Obama's Inauguration Speech

เมื่อคืนกว่าจะกลับบ้านก็หมดแรงสลบ ดูไม่ไหว วันนี้พอหาเวลาหลังงานเสร็จได้เลยหามาดูเสียหน่อย ตอนแรกดูจาก NYTimes เพราะประทับใจตอนโต้วาที แต่ว่าดูจากในไทยมันช้ามากเลยหันไปใช้บริการ YouTube (ซึ่งแบบ HD ก็ช้ามากเช่นกัน เลยดูแบบธรรมดาแทน)

ผมมาดูสปีชของโอบามาครั้งแรกตอน A More Perfect Union และสนใจติดตามมาเรื่อยๆ ในแง่ของเทคนิคการพูดและการเขียนสปีช มาถึงรอบนี้ก็พอเริ่มดักทางได้แล้วว่า สปีชของโอบามามันจะมาแนวๆ ไหนบ้าง รอบนี้อ้างอิง transcript ของ New York Times ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่กล่าวไปแล้ว

1)

อย่างแรกคือโอบามามักจะใช้การกล่าวอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จริงๆ ใช้คำว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ค่อยถูกนักแต่ผมนึกคำอื่นไม่ออก แต่มันจะเป็นแนวทางเดียวกับคำกล่าวของคนไทยมักจะอ้าง "คุณพระศรีรัตนตรัย" "พระสยามเทวาธิราช" หรือ "พระราชดำรัส" เพียงแต่อเมริกาไม่มีอะไรแบบนี้ โอบามาเลยอ้าง God บ้างนานๆ ที (อันนี้ผมสงสัยว่าเป็นแค่การสร้างรูปประโยคให้สวยมากกว่า) แต่อันที่หนักแน่นมากคือการอ้างจิตวิญญาณเสรีนิยม นักบุกเบิก ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และ frontier spirit ของคนอเมริกา

ตัวอย่างการอ้างประวัติศาสตร์การบุกเบิกในสปีชอันนี้

  • "who have carried us up the long, rugged path towards prosperity and freedom."
  • "For us, they packed up their few worldly possessions and traveled across oceans in search of a new life. For us, they toiled in sweatshops and settled the West, endured the lash of the whip and plowed the hard earth."<br/>ในประโยคนี้จะมีการใช้สัญลักษณ์เปรียบเทียบกับสิ่งของจริงที่เป็นรูปธรรม นั่นคือ whip and hard earth
  • Our founding fathers faced with perils that we can scarcely imagine, drafted a charter to assure the rule of law and the rights of man, a charter expanded by the blood of generations.<br/>อันนี้ก็อ้างการประกาศอิสรภาพและรัฐธรรมนูญสหรัฐตรงๆ ผมว่าน่าจะคล้ายๆ การอ้างพระไตรปิฎก
  • ตอนที่อ้างเยอะคือตอนปิดท้าย ซึ่งจะเขียนถึงในตอนหลัง

การอ้าง "อำนาจที่เหนือกว่า" เป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปในการ convince คน เพียงแต่ข้อสังเกตคือในสปีชทำนองนี้ ผู้พูดมักจะอ้างสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในสังคมนั้นๆ และมักจะเป็นของที่เป็นนามธรรม (เช่น อุดมการณ์ จิตวิญญาณ) หรือบุคคลที่ตายไปแล้ว (เช่น ลินคอล์น) เพราะว่าคุณค่าของมันจะเปลี่ยนไปได้ยากกว่าของรูปธรรมหรือคนที่มีชีวิตอยู่ แถมเป็นการปิดประเด็นการโต้แย้ง ด้วยเหตุผลด้านมุมมองของการตีความ

(ผมไม่เคยเรียนรัฐศาสตร์ เดาเอาว่าเทคนิคพวกนี้น่าจะพอเข้าหลัก hegemony ได้บ้าง)

2)

โครงสร้างของสปีชอันนี้ แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักๆ ตามลำดับ

  1. บอกคนอเมริกันว่าเรากำลังมีปัญหา
  2. บอกคนฟังจากประเทศอื่นๆ (ที่คาดหวัง "ท่าที" ของอเมริกาที่เปลี่ยนไป จากการเข้ามาของโอบามา) ว่าเขาจะทำอะไรบ้าง
  3. เรียกร้องให้คนอเมริกันกลับสู่รากเหง้า ซึ่งโอบามามองว่าเป็นการแก้ปัญหาในครั้งนี้

3)

ส่วนแรกนั้น โอบามาใช้วิธีการนำเสนอแบบตบหัวแล้วลูบหลัง ซึ่งจะให้ความรู้สึกดีกว่าลูบหลังแล้วตบหัว

เปิดตัวมาด้วยบอกว่าเรามีปัญหา

That we are in the midst of crisis is now well understood.

จากนั้นอัดคอมโบของปัญหาตามมาเป็นชุดให้เห็นภาพ ที่กล่าวถึงก็มีเรื่องก่อการร้าย, เศรษฐกิจ, ที่อยู่อาศัย, จ้างงาน, ธุรกิจปิดตัว,​ ระบบประกันสุขภาพ, การศึกษา, พลังงานและสิ่งแวดล้อม เรียกว่าไม่มีอะไรดีเลย (ประเด็นของปัญหาเหล่านี้แบบละเอียดๆ ดูใน ดีเบต)

แต่ช้าแต่ ไม่ว่าปัญหาจะเยอะและยากเย็นสักเพียงไหน มันจะต้องผ่านพ้นไปได้ในที่สุด (ให้กำลังใจและสร้างความเชื่อมั่น)

Today I say to you that the challenges we face are real, they are serious and they are many. They will not be met easily or in a short span of time. But know this America: They will be met.

หมายเหตุ: ผมเพิ่งรู้วันนี้ว่าคำว่า meet แปลว่า "รับมือ (กับปัญหา)" ได้ด้วย

จากนั้นก็เสริมกำลังใจต่อโดยการบอกว่า มันไม่แย่ซะทีเดียว พื้นฐานยังดีอยู่

We remain the most prosperous, powerful nation on Earth. Our workers are no less productive than when this crisis began.

ขอแค่ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและค่านิยมใหม่เท่านั้น (ซึ่งจะไปต่อในส่วนที่สาม)

จุดนี้มีการย้ำในช่วงถัดๆ ไปด้วยว่าแท้จริงแล้ว อเมริกันนั้นยังเข้มแข็ง และมีอิทธิพลมากที่สุดในโลกอยู่

we are ready to lead once more.

(แสดงว่ารู้ตัวว่าเคย lead มาก่อนแล้ว)

4)

ส่วนที่สอง​ โอบามาร่ายยาวเป็นชุดโดยการบอกว่า จะทำอะไรบ้าง ซึ่งครึ่งแรกเป็นนโยบายในประเทศที่เคยหาเสียงเอาไว้ว่าจะสร้างโน่นนี่นั่น (ประชานิยม? โอบามาทำไม่เป็นไร?)

แต่ผมว่าครึ่งหลังสำคัญกว่ามาก เพราะนี่คือแกนหลักของนโยบายต่างประเทศใหม่ของอเมริกา

เริ่มมาด้วยการระบุตัวผู้ฟังทางบ้านกันเลย

to all other peoples and governments who are watching today

จากนั้นตามมาด้วยประโยคสำคัญที่สุด

America is a friend of each nation and every man, woman and child who seeks a future of peace and dignity,

แล้วค่อยแยกย่อยในประเด็นต่างๆ เช่น

  • อิรักและอัฟกานิสถาน: We'll begin to responsibly leave Iraq to its people and forge a hard- earned peace in Afghanistan.
  • ชาติตะวันตกและรัสเซีย: With old friends and former foes, we'll work tirelessly to lessen the nuclear threat and roll back the specter of a warming planet.
  • ปัญหาศาสนา: We are a nation of Christians and Muslims, Jews and Hindus, and nonbelievers.<br/>อันนี้สังเกตว่าตอนฟัง เราจะได้ยินคำว่า คริสเตียน ก่อน (สะดุดใจคิดนิดนึง) แล้วตามมาด้วยศาสนาอื่นๆ (อ๋อ โล่งใจ)
  • ปัญหาวัฒนธรรม: We are shaped by every language and culture พูดต่อกันกับศาสนา
  • มีพิเศษเฉพาะมุสลิมด้วย: To the Muslim world, we seek a new way forward, based on mutual interest and mutual respect.
  • ถึงประเทศกำลังพัฒนา: To the people of poor nations, we pledge to work alongside you to make your farms flourish and let clean waters flow<br/>พูดเรื่องเศรษฐกิจ

4.1)

ประเด็นด้านการก่อการร้ายนี้มีกรรมวิธีการพูดที่น่าสนใจ จนต้องเขียนแยกย่อย โอบามาบอกว่า

And for those who seek to advance their aims by inducing terror and slaughtering innocents, we say to you now that, "Our spirit is stronger and cannot be broken. You cannot outlast us, and we will defeat you."

คิดว่านี่เป็นแพทเทิร์นมาตรฐานการปลุกใจในการเผชิญกับภัยคุกคามทางกายภาพ (อย่างสงคราม ภัยพับัติ หรือการก่อการร้าย) นั่นคือไหนๆ ไม่สามารถป้องกันตัวเองทางภายภาพได้ 100% ไม่สามารถการันตีว่าจะไม่เกิดขึ้น ก็เปลี่ยนมุมมองให้ความเสียหายทางกายภาพ ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดไปแทนซะ

ตอนระเบิดรถไฟใต้ดินลอนดอน (7/7) ผมจำได้ว่าเคยอ่านบล็อกของคนลอนดอนเขียนปลุกใจแบบเดียวกันว่า การก่อการร้าย (เชิงกายภาพ) จะไม่มีวันทำลายความเหนียวแน่น (เชิงจิตวิญญาณ) ของเราได้

สังเกตว่าคนฟังจะสะใจประโยค we will defeat you เป็นพิเศษ

4.2)

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าทุกคนจะรู้และคาดหวังว่า นโยบายด้านต่างประเทศของโอบามาจะลดความแข็งกร้าวลง (เมื่อเทียบกับบุช) แต่เป็นอดีตเจ้าโลกทั้งทีก็ต้องลดแบบมีเชิงหน่อย

อันนี้คือด่าคนที่ชอบด่าว่าอเมริกาเป็นต้นเหตุกลับ ว่าแน่จริงมาพัฒนาประเทศแข่งกับชั้นสิ ประโยคนี้คนตบมือลั่นเลย คงสะใจ

To those leaders around the globe who seek to sow conflict or blame their society's ills on the West, know that your people will judge you on what you can build, not what you destroy.

ประโยคถัดมาก็คล้ายๆ กัน แต่แอบพระเอกตอนท้ายว่า ถ้านายกลับตัวได้ตอนนี้ เราก็ยังเป็นเพื่อนกันนะ

To those who cling to power through corruption and deceit and the silencing of dissent, know that you are on the wrong side of history, but that we will extend a hand if you are willing to unclench your fist.

5)

ส่วนที่สาม โอบามาขมวดเรื่องของสองส่วนแรก มาสรุปรวบยอดเป็นการบอกว่าอเมริกาต้องทำอะไรบ้าง

สังเกตแนวทางการชักจูงของเขานะครับ

Our challenges may be new, the instruments with which we meet them may be new, but those values upon which our success depends, honesty and hard work, courage and fair play, tolerance and curiosity, loyalty and patriotism -- these things are old.

โอบามาบอกว่า อเมริกาสามารถแก้ปัญหาแบบใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่รู้จัก (ซึ่งทำให้เกิดภาวะ uncertainty - ดู FUD) ด้วยวิธีการที่ตัวเองคุ้นเคยดีอยู่แล้ว (เกิดความอุ่นใจ)

จากนั้นก็บอกว่าวิธีการคืออะไร ซึ่งประโยคนี้เป็นใจความหลักของสปีชนี้ทั้งอันเลย

What is demanded then is a return to these truths.

ก่อนประโยคนี้สักพัก โอบามาไล่มาหมดแล้วว่า these truths มีอะไรบ้าง ได้แก่

honesty and hard work, courage and fair play, tolerance and curiosity, loyalty and patriotism

และจากนั้นก็บอกตามมาด้วยว่า คุณค่าเหล่านี้เคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ค่อยมีคนรู้ (imply: ตอนนี้ก็รู้ซะ)

ถ้าฟังผ่านๆ มันก็ดูสมเหตุสมผล ถ้าจะซักค้านทางตรรกะก็ต้องใช้เวลาคิดมาก ตอนฟังสดไม่มีใครคิดทันอยู่แล้ว ถือเป็นการย้ำเตือนว่า "คุณค่าที่ฉันพูดมาน่ะ ถูกต้องใช่เลยแล้วแหละ ไม่ต้องคิดมาก เชื่อฉันแล้วจะดีเอง"

These things are true. They have been the quiet force of progress throughout our history.

6)

เมื่อโยงเหตุผลต่างๆ นานา และนำเสนอใจความหลักของสปีชเรียบร้อยแล้ว ขั้นสุดท้ายก่อนจบสปีชก็คือการย้ำใจความหลักอีกรอบให้คนฟังจำขึ้นใจ

วิธีการทำให้คนฟังจำขึ้นใจ มันต้องซึ้ง

โอบามาใช้เทคนิค 2 อย่างประกอบกัน: อดีต กับ อนาคต

เทคนิคการใช้อดีตจะสอดคล้องกับที่เขียนไปใน 1) โดยรอบนี้โอบามาจะอ้างคำพูดของคณะผู้ก่อตั้งประเทศ (ที่คนอเมริกันรู้จักดีจากการเรียนประวัติศาสตร์อยู่แล้ว เหมือนคนไทยอินกับเรื่องการประกาศอิสรภาพของพระนเรศวร หรือ พระเจ้าตากทุบหม้อข้าว ไม่ชนะไม่เลิก)

แต่เพื่อให้ซึ้งเป็นพิเศษ ต้องยกมาก่อนว่าตอนที่ในอดีตเค้าพูด สภาพการณ์ตอนนั้นมันเป็นยังไงบ้าง

In the year of America's birth, in the coldest of months, a small band of patriots huddled by nine campfires on the shores of an icy river.

The capital was abandoned. The enemy was advancing. The snow was stained with blood.

ดูเลวร้ายสุดๆ (imply ว่าตอนนี้ดีกว่าตอนนั้นเยอะเลย อย่าเครียดไป) ข้อสังเกตอีกข้อคือ การสร้างความรู้สึกว่าเลวร้ายสุดๆ ต้องสร้างภาพจินตนาการเป็น visual ขึ้นมาในหัวคนฟังให้ได้ โดย map กับของที่มีอยู่จริงและคนฟังรู้จักดีอยู่แล้ว เช่น แม่น้ำ อากาศ กองทัพ หิมะ

แถมตอนที่พูดนั้น กำลังใจของคณะปฏิวัติก็ตกต่ำสุดๆ ด้วยนะ (เหมือนกับกำลังใจของผู้ฟังตอนนี้ไง -- หาความเหมือนเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม)

At a moment when the outcome of our revolution was most in doubt

ส่วนประโยคที่อ้างก็คือ

Let it be told to the future world that in the depth of winter, when nothing but hope and virtue could survive

จะเห็นว่าการอ้างประโยคนี้ เด็ดขาดมาก

  1. เป็นประโยคที่พูดถึงอนาคต (ในขณะนั้น หรือปัจจุบันในขณะนี้)
  2. สถานการณ์ใกล้เคียงกัน คือวิกฤต
  3. แต่ในอดีต "ความหวังยังเรืองรอง" และรอดมาได้ (เลย imply ว่า) ดังนั้นปัจจุบันก็ควรจะเป็นแบบนั้นด้วย

ประโยคถัดมา โอบามาไม่ imply แต่เรียกร้องตรงๆ (หลังจาก imply ให้คิดเองแล้วหนึ่งรอบ)

let us brave once more the icy currents, and endure what storms may come

ส่วนการอ้างอนาคตนั้นมีนิดเดียว ไม่โดดเด่นเท่ากับใน A More Perfect Union ซึ่งพูดเรื่องอนาคตเป็นหลักเลย ของสปีชนี้ก็บอกแค่ว่า อย่าให้ลูกหลานเราในอนาคตมาด่าเราได้ (ว่าไม่แก้ปัญหา)

let it be said by our children's children that when we were tested we refused to let this journey end

7)

จุดขายของโอบามาคือความเป็นประธานาธิบดีที่เข้าถึงได้ มีรากเหง้าต้นตระกูลเป็นคนธรรมดา ผู้อพยพ โอบามาจึงนำจุดนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ (อารมณ์อินมากกว่าปกติ)

  • เปิดสปีชมาด้วยคำว่า My fellow citizens มองว่าเป็นเพื่อน ฐานะเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ผู้ปกครอง
  • I stand here today humbled by the task before us บอกเป็นนัยๆ ว่าเขาก็เป็นคนธรรมดา (ที่อยากจะมาแก้ปัญหา)

ประโยคสำคัญคือ

And why a man whose father less than 60 years ago might not have been served at a local restaurant can now stand before you to take a most sacred oath.

เป็นการตอกย้ำว่า เขามีพ่อที่เป็นคนธรรมดาเข้าขั้นแย่ แต่ยังมายืน ณ จุดสูงสุดของประเทศได้ ถ้าดูในวิดีโอหรือ transcript คนจะปรบมือกระหึ่มหลังประโยคนี้ด้วย

8)

วิธีการพูดถึงปัญหาและเสนอทางออกของโอบามา จะมีหลายครั้งที่ใช้วิธี ยกตัวอย่างโซลูชันสุดโต่งทั้งสองฝั่งให้เห็นก่อน แต่สุดท้ายจะบอกว่าจริงๆ มันเป็นอย่างที่สามต่างหาก (ใน A More Perfect Union มีใช้เยอะถ้าผมจำไม่ผิด)

The question we ask today is not whether our government is too big or too small, but whether it works

9)

อย่างอื่นๆ ได้แก่

  • มีการใช้คำซ้ำจากสปีชอันที่แล้ว นั่นคือคำว่า We the People (เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ใน A More Perfect Union) แต่ก็แค่เพียงครั้งเดียว
  • ตอนอ้างสถานที่ในประวัติศาสตร์ มีชื่อ Khe Sahn ซึ่งไปค้นดูแล้วคือสงครามเวียดนาม

Keyword:

Comments

อ่านแล้วได้อะไรเพิ่มอีกเยอะ
ขอบคุณมากครับ

เมื่อวานฟังแล้วหูไม่กระดิกเลย
ผมฟังภาษาอังกฤษได้แย่ลงมากเลยนี่ - -"

1. เรียกว่า ยืมซากคืนชีพ

4. คนบางกลุ่มบ้านเราเข้าใจผิด? มีอคติกับประชานิยม?

4.1 we will defeat you แรงมาก ฟังแล้วสะดุ้ง ประโยคนี้อาจจะสะท้อนอิทธิพลที่ไม่เคยจางหายไปไหนของ บ ผลิตอาวุธที่เป็น back ใหญ่ของรัฐบาลอเมริกา

7. นี่ผมมองอีกแบบ แล้วที่เห็นก็ส่วนใหญ่คนดำที่ลุกขึ้นปรบมือ (และน้ำตาคลอ) มันไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดา อันนี้มี agenda ของคนผิวสี (ไม่ได้ race นะครับ ยกให้เห็นเฉย ๆ)

ฟัง commenentator ของ CNN เขาบอกว่า speech ไม่น่าจดจำ ไม่เหมือนของประธานาธิบดีคนก่อน ๆ (เช่น ของ JFK - "ask not what your country can do for you - ask what you can do for your country") แต่ผมฟัง ๆ ดูก็มีเด็ด ๆ หลายอันเหมือนกัน แบบที่คุณยกมาเช่น

let us brave once more the icy currents, and endure what storms may come

ชอบอันนี้มาก เพราะพึ่งดูสารคดีจอร์จ วอชิงตันมา เลยรู้ว่าตอนนั้นโคโลนีมันจะแพ้ ๆ อยู่แล้ว ทัพทางใต้ก็แตกพ่าย ทางตอนเหนือก็โดนพายุหิมะซัดซะหนาวตายกันรายวัน แถมพวกนักการเมืองก็ร่ำ ๆ จะยอมแพ้อยู่แล้ว แต่วอชิงตันก็พลิกกลับมาชนะได้ แบบมหัศจรรย์สุด ๆ (ถ้าใครได้ดู The Patriot ก็สงครามตอนท้ายหนังเรื่องนั้นแหละ)

สรุป speech คราวนี้ก็ได้ตามแบบโอบามา มีการอ้างอิงประวัติศาสตร์ค่อนข้างเยอะ คงจะพยายามเน้นว่า ยากกว่านี้ เรายังเคยทำกันมาแล้วแบบนั้นแหละ

ไม่น่าเชื่อว่าหัวหน้าทีมเขียนจะอายุ 27 - -"

พอดีไม่ได้อ่านบลอกทั้งหมด แต่ผมไม่คิดว่าโอบาม่าอ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ยกเว้นเรื่องพระเจ้าที่เค้าใช้คำว่า god เอาใจคนถือศาสนาที่นับถือพระเจ้า และตัวเค้าเองที่นับถือพระเจ้า)

กลุ่มคนที่โอบาม่าอ้างตอนเแรก คือ คนอพยพที่มาจากยุโรปที่มาตั้งถิ่นฐานที่อเมริกา ส่วนคำว่า founding fathers หมายถึงกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันต่อต้านอังกฤษและก่อตั้งประเทศเป็นอิสรภาพและร่างรัฐธรรมนูญประเทศขึ้นมา

ผมกลับคิดว่าโอบาม่าไม่ต้องการให้ประชาชนคิดว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้ำ เค้ากลับเน้นว่าอนาคตประเทศอยู่ที่ประชาชนทุกคนที่ต้องทำหน้าที่โดยไม่ได้หวังพึ่งรัฐบาลให้แก้ปัญหาเพียงฝ่ายเดียว

คำว่า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ที่ผมหมายถึง ก็คือ ผู้อพยพและผู้ก่อตั้งประเทศ ซึ่งมีฐานะเลยความเป็นบุคคลธรรมดาไปแล้วนั่นล่ะครับ

เหมือนกับที่คนไทยอ้าง ร. 5 หรือ พระนเรศวรนั่นล่ะ

Add new comment