Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
@ipats เขียนบล็อกถึง TIME ฉบับล่าสุด (เป็น Asian Edition) ว่าด้วยวิกฤตทางประชาธิปไตยของหลายๆ ประเทศในเอเชีย (ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่เหมือนว่าไทยจะเด่นสุด) เลยไปตามมาอ่าน
ตัวบทความอยู่ที่ Asia's Dithering Democracies แบบสรุปรวบรัด ประชาธิปไตยในเอเชียกำลังมีปัญหา เพราะทัศนคติของคนเอเชียยังมีทัศนคติต่อประชาธิปไตยที่ไม่ครบถ้วนเท่ายุโรป (อันนี้คาดเดาได้) หรืออาฟริกา (อันนี้น่าสนใจว่าเพราะอะไร ในบทความไม่ได้อธิบายประเด็นนี้)
Although the majority of Asians say they support most democratic ideals, their commitment to limits on a leader's power is far lower than that of people polled in Europe or even sub-Saharan Africa.
คนเอเชียยังมีทัศนคติ "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" อยู่
This ruler-knows-best attitude can make Asians act more like subjects than citizens.
เวลาสวิงกลับ มันเลยสุดขั้ว กลายเป็นรักมากห้ามแตะ เกลียดมากขนาดฆ่าทิ้งได้
Just look at how Bangkok office ladies cheerily handed carnations to the soldiers who carried out a 2006 coup against Thailand's democratically elected leader. When Asians finally do react against their governments, it is often in extremis, anger spilling onto the streets in revolutionary-style rallies.
ลักษณะเฉพาะอีกอย่างคือชนชั้นปกครองของเอเชียนั้น จะขึ้นกับชาติตระกูล!!! (TIME ใช้คำว่า dynasty) ตัวอย่างเช่น ตระกูลบุตโตในปากีสถาน ซูการ์โนในอินโดนีเซีย คานที-เนห์รูในอินเดีย ศรีลังกานายกกับปธน เป็นแม่-ลูกกัน ในญี่ปุ่นเอง นายก 3 คนล่าสุดก็เป็นลูก-หลานของอดีตนายกทั้งหมด นายกสิงคโปร์คนปัจจุบัน ลีเซียนซุง ก็เป็นลูกชายของลีกวนยู
นอกจากนี้ยังมีกรณีของพรรคที่ครองอำนาจยาวนานมาก เช่น LDP ในญี่ปุ่น และพรรค UMNO ในมาเลเซีย
Other countries are blighted by dynastic democracy, in which the same families — the Bhutto-Zardaris in Pakistan, say — act as if it is their birthright to lead, and the electorate duly votes them in.
ส่วนเหตุผลนั้น TIME อธิบายว่าเป็นเพราะประชาธิปไตยในเอเชียเริ่มต้นช้ากว่ายุโรปมาก โดยมากเริ่มหลังการได้เอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ประมาณ 60 ปี เทียบกับฝรั่งเศสทลายคุกบาสติลเมื่อ 230 ปีก่อน) และการจะได้มาซึ่งประชาชนที่เข้าใจประชาธิปไตยนั้น TIME บอกว่า
is only by going through several electoral cycles that democracies can consolidate and grow.
แต่ในความเป็นจริง ระหว่างทางของแต่ละ cycle ก็จะเจอรัฐประหารทิ้งไป ประชาธิปไตยครึ่งใบบ้าง etc. ซึ่งก็จะย้อนประเทศกลับไปสู่ยุค "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" เป็นพักๆ แถมบางยุคก็นานเป็น 10-20 ปีด้วย
ถ้าเรายึดเอา TIME เป็นสรณะ วิธีแก้ปัญหาดู simple มากๆ คือทำยังไงก็ได้ให้ cycle ของการเลือกตั้งดำเนินไปเรื่อยๆ อย่าให้มีอะไรมาขวาง ปัญหาทางการเมืองก็แก้ด้วยการเมือง (e.g. วิธีทางรัฐสภา) ไม่ใช่อำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างม็อบ ปิดสนามบิน หรือรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้จะดำเนินไปได้ก็ต่อเมื่อ คนในประเทศเชื่อว่าประชาธิปไตยคือทางออกเท่านั้น เพราะจะมีคนบางส่วนที่มองว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่ทางออก ตัวอย่างเช่น
"You can't expect us to have a European- or American-style democracy here," says PAD member Visitchai Kemajitpan. "We should have our own Oriental democracy."
TIME นั้นวิพากษ์การเคลื่อนไหวของ PAD ไว้ดังนี้
Hovering in the background is the PAD, which draws its ranks from the very middle class and élite that supported the 1992 democracy movement, and has as its ultimate aim a so-called "New Politics," whose fuzzy, oft-shifting aims have included the undemocratic step of appointing parliamentarians
สุดท้าย TIME บอกว่าความหวังที่ช่วยให้คนเอเชียกลับมาเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งอีกครั้ง คือ ชัยชนะของโอบามา ซึ่งทำให้คนเอเชียหันมามองว่า ใครจะเป็นโอบามาของประเทศเรากันแน่ (hint: โอบามาร์ค?)
Comments
mikey
7 January, 2009 - 09:29
Permalink
โอบามาร์คพีค
โอบามาร์คพีค
chanwit
7 January, 2009 - 11:06
Permalink
จาก entry
จาก entry นี้ผมพอจะได้ข้อสรุปว่าคุณสมบัตินึงของเอเซียที่คนส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมเชื่อฟังผู้อาวุโส(มาก)กลายเป็นกลไกที่มีพลังพอที่จะค้านตรรกะของปัจเจกได้
->
การได้ผู้นำที่อายุน้อยก็น่าจะพอมีผลในการปรับความคิดนี้?
แต่ในทางกลับกับ ผู้นำที่อายุน้อยก็อาจจะถูกครอบงำแทน
@mikey
ผมคิดว่า โอบามาร์คพีค กำลัง incubating คงใช้เวลาอีกซักพัก ;-)
Add new comment