Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
บทความที่อ่านในรอบวันนี้
1) สันติวิธี
จดหมายเปิดผนึกจาก ‘ภัควดี’ ถึงนักสันติวิธี : โปรดนับศพ ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ด้วย - ประชาไท
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน-นักแปลฝ่ายซ้ายที่ผมชอบมากคนหนึ่ง ตั้งคำถามถึงผู้นิยม "สันติวิธี"
ถ้ามีคนเอาอาวุธปืนมาเล็งใส่คุณ ปืนจะมีลูกหรือไม่มีลูก คุณจะถือว่ามันเป็นการใช้ความรุนแรงหรือไม่?
...
การที่รัฐบาลและกองทัพใช้มาตรการปราบม็อบด้วยวิธีการแปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ ทำให้ม็อบตกใจกลัวสุดขีด ทำให้ม็อบเข้าใจผิดคิดว่ามีคนตายแน่นอน (ม็อบที่ไหนจะมีเวลาไปนั่งดูข่าวว่าไม่มีใครตาย) ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วม็อบและคนเสมอนอกว่า ‘ทหารฆ่าประชาชน’ อีกแล้ว เหตุนี้มิใช่หรือที่ทำให้เกิดสภาพ ‘นรกแตก’ ในวันรุ่งขึ้น
...
คนจนต้องการศักดิ์ศรี คนชั้นกลางและคนรวยต้องการอภิสิทธิ์
ว่าแต่ "สันติวิธี" คืออะไร? เคยคุยกับผู้ศึกษาสันติวิธี เขาบอกว่าในบางมุมมอง การอ้างถึงสันติวิธีนั้นคือความรุนแรงด้วยซ้ำ 2) Double Standard
บล็อก Double Standard อันที่แล้วได้รับความนิยมผิดคาด มีทั้งฝ่ายที่บอกว่า "Double Standard" เข้ามาตอบ และฝ่ายที่บอกว่า "มันเป็นเพราะบริบทต่างหาก" เข้ามาตอบ ผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ชี้ขาดได้หรือไม่ ไม่มีใครทราบ แต่เราจะเติมเชื้อไฟลงในประเด็นนี้อีก ด้วยสองบทความนี้
คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว - โดย วิหกเหินฟ้า มติชนรายวัน
บุกโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท ใช้เวลาแค่ 3 วันออกหมายจับ "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" และแกนนำได้แล้ว แต่คดี "ม็อบพันธมิตร" บุกสนามบินสุวรรณภูมิ 4 เดือนกว่าแล้ว ยังออกหมายจับใครไม่ได้สักคน "อาหารดี-ดนตรีไพเราะ" จริงๆ
......."อภิสิทธิ์" สัญญากับคนไทยตอนไปอังกฤษว่า ไม่เกิน 2 สัปดาห์คดีนี้จะเรียบร้อย แต่ผ่านไป 1 เดือน คดีไม่มีอะไรคืบหน้าเลย เรื่องแบบนี้จะใช้วาทศิลป์หลบเลี่ยงอย่างไรก็ได้ แต่คงหลอก "ใจ" ตัวเองไม่ได้ว่า "2 มาตรฐาน" จริงหรือเปล่า???
.......ตบท้ายด้วยคำ อภิปรายในสภาของ "อภิสิทธิ์" วันที่เสนอให้ "สมัคร" ยุบสภาหลังรัฐบาลพยายามสลายการชุมนุมของ "ม็อบพันธมิตร" บริเวณสะพานมัฆวานฯ ที่ใช้ตำรวจที่มีแค่โล่และกระบอง ไม่ใช่การสลาย "ม็อบเสื้อแดง" โดย "ทหาร" ที่ถือปืนเอ็ม 16 และ "กระสุนจริง" ลองอ่านดู!!!
และ Thailand's political crisis: Dousing the flames จาก The Economist
The same double standard applies to the protest organisers. Two UDD leaders have been detained and charged, and arrest warrants issued for others on the run. But legal action against PAD leaders has all but stalled under Mr Abhisit. Even Thais who disdain both the rival colour-coded camps smell something fishy here.
ผมคิดว่าความถี่ของประเด็น double standard ที่ปรากฎตามหน้าสื่อทั้งไทยและเทศไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างที่ท่านจ๋งว่าไว้ในบล็อกที่แล้ว มันเป็นผลมาจาก "วิกฤติของบรรทัดฐาน" ที่เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่คราวก่อนๆ (ผมคิดว่าจุดเริ่มต้นน่าจะเป็น ศาลปกครองคุ้มครอง ASTV) ถึงแม้ว่าต่อไปรัฐไทยจะดำเนินกิจกรรมด้วยความเที่ยงธรรมและบริสุทธิ์ แต่ข้อกล่าวหา double standard จะยังตามมาหลอกหลอนไปอีกนาน
ผมว่า Economist ซื้อได้ ดับเบิลสแตนดาร์ดว่ะ เอิ๊ก
3) State of Emergency
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : จากการปกครองภายใต้ข้อยกเว้น สู่การทำให้ข้อยกเว้นเป็นเหตุผลในการปกครอง
บทความนี้เป็นมุมมองในเชิงวิชาการต่อบทบาท state of emergency ต่อภาวะการปกครองแห่งรัฐ ว่ามันมีความลักลั่นย้อนแย้งในตัวมันอยู่พอสมควร
หากต้องการเสรีภาพในอนาคต สิ่งที่จะต้องยอมในปัจจุบันก็คือการยอมให้เสรีภาพนั้นถูกริดรอน
เลือกอ่านกันได้ตามสะดวก
Comments
zybernav
17 April, 2009 - 18:23
Permalink
ในความคิดของผม ผมคิดว่า
ในความคิดของผม ผมคิดว่า double standard ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากจะเกิดขึ้น เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่มีความรู้สึกชอบ/ไม่ชอบ เกิดขึ้นตลอดเวลา และเหตุผลอีกมากมาย ที่ทำให้ตัดสินใจ ทำ หรือไม่ทำสิ่งใดลงไป (เช่น ใช้กำลังเข้าสลายแล้วสำเร็จ บ้านเมืองจะได้กลับสู่สภาวะปกติ หรือ สลายแล้วคนยิ่งโกรธแค้น ออกมาไล่มากกว่าเดิม สลายเสร็จแล้ว ใครได้ประโยชน์ เป็นคนที่เราอยากให้เขาได้ประโยชน์หรือเปล่า หรือว่าทำหน้าที่เป็นหมาล่าเนื้อ ที่หมดประโยชน์ แล้วก็โดนจับขังกรง)
มองใน scale ที่เล็กลง ในระดับบุคคลก็ได้ครับ บางทีสิ่งเดียวกัน ที่ถูกขอให้ทำโดยคน 2 คน เราอาจตัดสินใจเลือกทำให้ เพราะว่าเราอาจจะมีความรู้สึกที่ดีด้วย ในขณะที่อีกคนอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ จากเราก็ได้ ก็ต้องไปถามว่า เอาอะไรเป็นเป้าหมายที่จะทำหรือไม่ทำ
ถ้าเรายอมรับว่า double standard มีอยู่จริง ปัญหาที่ต้องขบต่อ คือ อะไรเป็นสาเหตุของ double standard ในกรณีแบบนี้ ผมคิดว่า การคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาว่าจะเป็นอย่างไรนั้น เอามาชั่งน้ำหนัก ภายใต้กรอบของตัวแปรที่มีอยู่ ส่งผลให้มีการตัดสินใจ ทำ/ไม่ทำ (สลายม็อบ/ไม่สลาย/สลายแบบ double standard, ดำเนินคดีกับใคร/ยกเว้นให้ใคร/ทำช้าทำเร็ว)
ถ้าเล่นหมากรุกแล้วเดินเหมือนกันทุกครั้ง ก็ไม่ได้ชนะทุกครั้ง ต้องประเมินสถานการณ์ แม้กระทั่งสติปัญญาของฝ่ายตรงข้ามเลยด้วยซ้ำ ในขณะที่อีกฝ่ายก็เปลี่ยนกลยุทธ์ไปเรื่อย ๆ การมองเห็นโอกาสที่จะชนะต่างหากที่ทำให้ตัดสินใจ แลกกินตัวหมากบนกระดาน หรือจะเก็บเอาไว้ใช้ประโยชน์ก่อน เพียงแต่หมากรุกกระดานนี้ ไม่ได้มีแค่ 2 ฝ่าย และมีตัวหมากพิสดารโผล่ออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ การตัดสินใจว่าจะเล่นแบบไหนก็น่าจะขึ้นกับสถานการณ์ในตอนนั้นมากกว่าครับ
ผมว่าถ้าจะมีถกกันถึง double standard น่าจะถกกันว่า ผลลัพธ์ หรือเป้าหมายของการกระทำที่เกิดเป็น double standard นี่ มันได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือเปล่า? (ทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบเรียบร้อย) รวมไปถึงผลกระทบ/ความเสี่ยงที่จะตามมา (มีคนตาย ต่างชาติตำหนิ เหตุการณ์บานปลาย)
เพราะฉะนั้น อย่าถามเลยครับ ว่า double standard หรือเปล่า แต่น่าจะถามว่าได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละ ทุกคนก็มีความเห็นของตัวเอง เลือกข้างเอง บางทีผลลัพธ์ที่ออกมา ก็คงไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้อยู่ดี
mk
17 April, 2009 - 18:36
Permalink
@zybernav ผมคิดว่าการเลือกอธิ
@zybernav
ผมคิดว่าการเลือกอธิบายประเด็น double standard ด้วย "ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือเปล่า" นี่เป็นคำอธิบายที่ไม่ดีนักนะครับ เพราะมันจะมีคำถามตามมาว่า "ความต้องการของใคร" ตามมา
ในตัวคอมเมนต์ที่ตอบมา คุณเองก็ยอมรับว่า "ทุกคนมีความเห็นของตัวเอง" ซึ่งตรรกะอันนี้ มันทำให้ความหมายของ "standard" ที่แปลว่า "ข้อตกลงกลาง" หมดค่าไป
ประเด็นเรื่อง standard ที่เราคุยกันนี้ มันเป็นการสนทนากันในเชิงกฎหมาย ("กฎหมายเป็น common agreement ของสังคม และตีค่าบุคคลเท่าเทียมกันเสมอ โดยไม่สนใจอัตลักษณ์ของปัจเจก") ซึ่งการจะยกเคสของปัจเจก (คนสองคนเลือกทำไม่เหมือนกัน; คนเดียวกันเลือกไม่เหมือนกันตามบริบท - ตามที่ยกมา) มันคงไม่ใช่การเปรียบเทียบที่ดีนัก
ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่ผมคิดว่าตัวอย่างที่ยกมามันไม่ตรง จะเหมาะกว่าถ้าถกกันด้วยเคสที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ศาลรับฟ้องคดีผู้บริโภคร้องเรียนเรื่องมือถือ-แต่ไม่รับฟ้องคดีอินเทอร์เน็ต อะไรทำนองนี้
mk
17 April, 2009 - 18:40
Permalink
เสริม
เสริม เผอิญผมคิดวิธีอธิบายที่ดีกว่าได้
ในเชิงปัจเจกหรือ decision making นั้น double standard (หรือคำที่ผมคิดว่าดีกว่าคือ different outcome) เป็นเรื่องปกติ อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว
แต่ในกรอบของกฎหมายและรัฐ กลไกแห่งรัฐนั้นมีหน้าที่สร้างความเท่าเทียม หรือ standard (ถึงแม้จะสร้างไม่ได้ แต่แสดงให้เห็นว่าพยายามสร้างก็ยังดี)
นายอนุพงษ์อาจเลือกที่จะบอกให้สมชายลาออก และไม่บอกให้อภิสิทธิ์ลาออกได้ เพราะนั่นคือปัจเจก
แต่ในฐานะ ผบ. ทบ. ซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจทางทหารสูงสุดแห่งรัฐ (ในเชิง practical) ก็ควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเท่าเทียม (ซึ่งก็คืออยู่เงียบๆ ไปทั้งสองกรณี เพราะไม่ใช่หน้าที่)
mk
17 April, 2009 - 18:40
Permalink
ว่าแต่ไม่มีคนสนประเด็นเรื่องส
ว่าแต่ไม่มีคนสนประเด็นเรื่องสันติวิธีเลยเหรอ?
zybernav
17 April, 2009 - 19:01
Permalink
@mk เห็นด็วยครับ
@mk
เห็นด็วยครับ ว่าในระดับนึง จะต้องมีคำถาม ผลลัพธ์ตามที่"ใคร"ต้องการหรือเปล่า
โดยมุมมองส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า ข้อตกลงกลาง ไม่มีอยู่จริง เพราะมันจะมีช่องโหว่ให้ฉกฉวย อธิบายเข้าข้างตัวเอง อยู่เสมอครับ (ผมมองในแง่ของจิตวิทยามนุษย์นะครับ และไม่สันทัดในประเด็นของนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้นผมจะเพ่งไปที่การกระทำของ"ปัจเจก"มากกว่า และก็จะเห็นว่า การตัดสินใจหลาย ๆ ครั้ง เป็นเรื่องของ "ปัจเจก" เสียด้วย)
หลาย ๆ ครั้ง ที่เราเห็นการกระทำ ที่ ทำไปก่อน แล้วมาหาคำอธิบายที่มันน่าเชื่อถือเอาไว้อธิบายให้คนอื่นฟังทีหลัง ในบางครั้งกฎหมายก็มีเอาไว้ให้ "เลือก" หยิบฉวยขึ้นมา ต่างที่ ต่างเวลา เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ และประโยชน์ของผู้ใช้ในขณะนั้นครับ
การอิงกับกฎอย่างเดียว บางครั้งอาจจะทำให้เป็นอัมพาตไป เพราะขยับตัว ก็อาจจะถูกหาว่าทำผิดกฎ ความสามารถของมนุษย์ คือ การยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ เพื่อความอยู่รอด (แม้แต่การออกกฎหมายก็มักจะมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ รวมไปถึงช่องโหว่ต่าง ๆ ที่สรรหากันมาในภายหลัง) ส่วนใครจะยืดหยุ่นจนหย่อนยาน อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
house
17 April, 2009 - 19:26
Permalink
double std ขอยกไว้ก่อน
double std ขอยกไว้ก่อน อาจจะยกไปตอบใน blog
เรื่องสันติวิธี มีคำถามสั้่นๆ แค่ว่า เราพึงปฏิบัติต่อผู้ก่อการร้าย เยี่ยง ผู้ชุมนุมโดยสงบหรือไม่?
ผมตอบว่าไม่ พูดตรงๆ งวดนี้ตายซัก 4-500 ผมยังรับได้เลย
คำตอบนี้ รวมกรณีเสื้อเหลือง ยึดสนามบินด้วย(คงจำได้ว่าผมลงในบล็อก เรียกว่า กบฎ)
สำหรับ โจทย์ของภควดี ที่ถามว่าทำไมนักสันติวิธีจึงตอบเช่นนั้น ผมตอบไม่ได้ แต่ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา
ส่วนวิธีปราบม็อบ เรื่องนี้พัวพันกับ double std มาก ไม่ใช่แค่ในแง่ของการกระทำ แต่ในแง่ผลตอบรับจากมวลชนด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะนักสันติวิธี ประนามตำรวจเสียจนกลับบ้านไม่ถูกเมื่อง 7 ตุลา ครั้งนี้ ตำรวจอาจยอมเดินอีกครั้ง และเราจะไม่ต้องใช้ทหาร การพร่ำ แต่สันติๆๆๆๆ โดยไม่ได้ดูบริบทต่างหาก ที่มีส่วนชักนำความรุนแรงมาอย่างไม่สิ้นสุด
chayanin
17 April, 2009 - 20:35
Permalink
@zybernav ด้วยความเคารพนะครับ
@zybernav
ด้วยความเคารพนะครับ (เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เวลามีคนพูดด้วยความเคารพแปลว่าเขากำลังจะคัดค้าน ก็คงจะจริงนะครับ) ผมเห็นว่า ปัจเจกไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานอะไรของตัวเอง (จะด่าเสื้อแดง ไม่ด่าเสื้อเหลือง ก็ไม่ผิดอะไร) แต่เวลาปัจเจกอยู่ในหน้าที่ที่เราได้ให้อำนาจของเราไป ผมเห็นว่าจะบอกว่าไม่มีมาตรฐานมันก็ลำบากนะครับ
ลองนึกว่า เราเปลี่ยนจาก จำกัดความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น ความเร็วที่ดูแล้วไม่เป็นอันตราย บางถนนในบางเวลา คุณขับ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่เป็นอันตราย แต่ลองข้อบังคับเป็นแบบนี้ ปัญหาคงเกิดทั้งกับผู้ปฏิบัติตามกฎและผู้บังคับใช้กฎแน่ๆ ผมขับรถก็คงเดาไม่ถูกว่า เวลาแบบนี้ อะไรคือ "ไม่เป็นอันตราย" ในสายตาของคนที่คุมกฎ ยิ่งถ้าคันหน้าเราขับด้วยความเร็วนึงไม่เป็นไร เราก็คิดว่านั่นยอมรับได้ มาถึงตาเราขับเท่ากัน ดันบอกว่าอันตราย อย่างนี้คงยิ่งลำบาก เราถึงต้องมีมาตรฐานที่ยอมรับร่วมกันว่า เฮ้ย คุณขับได้ไม่เกิน 90 นะ คนขับรถก็รู้ว่า จะขับเท่าไหร่ คนคุมกฎก็รู้ว่า จะต้องจับเมื่อไหร่
ผมถึงคิดว่า ความไม่ยืดหยุ่น ยังดีกว่าความไม่มีมาตรฐานครับ
zybernav
17 April, 2009 - 21:30
Permalink
@chayanin ยินดีครับ
@chayanin
ยินดีครับ :)
ผมเห็นด้วยที่เราจำเป็นต้องมี "บรรทัดฐาน" ครับ ตรงนี้ผมคงไม่มีความเห็นต่าง แต่สิ่งที่ผมกล่าวข้างบน อาจจะเรียกได้ว่า เป็นการหาคำอธิบาย double standard ที่เกิดขึ้นครับ
แม้ว่าปัจเจกจะสวมหัวโขนบางหน้าที่อยู่ แต่ก็ยังมีแนวโน้มที่จะให้ความเป็น "ปัจเจก" อยู่เหนือ บรรทัดฐาน จนได้ โดยหาทางอธิบาย ความเป็น กฎ ให้เข้ากับการกระทำของตัวเองครับ (ทำในสิ่งที่ต้องการ และไม่ผิดกฎในเวลาเดียวกัน)
พูดถึงเรื่องบรรทัดฐาน ก็คงต้องถามกันยาวว่า บรรทัดฐานของใคร เอาอะไรวัด ทำไมถึงใช้มาตรฐานของคนนั้น ฯลฯ
masatha
17 April, 2009 - 22:24
Permalink
@zybernav @chayanin เรื่องสอง
@zybernav
@chayanin
เรื่องสองมาตรฐาน อ้างความเป็นปัจเจคชนลำบากน่ะครับ เพราะการใช้กฎหมาย อย่างไรก็ต้องมีความเป็นธรรมและเท่าเทียม
มุมมองของผม ถ้าจะพยายามอธิบายว่า เคสเหมือนกันทำไมปฎิบัิติไม่เหมือนกัน ก็ต้องบอกว่า เพราะข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน
ถ้าจะถามว่าสองมาตรฐาน ก็ต้องถามด้วยว่า
-แล้วคดีที่ปชป ไปปราศรัยที่ต่างจังหวัด โดนฅนไล่ทำร้ายจนหนีแทบไม่ทัน
- คดีฅนร้ายยิง M79 เข้าไปที่พันธมิตรโดนฅนตาย จับมือใครดมไม่ได้
-กรณีสลายชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม
-คดีทำร้ายฅนเสื้อเหลืองตอนที่ไปชุมนุมตามจังหวัดต่าง ๆ
ฯลฯ
คดีพวกนี้ไปถึงไหนแล้ว?
จะอ้างสองมาตรฐานแล้วยกคดีสองคดีมาเปรียบเทียบกันมันง่ายไปครับ ต้องย้อนกลับไปดูคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย
ส่วนเรื่องสันติวิธี ไม่มีใครตอบผมว่าก็เข้าใจได้
- ใช้แก๊สน้ำตาแล้วขาขาด คงไม่มีใครใช้ ถ้าใช้ปืนแล้วขาไม่ขาด ก็น่าใช้มากกว่า แล้วทำไมต้องใช้กระสุนจริง? ถ้ามีแต่กระุสุนกระดาษ ม็อบจะกลัวเหรอครับ ส่วนเรื่องว่า ทำไมทหารไม่สับสนยิงผิดยิงถูก อันนี้ที่อ่านจากข่าว มันแบ่งเป็นสองกองครับ กองที่มีกระสุนกระดาษอยู่ตรงกลาง ยิงเพื่อป้องกันตัวเฉย ๆ เวลาม็อบบุกเข้ามา ส่วนกองที่มีกระสุนจริงอยู่หลังสุด ยิงขึ้นฟ้าเฉย ๆ ไม่มีการเล็งแนวราบ
- สันติวิธียังไงก็ไม่เกิดครับ ถ้าอีกฝ่ายไม่พร้อมจะสันติด้วย ถามว่ากลุ่มเสื้อแดงชุมนุมอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายเลย แล้วรัฐเป็นฝ่ายกระทำรุนแรงหรือก็เปล่า
- เรื่องชี้โพรงให้กระรอก ให้ลงใต้ดิน อันนี้เท่าที่ผมอ่านสัมภาษณ์ ไม่ได้ชี้นะฮะ แกนนำให้สัมภาษณ์เองเลยว่า ต่อไปคงต้องเล่นใต้ดินแล้ว
mk
17 April, 2009 - 23:02
Permalink
@house ผมสนใจเรื่อง สันติวิธี
@house
ผมสนใจเรื่อง สันติวิธี กว้างกว่าคำถามของภัควดีมาก อย่างที่เขียนไปในบล็อกว่า แท้จริงแล้ว สันติวิธีคืออะไรกันแน่?
ผมคิดว่าปัจจุบันมันกลายเป็นคำ universal ไปแล้ว เหมือนกับคำว่าศีลธรรม จริยธรรม คนดี (รวมไปถึง ชาตินิยม) คือเรา assume ความหมาย "เชิงบวกเสมอ" ให้กับมัน โดยที่ไม่รู้ว่าขอบเขตที่แท้จริงของความหมายของมันคืออะไรกันแน่ รู้แค่ว่าถ้ายกคำ (หรือวาทกรรม) อันนี้ขึ้นมา ฝ่ายตรงข้ามจะไม่สามารถเถียงได้เสมอ
ด้วยเหตุนี้เราเลยไม่รู้ว่า "นักสันติวิธี" แท้จริงแล้วเป็นผู้นิยมสันติวิธีจริงๆ หรือเป็นนักวิชาการที่ฉวยกระแสสันติวิธีลิสซึ่ม เรื่องนี้ผมไม่มีความรู้เลยก็คงตอบไม่ได้เหมือนกัน เพียงแต่รู้สึกว่ามันจะเป็นคำถามที่สำคัญในอนาคต
mk
17 April, 2009 - 23:05
Permalink
@masatha
@masatha
เหมือนว่าเป็นแฟนคลับพันธมิตรพันธุ์แท้นะครับ ดูจะจำแม่น
แต่ผมก็เห็นด้วยว่า คดีเหล่านี้ ก็ควรจะปฏิบัติให้เท่าเทียมกันทั้งหมด ไม่มีแบ่งแยก
อันที่เขียนมาไม่เห็นด้วยแค่ประโยค
> ถ้ามีแต่กระุสุนกระดาษ ม็อบจะกลัวเหรอครับ
ผมเป็นม็อบ เห็นปืนยาวก็กลัวขี้ไหลแล้วครับ
house
17 April, 2009 - 23:24
Permalink
@mk ถกกับ อ. มะนาวไปวันก่อน
@mk ถกกับ อ. มะนาวไปวันก่อน หลังจากนั้นอ่านโน่นอ่านนี่ แล้วก็คงสรุปได้เหมือนกันว่า ผมก็ไม่รู้
เรื่องกระสุนกระดาษนี่น่าสนใจอยู่ แล้วก็ตรงกับหลายๆบทวิเคราะห์ ว่าทหารใช้ความกลัวข่มม็อบ
ทหารไม่ต้องการให้คนตาย แต่ถ้ามีแต่กระสุนจริง ถ้ามีคนชาร์จเข้ามา(จากหลายๆคลิปคงเห็นชัดว่ามี) การไม่ใช้กระสุนกระดาษแปลว่าต้องยิงจริงๆ หรือไม่ก็ต้องเข้าปะทะด้วยกระบองและโล่ ไม่ว่าทางไหน ความสูญเสียคงสูง
กระสุนกระดาษทำให้ทหารลักไก่ยิงปืนแนวระนาบได้ ซึ่งน่าจะมีผลกดดันเชิงจิตวิทยาสูงกว่า(เพราะม็อบไม่รู้ว่ากระสุนจริง จะมาแทนกระสุนกระดาษเมื่อไหร่)
ที่น่าห่วงคือมุขนี้ใช้รอบสองไม่ได้ ถ้าม็อบเชื่อแน่ว่า ทหารจะไม่ยิงกระสุนจริง ครั้งถัดๆไปม็อบคงวิ่งเข้าชาร์จ แล้วคราวนี้ทหารน่าจะละล้่าละลังมากขึ้น
คำถามที่สังคมต้องตอบคือ ถ้าการสลายม็อบด้วยการฉีดน้ำ กระสุนยาง แก๊ซน้ำตา ทำให้มีคนเจ็บ/ตาย (ซึ่งเกิดแน่ๆ แก๊ซน้ำตาเห็นไปแล้ว กระสุนยางยิงใกล้ๆ หรือเข้าตาก็มีสิทธิืตาบอด)เรายอมรับได้หรือไม่? หรือต้องท่องว่าสันติๆๆๆ แล้วก็ให้ตะลุมบอน
masatha
18 April, 2009 - 03:00
Permalink
ตอบคุณ mk 55+
ตอบคุณ mk
55+ ไม่ได้จำแม่นครับ ไปรื้อข่าวเก่า ๆ มา
ถ้าจะตอบคุณ mk ต้องมีข้อมูลแบ็คอัพหน่อยครับ ไม่งั้นโดนตีตายว่า 'เอาข้อเท็จจริงมาคุยกันครับ อย่าใช้แต่ความเห็น'
ถ้าจะด่าใครว่าอีกฝ่ายทำอะไรไว้ ก็ต้องจำให้ได้ด้วยครับ
เห็นด้วยกับคุณ house (เราท่าจะพวกเดียวกันนะเนี่ย)
เิพิ่งอ่านในกระทู้ของพันธุ์ทิพย์ ก็มีฅนมาตอบน่าสนใจครับ กระสุนจริงยังไงก็ต้องมีเผื่อกรณีม็อบต่อสู้ (เช่นเอารถเข้าวิ่งชน หรือมีอาวุธ)
เห็นด้วยว่าทหารก็เป็นฅนเหมือนกันครับ จะเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรงก็เรียกไป แต่ให้ทหารออกไปตายผมว่าก็ไม่เรียกว่าสันติวิธีเหมือนกัน
mk
18 April, 2009 - 22:40
Permalink
@masatha ผมรู้แค่ว่า house
@masatha
ผมรู้แค่ว่า house นี่เกลียดเสื้อเหลืองใช้ได้เลยครับ
masatha
21 April, 2009 - 11:49
Permalink
@mk ผมไม่ได้อยู่เสื้อเหลืองคร
@mk
ผมไม่ได้อยู่เสื้อเหลืองครับ ^^ (แต่ฅนชอบกาหัวว่าอยู่เสื้อเหลืองบ่อย ๆ จนขี้เกียจเถียง) น่าจะเหมือนกับที่ฅนกาหัวว่าคุณ mk อยู่เสื้อแดงนั่นหละครับ
mk
21 April, 2009 - 14:59
Permalink
@masatha ผมไม่ได้บอกแบบนั้นนี
@masatha
ผมไม่ได้บอกแบบนั้นนี่ครับ บอกว่าคุณ house ไม่ชอบเสื้อเหลือง
คุณคิดเองหมดเลยนะครับ
masatha
21 April, 2009 - 16:13
Permalink
เหมือนว่าเป็นแฟนคลับพันธมิตรพ
เหมือนว่าเป็นแฟนคลับพันธมิตรพันธุ์แท้นะครับ ดูจะจำแม่น <<< แล้วประโยคนี้ใครพูดครับ ^^
b613
24 April, 2009 - 10:02
Permalink
การที่รัฐบาลและกองทัพใช้มาตรก
การที่รัฐบาลและกองทัพใช้มาตรการปราบม็อบด้วยวิธีการแปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ ทำให้ม็อบตกใจกลัวสุดขีด ทำให้ม็อบเข้าใจผิดคิดว่ามีคนตายแน่นอน (ม็อบที่ไหนจะมีเวลาไปนั่งดูข่าวว่าไม่มีใครตาย) ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วม็อบและคนเสมอนอกว่า ‘ทหารฆ่าประชาชน’ อีกแล้ว เหตุนี้มิใช่หรือที่ทำให้เกิดสภาพ ‘นรกแตก’ ในวันรุ่งขึ้น
---------------------- ไอ้คนที่ทำให้ชาวบ้านในม็อบเข้าใจผิด ไม่ใช่แกนนำที่คอยยั่วยุปลุถปั่นชาวบ้านตลอดเวลาหรอกเหรอคะ อย่าคิดว่าคนทั้งประเทศไม่เห็นเหตุการณ์บนเวที ไม่ได้ดูดีทีวี แล้วจะไม่รู้นะคะว่าบนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
Add new comment