Simplicity

ที่มิวนิก ผมคุยกับคุณ bow_der_kleine เรื่อง 3G, WiMAX ซึ่งต่อไปถึงประเด็นเรื่อง technology adoption

คุณ bow เล่าว่าที่เยอรมนี T-Mobile นั้นโปรโมท iPhone 3G เต็มที่ เพราะมันมีสถานะเหมือน savior ให้กับเครือข่าย 3G ต้นทุนแพงระยับที่ไม่มีใครใช้ บทสนทนาต่อเนื่องไปถึง WiMAX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ลูกผีลูกคนเหมือนกัน

เหตุผลที่ 3G กับ WiMAX พบปัญหาในการนำไปใช้ เป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ cost of participation นั้นสูง ในขณะที่ benefit of participation ไม่เยอะพอที่จะให้คนรู้สึกว่า มาใช้แล้วคุ้ม เทคโนโลยีในกลุ่มเดียวกันอีก 2 ตัวที่ผมนึกออกคือ IPv6 กับ Blu-ray

  • 3G
    • cost of participation: network ใหม่ + device ใหม่ + เปลืองแบตด้วย
    • benefit: เร็วขึ้นอีกนิดนึง เมื่อเทียบกับ 2.5G แถมมี Wi-Fi มาเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ว่ามันมีของเร็วกว่า ถูกกว่า
  • WiMAX
    • cost of participation: อันที่สำคัญที่สุดคือ license ที่ต้องขอ กระบวนการยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาก
    • benefit: ใช้เน็ตได้ทุกที่ แต่ตอนนี้ก็มี municipal Wi-Fi หรือ mobile broadband นี่
  • IPv6
    • cost of participation: เยอะไปหมด
    • benefit: ถ้าเอาแบบชัดเจน เน้นๆ มันมีด้วยเหรอ?
  • Blu-ray
    • cost of participation: แผ่นใหม่ เครื่องเล่นใหม่ encode ใหม่ ทีวีใหม่
    • benefit: ภาพชัดขึ้นอีกนิดนึง

ลองมาดูเทคโนโลยีในขั้วตรงข้ามบ้าง พวกจุดปุ๊บติดปั๊บ สังเกตได้ง่ายว่า ระยะเวลาตั้งแต่เราเริ่มได้ยินชื่อเทคโนโลยี จนไปถึงวันที่เราเห็นมันทั่วบ้านทั่วเมือง จะกินเวลาไม่นาน แค่ปีสองปีเท่านั้น

ที่เด่นสุดไม่มีใครเกิน Wi-Fi อันอื่นๆ ที่คิดออกตอนนี้คือ มือถือ 2G, thumb drive, BitTorrent และ netbook คงไม่ต้องอธิบายให้ยาวแล้วว่าทำไมมันถึงฮิตเปรี้ยง

แต่อันที่เป็นที่มาให้เขียนถึงในบล็อกนี้คือ YouTube ครับ ถ้าใครแก่ทัน WebTV น่าจะพอนึกภาพออกว่า ความพยายามในการดูทีวีออนไลน์แบบออนดีมานด์มันมีมานานขนาดไหน ลองผิดลองถูกกันมาเยอะมาก แต่แทบไม่มีใครประสบความสำเร็จอย่างจริงจัง ทั้งแอปเปิล AOL ไมโครซอฟท์ ยักษ์ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งญี่ปุ่นฝรั่ง เจ๊งกับแนวคิดนี้กันมานักต่อนัก ถ้าใหม่หน่อยก็พวก Joost, Vuze, Miro ซึ่งชื่อเหมือนจะหายไปกับสายลม คือทุกอันมันพอใช้ได้ แต่ไม่มีอันไหนฮิตเปรี้ยง

สาเหตุที่ทำให้ทีวีออนไลน์ไม่เกิด เป็นเพราะมันมีปัจจัยที่ต้องคำนึงหลายประการ

  • อุปกรณ์: เช่น ต้องการ set-top box หรือซอฟต์แวร์พิเศษ (เช่น iTunes, Miro)
  • วิธีการส่งข้อมูล: ทำยังไงให้เร็วและมีประสิทธิภาพ อย่าง Miro/Vuze ขี่อยู่บน BitTorrent ส่วน Joost/BBC iPlayer คิด protocol ใหม่เอง
  • เนื้อหา: เอามาจากไหน เจรจากับเจ้าของเนื้อหาอย่างไร กันเรื่องลิขสิทธิ์ยังไง เช่น แอปเปิลก็ติด DRM มา
  • business model: ทำยังไงให้คนยอมจ่ายเงิน ทำยังไงให้กิจการอยู่ได้ เพราะต้องแข่งกับทีวีปกติ

ใครจะไปนึกว่า สุดท้ายแล้ว YouTube ที่แก้ปัญหาข้างต้นแบบบ้านๆ จะเป็นฝ่ายมีชัย

  • อุปกรณ์: browser + flash player ที่ใครก็มี ถึง codec มันจะคุณภาพห่วยหน่อยก็ไม่เป็นไร ดูได้ทันทีไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเป็นพอ
  • วิธีการส่ง: HTTP ธรรมดา โอ้!! มีทริกเล็กน้อยตรงเป็น FLV ดูได้ทันทีไม่ต้องรอโหลดครบ
  • เนื้อหา: ไม่ต้องเจรจา รับทุกอย่างที่ยาวไม่เกิน 10 นาที แล้วไล่ลบอันที่ไม่ต้องการแบบ ad hoc ด้วยมือ บ้านมากๆ
  • business model: ไม่ต้องคิดเพราะคิดไม่ออก เอาเงิน Google มาโปะไว้ให้อยู่ได้ (อันนี้เจ๋งสุด)

ผมคิดว่านอกจาก FLV แล้วไม่มีอะไรล้ำเลย แต่นี่ล่ะ ความเรียบง่ายมีชัยเหนือทุกสิ่ง ถ้าถามว่า YouTube ได้รับความนิยมแค่ไหน ก็ต้องตอบว่า มันถูกเอ่ยถึงในสุนทรพจน์ของ Obama (ด้วยศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับทีวี) ไปแล้ว อีก 20 ปีข้างหน้า เราจะมาเรียนกันว่า YouTube มีผลต่อสังคมโลกยุค 200x อย่างไร

Comments

แย้งเรื่อง Bluray นิดนึง ถ้าเป็นหนัง HD ขนาด 720p บน LCD TV สัก 32 นิ้วขึ้นมันเห็นความชัดเจน (เทียบกับ DVD) ต่างกันเยอะนะ

ปัญหาคือตัวอุปกรณ์ภาครับ ก็คือ LCD TV ยังไม่แพร่หลายมากพอ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ยัง enjoy กับการดูบน TV ธรรมดา ผมว่า HD มันเป็นเทคโนโลยีที่มาเร็วไป

หรือไม่ก็ตัวอุปกรณ์ยังแพงไปมาก

@somsak เราจะเอา HD มาทำอะไร? มันช่วยให้ดูช่อง 7 ได้ชัดขึ้น?

ร้านเช่าหนังแผ่น ปากซอยบ้านผมยังมี VCD ซะค่อนร้าน
มี DVD อยู่สักไม่ถึง 10% (แถมมีแผ่นอยู่เต็ม ไม่ค่อยมีใครเช่าไปซะด้วย)

ดังนั้นไม่ต้อง HD ครับ แค่ทีวี CRT 20 นิ้ว ก็เหลือพอ
ดูวีซีดีได้ชัด ดูช่องเจ็ดชัด ดูดีวีดีชัด ยูบีซีก็ชัดด้วย
ซื้อ HD TV มา ก็ไม่รู้จะเอาไปดูอะไร

เอามาดูหนังครับ ไม่ได้เอาไว้ดูทีวี คงต้องบอกว่าปัจจุบันมันตอบสนองกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกับดูละครทีวี ผมถึงบอกว่าเทคโนโลยีมันมาเร็วไป นั่นอาจจะเป็นสาเหตุนิดนึงว่าทำไมราคา lcd tv ถึงลงเอาๆ ตอนนี้แค่ 19k ก็ได้ 32 นิ้วยี่ห้อดีๆเครื่องนึงแล้ว แต่ยังไงซะมาตรฐาน tv ช่องธรรมดาก็ยังมี HD ไม่กี่ช่องอย่างที่ว่าจริง

ที่แย้งเพราะส่วนที่ @markpeak บอกว่าชัดขึ้นนิดหน่อยอันนี้ขอเถียงครับ เพราะลองมาแล้ว 720x576 ของ dvd นั้นหยาบจนเห็นความหยาบชัดบน lcd tv 32 นิ้ว ขณะที่ 720p มันชัดกว่ากันอย่างเห็นได้ชัดมากๆเลย อีกอย่างที่มากับมาตรฐาน HD คือพวก signal processing อย่าง h264 ซึ่งทำให้ได้คุณภาพๆที่ดีกว่า mpeg2 ธรรมดาที่ใช้กันกับ dvd เยอะมากๆ ผมเองก็เคยคิดว่าเพื่อนที่เจาะจงดูแต่ 720p มันเว่อร์ป่าวหว่า ดูแฟนซับ .avi ก็โคตรชัดแล้ว แต่พอได้ลองกับทีวีแล้วมันเห็นความต่างชัดมากๆเลยครับ

อันนี้บ่นเพราะเจอมากับตัวเอง คือพอซื้อ LCD TV32 นิ้วมา ปรากฎว่าดูอะไรก็ไม่ค่อยชัด เพราะปัญหาปกติเลยของ LCD TV คือจะดูอะไรที่ความละเอียดต่ำชัดน้อยลง ขนาด dvd ยังมีปัญหานับประสาอะไรกับ TV ที่แย่คือสิ่งที่จะทำให้ดูได้ชัดมีแต่คอมกับเครื่องเล่นบลูเรย์

@somsak

ชัดขึ้นแค่ไหน ดูด้วยตาคนละแบบไงครับ

mass ไม่สนหรอกว่า 720p จะบอกด้วยซ้ำว่าตัวเลขอะไรไร้สาระ สำหรับพวกเขาแล้ว vcd->dvd มันเหนือกว่า dvd->blu-ray เยอะมาก

เข้าใจ point ล่ะ ผมบอกงี้ดีกว่า มันมองเห็นว่าไม่ชัดเพราะทีวีไงล่ะ ถ้าทุกบ้านติด lcd tv 32" ขึ้นหมด ผมว่าเห็นชัดๆเลย แล้วจะมีคนส่วนนึงเริ่มรับไม่ได้ที่ภาพมันแตกเห็นๆ เพราะตอนแรกก็ใช้ tv crt ธรรมดาก็เฉยๆเหมือนกัน

แต่ทีนี้คนส่วนใหญ่ยังใช้ tv crt 4:3 อยู่เลยไม่เกิดผลอะไร ถ้าหันมาใช้ lcd tv 16:9 ล่ะก็เห็นชัดครับ

ขอขยายนิดครับ คืออย่างตอน vcd->dvd มันเห็นชัดเพราะยุคนั้นทีวีใหญ่หน่อยประมาณ 21" ขึ้นไปมันแพร่หลายมาก พอย้ายแล้วได้ทั้งภาพทั้งเสียงอย่างเห็นได้ชัด

หรืออย่าง bittorrent กับ youtube มันดังเพราะ broadband internet มันแพร่หลายมาก นึกสภาพว่าถ้าเราๆยังใช้ dial-up กันอยู่คนมันจะเล่นเยอะขนาดนี้หรือ?

เพราะงั้นผมว่า benefit ของเทคโนโลยีมันขึ้นกับจังหวะเวลาเป็นสำคัญครับ

นั่นแหละครับประเด็น
คือ CRT 21 นิ้ว (14 ด้วยซ้ำ สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ)

กับ LCD หรือ Plasma 32 นิ้วขึ้นไป จะเห็น Benefit ของ Blue Ray เหนือ DVD ได้ชัด
แบบเดียวกับที่คนที่มี CRT 21 นิ้ว เห็นความแตกต่างระหว่าง DVD และ VCD

แต่ตราบใดที่ประชากรส่วนใหญ่ ของเรา ยังอยู่ที่ CRT 14, 21
Blue Ray ไม่มีวันได้เกิดครับ

@somsak

ผมว่าปัญหามันงูกินหางนะ
ผมมีเงินพอที่จะซื้อทั้ง LCD TV ทั้ง Blu-Ray แต่คิดไม่ออกจริงๆว่าจะซื้อมาทำไม

เพราะสำหรับผม (ซึ่งเหมือนคนทั่วๆไป) ผมซื้อ TV มาดู TV และ TV เมืองไทยมันยังไม่เป็น Hi-Def อ่ะครับ ผมจะลงทุนเทคโนโลยีไปทำไม ในเมื่อ Content มันยังไม่มา

อีกอย่าง 720p ไม่ได้ดีไปกว่า VCD-> DVD อย่างที่ mk ว่า และอย่าลืมนะครับว่า VCD น่ะคุณภาพของภาพน่ะห่วยกว่า VDO Tape ระบบ VHS ที่เราใช้กันเมื่อสมัยนั้นอีก

ผมยอมรับว่า Blu-Ray ดีกว่า DVD แต่...แล้วไงครับ DVD ทุกวันนี้มันก็ไม่ได้แย่ และมันก็ดีพอนะครับ

อีกอย่าง... ชีวิตคนส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อ TV มาดูหนังครับ

คือผมไม่ได้เถียงนะว่า Bluray มันดี ผมเห็นด้วยครับว่าโดยรวมๆมันไม่ดีพอจะดึงคนมาใช้เยอะขึ้น ผมแค่แย้งเรื่องคำว่า "มันชัดขึ้นอีกนิดนึง" เพราะตรงนี้มันขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย สำหรับคนที่ดูหนัง 720p, 1080p นี่ถือว่าชัดโคตรๆเลยครับ อันนี้คงเป็นเพราะไม่ได้แยก Bluray กับ HD ด้วยล่ะมั้ง Bluray

ผมอยากจะขยายความ comment ผมเองอีกนิดครับ ผมคิดว่า เทคโนโลยีในลักษณะที่เป็น platform ใหม่ๆ จริงๆแล้วผมเชื่อว่าทุกๆ platform เขาคิดไว้ก่อนแล้วเรื่อง ข้อดี ข้อเสีย benefit ทำยังไงให้คนมาใช้เยอะ ทำยังไงให้ง่าย ก่อนคิดไว้แล้วล่ะครับ ปัญหาคือเรื่อง ทำยังไงให้เทคโนโลยีมันอยู่นานพอจนได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายมากกว่า นั่นเป็นสาเหตุที่ผมบอกว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญครับ หรือว่าง่ายๆคือ ต้องอยู่นานพอจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า killer application ขึ้นมาได้

อย่าง Bluray นี่เป็นความผิดพลาดในส่วนที่มัวไปตีกับ HD-DVD อยู่พักนึงจนทำให้มันเสียเวลาที่จะมาพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ เพื่อจูงใจทำให้ตลาดหันมาใช้งาน

killer application ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโปรแกรม หรืออะไรที่ใช้เทคโนโลยีนั้นครับ ผมหมายถึง usage บางอย่างที่ทำให้เทคโนโลยีนั้นมันฮิต ตัวอย่างเช่นอยู่ๆเกิด Bluray ก๊อปได้แล้วราคาแผ่นไรต์แพงกว่า dvd แค่ 5 บาทต่อแผ่น และเครื่องเล่นราคาแพงกว่าไม่เกิน 10% ตรงนี้ก็จะเป็น killer application คือคนคงหันมาใช้

ถ้า 720p เปิดบน lcd tv ชัด แต่เปิด vcd dvd แล้วแตก จะซื้อ lcd tv มาใช้ทำไม

มัน low tech มาก + โง่มากๆ ถ้าซื้อมา งี้สู้ซื้อ crt ใหญ่ๆดีกว่า จริงๆแค่ 29 นิ้ว ก็ใหญ่พอสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว

กลับกันกับผมเลยครับ ผมอยากให้เทคโนโลยี blu-ray เกิดได้ใจจะขาด ...สำหรับผม DVD มันเริ่มชัดน้อยไปแล้ว ลองเอา HD H.264 กับ DVD MPEG-2 มาเทียบกันฉากต่อฉาก จะเห็นว่าคุณภาพต่างกันชัดเจน คือของพวกนี้มันคือความรื่นรมย์น่ะครับ อาจดูไร้เหตุผล อาจฟุ่มเฟือยบ้าง แต่เหตุผลก็พอมีเช่น ฉากหนึ่งในหนังที่พระเอกเขียนจดหมายถึงนางเอก ถ้าเราอยากจะรู้ว่าเขียนว่ายังไงล่ะ --> VCD อ่านแทบไม่ได้เลย / DVD อ่านได้รู้เรื่องแต่อาจเบลอๆ บ้าง / HD ชัดเหมือนถ่ายมาจากกล้องภาพนิ่ง เป็นต้น

ถามว่าจะซื้อ LCD TV มาทำไม ในเมื่อเปิดกับ Free TV, VCD, DVD แล้วแตก? คำตอบคือจอ CRT 29 นิ้วมันอาจยังใหญ่ไม่พอ (ความต้องการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด :P) , ไม่ใช่ Widescreen (ผมชอบ Widescreen นะ มันทำให้การรับชมได้รื่นรมย์กว่า 4:3 จริงๆ) แต่กลับกัน ขนาดที่เทอะทะและน้ำหนักตัวมาก ส่วนราคามันก็ไม่ได้ถูกสมเหตุผลทั้งๆ ที่ยุคนี้เงินหมื่นนึงก็ซื้อ LCD 32" ของจีนได้แล้ว

ช่อง 7 จะเปลี่ยนเป็น HD ในอีกไม่กี่ปีนี้แล้วครับ แหล่งข่าวจากภายใน
จริงๆ เรื่อง LCDTV ผมว่ายังไม่ต้องรีบซื้อหรอกครับถ้าไม่จำเป็น ซื้อเมื่อ Free TV เปลี่ยนเป็น HD ก็ยังไม่สาย ตอนนี้ราคา LCDTV ลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัด อีกอย่างซื้ออีกสองสามปีข้างหน้าอาจจะเป็นทีวีแบบ Full HD 1080p กันเยอะแล้ว แต่สำคัญคืออย่าไปต่อต้านเทคโนโลยีแบบไร้เหตุผลละกันครับ ของใหม่กว่ามันดีกว่าอยู่แล้ว LCD TV ถึงดู Free TV ภาพจะแตก สัดส่วนจะเพี้ยน แต่ดูแล้วมันก็ยังสบายตากว่าดูกับจอ CRT แค่เทคโนโลยีพวกนี้มันอาจจะเร็วไปสำหรับหลายๆ คนเท่านั้นเอง

จะว่าไปเรื่องร้านเช่าที่มีแต่ VCD เนี่ยแหละ ทำให้ผมหัดซื้อ DVD มาดูเองมากขึ้น :)
แอบเซ็งนิดๆ ทั้งร้าน 95% มีแต่ VCD

Add new comment