ผมตั้งใจจะเขียนบล็อกเรื่องนี้มาหลายเดือนแล้ว แต่สุดท้ายทุกครั้งก็ตัดสินใจชะลอไว้ก่อน เก็บมาเขียนในวันสำคัญวันนี้แทน
ตอนที่ผมเขียนนี้ตรงกับเวลาไทยประมาณ 3 ทุ่ม เมื่อสองปีก่อนหน้านี้พอดีเป๊ะ ผมได้ตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่ง ซึ่งพอมองย้อนกลับมาดูแล้ว มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต
คนเราต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา แค่คิดว่าวันนี้จะเลือกกินอะไรเป็นอาหาร ก็ถือเป็นการตัดสินใจแล้ว ผมตัดสินใจเรื่องสำคัญมาเยอะ ถูกก็มี ผิดถึงขนาดเสียใจจนตายก็มาก แต่ครั้งนี้ผมรู้สึกว่ามันเกือบ perfect เลยทีเดียว
เมื่อสองปีที่แล้ว ผมกลับมาจากที่ทำงานมาอยู่บ้านเหมือนกับทุกคน ระหว่างนั่งเล่นคอมอยู่ในห้องนอน ก็มีคนบอกมาทาง IM ว่าให้เปิดทีวีมีเพลง เหตุการณ์ที่เหลือคงไม่ต้องเล่า ทุกคนคงมีประสบการณ์ร่วมและรู้กันดี
อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อเดียวที่ยังทำงานได้ (มีมิตรสหายท่านหนึ่งให้คำอธิบายว่าทหารไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำอธิบายที่เข้าท่า) ผมจำได้แค่ว่าลิ่วลากผมเข้าไปในห้อง Chat ของ MSN แล้วก็อปสถานการณ์ล่าสุดจากที่ต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน
ผมอ่านเฉยๆ ไม่ตอบอะไร สมองยังงงๆ พอรวมสติได้สักพัก ก็ด่าลิ่วไปว่า “นี่มึงทำอะไรของมึงเนี่ย”
ที่ต้องด่าไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ หลักการดี เพียงแต่ว่าวิธีการยังไม่เวิร์ค การสนทนาใน IM นั้นเป็น narrowcast เฉพาะกลุ่ม และไม่ persistence คือปิดหน้าต่าง IM ข้อมูลที่ (อาจ) มีค่าเหล่านั้นมันก็หายไป
ผมบอกลิ่วไปเป็นชุดว่าต้องทำอะไรบ้าง (เสียดายไม่มี chatlog เก็บไว้) ดังนี้
เขียนมาถึงตรงนี้ หลายคนคงรู้แล้วว่า หมายถึง 19sep.blogspot.com
ที่บอกว่า perfect ที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะว่า 4 ข้อที่ว่าไปนั้นทรงพลังและรัดกุมอย่างมาก
นอกจากนี้ตัวบล็อก 19sep ยังมีพัฒนาการที่มาจากไอเดียของคนอื่นๆ อีก เช่น เอากล้องวิดีโอมาตั้งถ่ายแถลงการณ์ของ คปค. แล้วอัพโหลดขึ้น YouTube, ภาพถ่ายหน้าจอ, transcript ของแถลงการณ์แปลเป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งแปลกันแบบมั่วโคตรๆ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จักคำว่า Coup De’tat สักคน) ผมจำไม่ได้แล้วว่าทั้งหมดมีใครมาช่วยบ้าง เท่าที่นึกออกก็มีเก่ง สุนิตย์ แล้วก็ Dr.Rider ถ้าตกไปก็ขออภัยด้วยนะครับ
การที่ข้อมูลมีดีมานด์เป็นจำนวนมาก และเราสามารถสร้างซัพพลายที่เหมาะสมได้ (เช่น มีวิดีโอของจริง หรือ มี transcript ที่แปลกันสดๆ ออกให้อ่านแทบจะทันทีที่แถลงจบ) ดีกว่าและเร็วกว่าสื่อกระแสหลัก (ซึ่งตอนนั้นเหลือเฉพาะสื่อต่างประเทศ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมเห็นพลังของ citizen journalism อีกเหมือนกัน
ผลจากงานนี้คือได้ลงบล็อกแนะนำของ Blogspot และถูกอ้างอิงจากสื่อฝรั่งจำนวนมาก ลิ่วถึงกับบอกว่า “ทำเว็บ (blognone) มาสองสามปี สู้อันนี้ (19sep) ทำสามวันไม่ได้”
จุดเริ่มต้นในตอนแรก ต้องการเป็นแหล่งข้อมูลกลางสำหรับการรัฐประหาร ผมจำลองตัวเองเป็นคนไทยที่อยู่เมืองนอกในขณะนั้น ย่อมกระวนกระวายร้อนใจอยากได้ข้อมูลมากกว่าคนที่อยู่ในไทยเสียอีก ส่วนภายหลัง 19sep ได้ปรับตัวมาเป็นกระบอกเสียงให้คนต่างชาติได้รู้ว่า ประเทศไทยยังสบายดีอย่าเพิ่งตระหนก
ผมย้อนกลับมาอ่านข้อความของตัวเอง ย่อหน้านี้หล่อที่สุดในชีวิต (ถึงมันจะพิมพ์ผิดบ้างก็ตาม)
I want to state cleary that there is no Gun Fire or any violence until now and doesn’t tend to be too. Live seems to be as usual, anyone can walk around the street, some companies still open. So you don’t have to worry about safety for your friends or relatives, Thai or non-Thai, who currently are in all part of the country. They may be exited but they all are still fine.
เมื่อสถานการณ์เริ่มกลับสู่ปกติ สื่อกระแสหลักต่างชาติเริ่มตั้งตัวติด และรายงานเหตุการณ์ในไทยอย่างต่อเนื่อง ภารกิจของ 19sep ก็หมดไป เหลือทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ว่าเมื่อคืนนั้นเราทำอะไรกันไว้เพื่อประชาธิปไตยบ้าง
ผมย้อนกลับมาดูทีไรก็ขนลุก ไอเดีย 4 ข้อที่ทรงพลังนั้นมันผุดขึ้นมาแทบจะทันทีเหมือนมีผีกระซิบ ให้ทำอีกคงทำไม่ได้ดีขนาดนั้น เหมือนโรนัลดินโย่ยิงประตูซีแมนตอนบอลโลก 2002 อะไรแบบนั้นเลย เรื่องนี้ผมเคยถกกับเพื่อนว่ามันฟลุคหรือว่ามันเกิดจากประสบการณ์สะสมของเรากันแน่ ซึ่งคำตอบจะเป็นอะไรก็คงไม่สำคัญนัก
ทุกวันนี้ผมขอบคุณรัฐประหาร 19 กันยาที่สอนให้คนไทย (รวมถึงผมด้วย) ตาสว่างว่า ระบอบอำมาตยาที่หวังพึ่ง มันก็ห่วยแตกพอๆ กับทุนสามานย์ที่ไม่ชอบกัน โลกนี้ไม่มีอัศวินม้าขาวมากอบกู้ชาติ มีแต่การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดด้วยลำแข้งของตัวเองเท่านั้น
หมายเหตุ: อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายๆ คน (เช่น นักวิชาการสฤษฎก หรือ @vuthi) ที่มองว่ารัฐประหารเป็นเรื่องดี เลวร้ายน้อยกว่าทักษิณ (แต่เลวร้ายน้อยกว่าเท่าไรหรือยังไง ตอบไม่ได้ ถามหาหลักฐานก็ไม่มี) อันนั้นก็เป็นเรื่องของเขาครับ
หลายคนที่ผมคุยด้วยเล่าว่า ฉากหนึ่งในทีวีเมื่อคืนนั้น (ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นฉากอะไร) เป็น redpill ให้พวกเขาหลุดออกมาจากเมทริกซ์ และเริ่มสู้เพื่อไซออน
นับจากการทลายคุกบาสติลล์ในปี 1789 มาอีกเกือบ 220 ปี ประชาธิปไตยในฝรั่งเศสต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ถึง 4 ครั้ง (นโปเลียนสองคน, นาซีเยอรมัน และวิกฤตรัฐสภา) กว่าจะก้าวมาสู่ “สาธารณรัฐที่ห้า” (แปลว่าเปลี่ยนมาใช้ระบอบสาธารณรัฐเป็นรอบที่ห้า) ในปัจจุบัน
76 ปีของบ้านเรา มันจิ๊บจ๊อยไปเลย
สู้กันต่อไปเว้ย ชาวไซออน
พยายามนั่งหาข่าว ... แต่ pantip down / manager ล่ม / เพื่อนที่ CAT บอกว่า เดี๋ยวทหารจะมาปิดห้อง Server กำลังหาทาง Backup Data จาก server ในกรณีที่ทหารมันมาปิด อิอิ
ตอนนั้นนั่งก็อปข่าวแปะ เพราะไม่รู้ว่าจะหาสื่อบล็อกที่ไหนอ่านได้ และกำลังดีใจที่อาจารย์แคลคูลัสยกเลิกคลาส (จริงๆอาจารย์บอกว่าอาจารย์พักอยู่หอพักข้างม. มาเรียนได้ แต่ทุกคนอ้างไม่กล้าออกจากบ้าน)
ตอนที่ทราบข่าวผมกำลังเดินอยู่ที่มุสตาฟาในสิงคโปร์ พอนึกย้อนกลับไปก็ตลกดีตรงที่ว่า มีคนหนึ่งรับโทรศัพท์แล้วส่งเสียงออกมาว่า อะไรนะ ทหารปฏิวัติแล้วหรือ
เท่านั้น
ปรากฎว่าคนที่ยืนอยู่รอบๆ ที่ได้ยินเสียง ยกโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วโทรกลับเมืองไทยกันทุกคน
(อ้าว คนไทยเดินในมุสตาฟากันมากขณะนี้เลยหรือ)