What Lies Beneath

อ่านบทความของโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย (ใช่ครับ คนเดียวกับที่โดนฟ้องหมิ่นฯ กับจักรภพนั่นล่ะ) คือเรื่อง No winners in Thailand's crisis ซึ่งประชาไทนำมาแปลในชื่อ ไม่มีผู้ชนะในวิกฤติประเทศไทย

ประโยคที่ผมชอบเพราะเห็นว่าสั้นและอธิบายภาพรวมของความขัดแย้งรอบนี้ได้ดีมากๆ คือ

เมื่อไปที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คุณจะได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า : “พวกเราเป็นประชาชนรากหญ้า, กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย, ต่อต้านชนชั้นปกครอง”

เมื่อไปที่การชุมนุมของคนเสื้อเหลือง คุณจะได้ยินเสียงที่แตกต่างว่า; “พวกเราเป็นคนมีการศึกษา, กำลังต่อสู้ขับไล่พวกนักการเมืองทุจริตที่ทำลายประชาธิปไตย”

แต่ประโยคที่ผมสนใจมากกว่า ก็คือ

ทำไมประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นตัวอย่างดีเลิศของความมั่นคงและความปรองดองในสังคม ถึงได้กลายเป็นสังคมที่ถูกแบ่งเป็นขั้วเช่นนี้

เขียนใหม่เป็นภาษาบ้านๆ ของผมได้ว่า "เมื่อก่อนประเทศไทยไม่มีปัญหา ทำไมตอนนี้จึงมีปัญหา" ถ้าเรายอมรับว่าปัจจุบันนี้ "มีปัญหา" (คือตัดกรณีการมองไม่ตรงกันว่าเกิดปัญหาหรือไม่ ออกไป) ก็จะมีคำตอบได้ 2 แบบ

  1. ปัญหา (หรือ "ความขัดแย้ง") มันเพิ่งเกิดเมื่อเร็วๆ นี้
  2. ปัญหา (หรือ "ความขัดแย้ง") มันมีอยู่นานแล้ว เพียงแต่ว่าถูกกดไว้ หรือซ่อนตัวเองอยู่ภายใน

(หมายเหตุ: เอาเข้าจริงแล้วอาจจะตอบ 1+2 ก็ได้นะครับ เพียงแต่ความง่ายในการวิเคราะห์ เราจะแยกคิดทั้งสองประเด็นออกจากกัน)

ผมเห็นความพยายามในการอธิบาย (1) ด้วย "ทักษิณและนโยบายประชานิยม" ว่าช่วยเร่งให้เกิด "ชนชั้นล่างใหม่" ขึ้นมาเป็นคู่ขัดแย้งกับชนชั้นกลาง (ที่เกิดขึ้นตามกระแสโลก) และอำมาตย์ (ที่มีมานานแล้ว) อยู่บ่อยครั้งพอสมควร อย่างน้อยในบทความของโจนาธาน เฮด อันนี้ก็ไปในแนวทางนั้น

แต่ผมสนใจในกรณี (2) มากกว่า ถ้าเราตั้งสมมติฐานว่า "ความขัดแย้งมันมีมานานแล้ว" แทนล่ะ? เพียงแต่ว่า "มีอะไรบางอย่าง" มาบดบังมันไว้ หรือไม่อย่างนั้นมันก็ซ่อนตัวเองอยู่แบบเงียบๆ เนียนๆ รอวันปะทุก็เป็นได้

ถ้าคิดในเชิงวิชาการหน่อย ก็คงต้องหาจุดอ้างอิงในทางเวลามาเปรียบเทียบ (ซึ่งโดยมากมักนับกันที่ 2475) ถ้าเราสนใจเฉพาะ "ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชากร" (หรือ demographic) ตามที่โจนาธาน เฮด นำเสนอแล้ว ผมพยายามนั่งคิดว่ามันมีอะไรบ้าง

  • เป็นไปได้ไหมว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เกิดจากการเริ่มด่าคนอีสานว่าเป็น "ลาว" ในเชิงดูถูก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ถามคนที่มีปัญหากับคำเรียกนี้ว่า "ทำไมคิดมากจัง"
  • เป็นไปได้ไหมว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เกิดการอุตสาหกรรมการเกษตรของเรามันถึงทางตันแล้วจริงๆ แต่เรายังมองว่า "ในน้ำมีปลาในนามีข้าว" อยู่ ทั้งที่สภาพสังคมจริงๆ แล้วกลายมาเป็นสาวโรงงานกันหมด
  • เป็นไปได้ไหมว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง เกิดจากเราขึ้นแท็กซี่ เจอเพลงลูกทุ่ง แล้วเรารู้สึกว่ามันเชย+เฉิ่ม (ซึ่งเป็นกันมานานมากแล้ว)

ผมคิดว่ากรณีเทียบเคียงที่น่าจะไปด้วยกันได้ คือ กรณีกัมพูชาบุกถล่มสถานทูตไทยคราวก่อน มันดูเหมือนไม่มีอะไรแต่พอมีขึ้นมาก็ระเบิดตูมเลย เรากำลังซ่อนอะไรไว้อยู่เหมือนกันหรือเปล่า

  • เป็นไปได้ไหมว่า สงครามกลางเมืองปี 2562 จะเกิดจากความหมั่นไส้สะสมต่อ ASTV ในปี 2549
  • เป็นไปได้ไหมว่า ไทยโดนกัมพูชาบุกในปี 2572 เพราะคำพูดที่คุณกษิตเคยพูดเอาไว้

สิ่งที่ผมสนใจและยังตอบไม่ได้ (อีกแล้ว) ก็คือ

  • อะไรเป็นสาเหตุทำให้เรา "มองข้าม" ความขัดแย้งเงียบๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม (เช่น ถ้าจงใจ มีอะไรเป็นเหตุจูงใจ, ถ้าไม่จงใจ วัฒนธรรมหรือกรอบจารีตเป็นสาเหตุหรือเปล่า)
  • เรามีวิธีมองหาความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ภายในไหม (เพื่อว่าจะได้ดับความขัดแย้งนั้นก่อนปะทุรุนแรง) หรือว่า ปล่อยให้มันปะทุไปน่ะดีแล้ว

Comments

เรานั่งอยู่บนความเป็นสองมาตรฐานที่เราฝังไว้ทับๆกัน ที่พอมันหนักเข้ามากๆ อันที่เราฝังเข้าไปก่อนมันก็แตกหัก ระเบิดออกมาเหมือนภูเขาไฟ

มันน่าสนใจว่าอะไรที่ทำให้คนๆนึง "เชื่อ" จนเลือกข้างแบบสุดโต่ง อย่างในครอบครัวเดียวกันก็ยังเลือกคนละขั้ว

ข้้อมูที่พวกเข้ารับรู้มันผ่านการพูดของแกนนำ และคนรอบข้างเท่านั้น ขบวนการในการวิเคราะห์ข้อมูล ทำได้ดีพอหรือยัง

แม้กระทั่งตัวผมเองก็มีแต่ข้อมูลที่ฟังมา อ่านมารู้สึกได้เองว่ามันยังไม่พอที่จะทำให้เลือกข้างได้ ชอบในหลักการของบางสี แต่เกลียดวิธีการ

ผมคิดลวก ๆ ว่าความขัดแย้งนั้นมีการสะสม (อาจมากหรือน้อยแล้วแต่กรณี) แต่การสะสมนั้นจะไม่นำไปสู่การปะทุโดยตัวมันเองแบบไม่ได้นัดหมาย (เท่าที่ผมนึกออก - แต่ผมไม่แน่ใจในประวัติศาสตร์) กล่าวคือ ต้องอาศัย "ไก" บางอย่าง เช่น กรณีเขาพระวิหาร หรือ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร

หลังจากนั้นมันก็จะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ แถมย้อนกลับไปขุดความขัดแย้งที่สะสมไว้ขึ้นมาด้วย

เดี๋ยวก็มีคนโทษว่าเป็นเพราะทักษิณ

คงต้องมองย้อนกลับไป
ว่าสมัยท่านปรีดีเกิดอะไรขึ้น
ทำไมถึงได้มีปฏิวัติมากมายนักในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา
ถ้าต้องให้ไปเทียบกับประเทศใน Africa อีกหน่อยคงมีสถานีวิทยุ ราวันดาในประเทศไทย
(เอหรือว่ามีแล้ว หว่า)

ผมว่าความขัดแย่งมันเกิดจากการแบ่งชนชั้นนี่แหละ
แต่ว่าแต่เดิมเราไม่ได้คิดอะไรกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่ตกทอดต่อๆ กันมาตั้งแต่สมัยที่มีเจ้าหัวเมืองอะไรทำนองนั้น แล้วพอการศึกษาและความเจริญอื่นๆ เริ่มก้าวเข้าไปสู่คนที่แต่เดิมไม่ได้รับสิ่งพวกนี้มากเข้าๆ มันก็เลยเกิดความคิดที่ว่า ทำไมเราต้องยอมถูกกดขี่ต่อไปเรื่อยๆ ล่ะ ซึ่งพอชนชั้นที่ถูกกดขี่มาตลอดเริ่มคิดได้ และพยายามจะลุกขึ้นมา ชนชั้นปกครองก็กลัวว่าพวกนี้จะกบฏแล้วตัวเองจะไม่มีทาสอีกต่อไป เลยต้องพยายามกดๆ เอาไว้

ถ้าถามถึงจุดที่เป็นชนวนหลักๆ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นนโยบายของทักษิณเองนั่นแหละ ที่น่าจะถูกมองว่าจะทำให้ชนชั้นทาสเจริญขึ้นเกินกว่าที่ชนชั้นปกครองจะรับได้

@ipats "ทาส" เลยเหรอ ปกติผมเรียก "ไพร่"

สำหรับเหตุผลว่า อะไรที่ทำให้คน เชื่ออะไรแบบสุดโต่ง
ทั้งๆ ที่บางที ข้อมูลที่ได้มันก็ยังไม่เพียงพอนั้น

ผมว่าคนเราเลือกที่จะเชื่อ ในสิ่งที่ชอบ
หรือ ถูกกับจริตของตัวเองไงครับ

ซับซ้อนซ่อนเงื่อนยังกับ วิชาอนาคตประวัติศาสตร์ ยังไงยังงั้นเลย ท่านฮาริ เซลดอน

Add new comment