายผ่านเส้นทางสายไหม ส่วนเครื่องเทศ มาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนหน้านี้ใช้เส้นทางผ่านอียิปต์และอาหรับ แล้วลงเรืออีกรอบที่มหาสมุทรอินเดีย แต่ภายหลังพอจักรวรรดิออตโตมันเรืองอำนาจ ก็บล็อคเส้นทางนี้ไว้ ฝรั่งจึงต้องหาเส้นทางอื่น และโปรตุเกสเป็นชาติแรกที่ค้นพบเส้นทางอ้อมแหลมกู้ดโฮป

ศูนย์กลางการผลิตเครื่องเทศในสมัยนั้นอยู่ที่สุมาตรา โปรตุเกสอยากได้มะละกา (อยู่ที่มาเลย์ ตรงข้ามกับสิงคโปร์) เพราะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลยเข้ามาขอมะละกากับเจ้ากรุงศรีในสมัยนั้น (เพราะมะละกาส่งบรรณาการให้อยุธยา) และพบกับความเจริญของอยุธยาในที่สุด

จีน vs อินเดีย

จีน

  • ประชากร 1.3B (20% ของประชากรโลก)
  • GDP 6% ของโลก

อินเดีย

  • ประชากร 1.1B (17% ของประชากรโลก)
  • GDP 2% ของโลก = GDP อาเซียนรวมกัน

สรุป อินเดียประชากรน้อยกว่าจีนนิดหน่อย แต่ GDP น้อยกว่า 3 เท่า

อินเดียใต้การปกครองของอินทิรา คานธี นั้นปิดประเทศ (protectionist) และสืบทอดมายังรุ่นลูก ราจีฟ คานธี มาเปลี่ยนเมื่อช่วง 90s หลังราจีฟโดนลอบสังหาร

ประวัติของวิกฤตเศรษฐกิจโลก

วิกฤต ในบางครั้งก็คือโอกาส

ก่อนยุคนี้ สินค้าหลักของไทยคือ ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นสินค้าจากการเก็บเกี่ยว

ครั้งแรก 1971 (2514)

  • อเมริกาตัดสินใจลอยตัวค่าเงิน USD จากเดิมที่ก่อนหน้านั้นผูกกับทองคำ (ทอง 1 oz. ได้ 35USD)
  • ค่าเงินเยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ญี่ปุ่นหันมาลงทุนนอกประเทศแทนการผลิตเอง และย้ายฐานการเกษตรมายังไทย (ตัวเลือกในตอนนั้นคือไทย/บราซิล ซึ่งไทยชนะด้วยเหตุผลว่ามันใกล้)
  • หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำให้ปศุสัตว์ในไทยเฟื่องฟูมาก กิจการอย่าง CP หรือสหฟาร์ม ก็มาเติบโตยุคนี้

ปี 1984 ไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจภายใน ต้องขอความช่วยเหลือ IMF ป๋าเปรมจัดระเบียบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่

ครั้งที่สอง 1985

  • อเมริกาประกาศลดค่าเงิน UDS ในสนธิสัญญา plaza accord
  • เงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้นอีกมา ญี่ปุ่นตัดสินใจย้ายฐานการผลิตทั้งหมด ประเทศไทยที่จัดระเบียบ ศก. เสร็จรับเละ
  • หลังจากครั้งนี้ สินค้าออกของไทยคืออิเล็กทรอนิกส์และรถยนต์

สรุป: วิกฤตเศรษฐกิจทั้งสองรอบ ทำให้ญี่ปุ่นเข้ามาแทนที่อเมริกาในฐานะเจ้าของ demand รายใหญ่

สัดส่วนสกุลเงินโลก

แบ่งตามปริมาณที่ใช้ในการค้าโลก

  • USD 65%
  • EURO 25%
  • GBP 4.4%
  • JPY 3.2%

พัฒนาการของระบบเศรษฐกิจ

Sequence of Economic Development

  1. collection economy - เก็บเกี่ยว รวบรวม (ตัดไม้ ขุดแร่ ปลูกฝ้าย)
  2. production economy - การผลิต
  3. service-based economy - ภาคบริการ
  4. speculation economy - การเก็งกำไร

พัฒนาการของอเมริกา

  1. ยุคแรกสมัยตั้งประเทศ ยังเป็น collection economy
  2. จนกระทั่งช่วง 1860s หลังการปฏิรูปของลินคอล์น - สร้างทางรถไฟ 300,000 km โดยเอกชนเป็นฝ่ายลงทุน แลกกับสิทธิ์ในการหาประโยชน์จากที่ดินรอบสถานี ทำให้เกิดเขตเมือง (urban) อย่างรวดเร็ว, สร้างทางหลวงแผ่นดิน (ทำให้ Ford/GM โต), เริ่มมีวิทยุ (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มโต เช่น GE) เข้าสู่ production economy
  3. หลังจากภาคการผลิตโตเร็วมากๆ จนเกิดวิกฤต 1929 Great Depression ทำให้ Roosevelt ขึ้นมาปฏิรูปประเทศอีกครั้ง สร้างทางหลวง (รอบใหม่ 1M km) สร้างสะพาน (80,000 อันทั่วประเทศ) ช่วงการปฏิรูปนับถึงหลัง WWII ก็เข้าสู่ภาคบริการ
  4. ภาคบริการได้แก่ ฮอลลีวู้ด, การแพทย์, การศึกษา จนกระทั่งเจอวิกฤต 1971 จึงเข้าสู่ภาคการเก็งกำไร
  5. ภาคเก็งกำไรสิ้นสุดเมื่อปี 2008? จุดสูงสุดอยู่ในช่วงปลายของ รบ. คลินตัน และ รบ. บุช

การส่งไม้ต่อของภาคการผลิต

โรงงานโลก หรือ the global workshop

uk (ปฏิวัติอุตสากรรม) > us (หลัง 1860s) > japan (หลังสงครามโลก) > china (หลังเติ้งเสี่ยวผิงเปิดระเทศ และญี่ปุ่นพัฒนาเสร็จหมดแล้ว)

สาเหตุของฟองสบู่การเก็งกำไรอเมริกา

  1. การเปิดเสรีภาคการเงิน
  2. นโยบายด้าน macro ที่ผ่อนคลายสุดๆ อันเป็นเหตุมาจากปัจจัย 2 ประการในช่วงต้นรัฐบาลบุช คือ 2001 dotcom burst และ 9/11 (รวมสองเหตุการณ์ GDP อเมริกาติดลบ 3 ไตรมาสติด ต้องแก้ด้วยการผ่อนปรน) นโยบายที่ว่าคือ การลดภาษี และลดดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยลด คนเลยกู้ไปซื้อบ้านและเก็งกำไรน้ำมัน/ทอง)
  3. ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ เช่น CDO, CDS ซึ่งเป็นที่มาของ subprime

CDO/CDS

  • CDO = การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (securitization), Collateralized debt obligation
  • CDS = Credit default swap

จากนั้น เจ้าของ CDO (เช่น citibank) นำไปขายเป็น CDS ให้กับบริษัทประกัน (เช่น AIG) ช่วยรับประกันความเสี่ยงอีกต่อหนึ่ง

บริษัทประกันขายประกัน CDS ได้รวมมูลค่าถึง $62 trillian ซึ่งมากกว่า GDP โลกเสียอีก (เฉพาะ AIG ขาย CDS ได้เป็น 2 เท่าของ GDP ไทย)

Comments

"20 trillian หยวน หรือ 100 trillian USD"
conversion ครงนี้ ผิดหรือเปล่าครับ

ขอบคุณครับ ที่ถูกต้องหน่วยเป็นบาท

สุดยอด ทั้งกว้างและลึก

@thep

ความน่าตื่นเต้นก็คือ ตัวเลขทั้งหมดนั้นพูดและเขียนลงแผ่นใสให้ดูกันสดๆ มันอยู่ในสมองทั้งหมดแล้ว!!

ผมว่าเลคเชอร์นี้น่าประทับใจกว่าการอ่านหนังสือภาคทฤษฎี ตรงที่มีตัวเลขมาประกอบให้เห็นภาพว่า เท่าไรจึงจะดี อะไรมากไปหรือน้อยไป

พ่อหนุ่ม รัชการ เขียนผิด ต้องรัชกาล

mk,

ทำให้ผมเห็นภาพมากขึ้น ว่าที่เขาพูดกันบ่อย ๆ ว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากมันมากขนาดไหน

เรื่องนี้เคยเอามาคิดโยงกับเรื่องตลาดซอฟต์แวร์บ่อย ๆ เพราะซอฟต์แวร์มันขายไม่ได้ในประเทศ ก็เลยต้องเน้นส่งออกแทนที่จะขายคนไทยกันเอง (กลายเป็นปัญหาสมองไหลด้วย) ถ้าจะเปลี่ยน X เป็น C ก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์กันก่อน

ส่วนตลาดอื่น ๆ ก็ต้องเน้นการนิยมสินค้าไทย + ปรับปรุงคุณภาพ + เจาะตลาดคนไทยมากขึ้นล่ะมัง (นึกถึงโฆษณา "ข้าวไปไหน")

ปล. ชื่ออาณาจักรที่สามก่อนสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ผมเคยเห็นแต่สะกดว่า "สุพรรณภูมิ" นะ ไม่ใช่ "สุวรรณภูมิ" ชื่อ "สุพรรณภูมิ" มีนัยเกี่ยวเนื่องกับเมือง "สุพรรณบุรี" น่ะ

อันที่จริง สุพรรณภูมิกับสุโขทัยเป็นพันธมิตรกันก่อน ก่อนจะรวมกันในสมัยเจ้านครอินทร์ แล้วเจ้านครอินทร์ก็ยกลงมาตีอยุธยา (ละโว้) และรวมอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียวเป็นครั้งแรก แต่ในแง่การปกครองแล้ว พิษณุโลกก็ยังเป็นเมืองแฝดกับกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งพระบรมไตรโลกนาถมารวมศูนย์อำนาจที่กรุงศรีอยุธยาเพียงแห่งเดียวเป็นครั้งแรก แต่จากเรื่องสุริโยทัยก็จะเห็นว่า สุดท้ายเมืองพิษณุโลกก็ยังไม่ได้ลดความสำคัญลงสักเท่าไร จนกระทั่งกรุงแตกครั้งที่หนึ่งเพราะพิษณุโลกทะเลาะกับอยุธยา จากนั้น พระนเรศวรถึงได้กวาดต้อนครัวจากพิษณุโลกลงมา ทำให้อำนาจมารวมศูนย์ที่กรุงศรีอยุธยาอย่างแท้จริง

เห็นภาพเลย สุดยอด

ขอบคุณมากครับ เข้มข้นจริงๆ

Add new comment