คนชั้นกลาง - part IV

มาจากกระทู้ พวกหมอและคนชั้นกลางส่วนใหญให้การสนับสนุน มวลชน พธม. ทำไม ในฟ้าเดียวกัน (เห็นว่าหลายคนเข้าไม่ได้ หาวิธีการกันเอาเองละกันนะ)

ในกระทู้มีประเด็นเรื่อง ทำไมหมอถึงต่อต้านโครงการ 30 บาท ด้วย ซึ่งความเห็นหลายอันมาจากหมอจริงๆ (ตามที่เค้าอ้างนะ) และน่าสนใจ แต่อยู่นอกสโคปเรื่องชนชั้นกลาง ผมคงไม่เขียนถึง

ส่วนประเด็นด้านคนชั้นกลาง ขอ quote ประโยคที่เกี่ยวข้องมาเป็นช่วงๆ ข้อความที่ยกมาไม่ได้แก้ไขอะไร ถ้ามีคำหยาบจนเกินทนรับได้ก็ขออภัยล่วงหน้า ข้อความที่ยกมา มาจากหลายคนตอบ ผมไม่ได้ใส่ชื่อไว้ให้ด้วย เวอร์ชันเต็มคงต้องตามไปอ่านกันเอง

มันบอกว่ามันไม่ได้เชื่อลิ้ม แต่พวกมันเชื่อว่า แม้วโกง ขายชาติ แล้วหมิ่น ..เลยถามมันว่าไม่เชื่อลิ้มแล้วเอาข้อมุลพวกเนี่ยมาจากไหน ..ว่าแม้วโกง แม้วขายชาติ แม้วหมิ่น พอถึงตอนนี้มันเริ่มอึกอักนิดหน่อยแล้วบอกว่า อ่านตามสื่อ อ่านตามเวป ..แล้วก้อย้อนมาถามผมว่าคุณไม่รุ้หรือไง ไปอยุ่ไหนมา ไม่ติดตามข่าวการเมืองเลย แบบนี้บ้านเมืองก้อแย่ซิ

อันนี้ตรงกับใน Twitter Debate แบบเป๊ะๆ โดยเฉพาะอันที่ทำตัวหน้าไว้

ส่วนมากพอถามว่าแล้วโกงยังไง ขายชาติยังไง แมร่งอธิบายไม่ได้ พอถามจี้จุดมาก ดันเสือกแนะนำให้ไปติด astv

อันนี้ก็เหมือนกันกับข้างบน

น้องชายเรียนวิศวะ มันติด เอเอสทีวีมากถึงขนาดไปร่วมประท้วงกับเค้า โดยเจตนาผมเชื่อว่ามันมีความรักชาติจริงแต่เชื่อคนง่ายไปหน่อย พูดแต่ว่าโกงชาติ แต่ไม่สามารถตอบได้สักคำว่าโกงยังไง คนเหล่านี้เค้าถูกยัดเยียดให้รู้จักแต่การกล่าวหาแต่ไม่รู้จักการพิสูจน์ ความจริง

อันนี้ก็เช่นกันครับ คำอธิบายของปรากฎการณ์ 3 ย่อหน้าที่ผ่านมา (รวมถึง Twitter Debate) ดูในย่อหน้าถัดไป

มันก็เหมือนกับพวกพึ่งรู้ข้อมูลใหม่ๆ ทั้งที่คนที่ติดตามวงในเค้ารู้กันหมดแล้ว

พอมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาป่าวประกาศ พวกนี้ก็จะกระแดะทำเป็นรู้ข้อมูลดี แล้วคุยข่มชาวบ้าน

ผมคิดว่าเป็นคำอธิบายที่ใช้ได้ทีเดียว ถ้าให้ตั้งชื่อคงต้องบอกว่าเป็นอาการ “ตาสว่างครึ่งๆ กลางๆ” คือเมื่อได้รับข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน + ใจรักชาติที่มีอยู่เป็นทุน ก็จะทำให้คนนั้นกลายเป็น evangelist ที่ขยาย “ความจริงใหม่” (จากในมุมมองของตัวเอง) ไปยังคนอื่นๆ ทั้งเพื่อ 1) หาแนวร่วม และ 2) แสดงความเหนือกว่า (ฉันรู้มากกว่าเธอ รักชาติมากกว่าเธอ)

อาการน่าจะมีแพทเทิร์นเดียวกับผู้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง (ช็อก > เกรี้ยวกราด > ซึมเศร้า) ถ้ามองเป็นกราฟก็คือสะดุ้งขึ้นมาอย่างแรงก่อน หลังจากนั้นจะค่อยๆ ปรับสภาพเข้าสู่สมดุล

ถ้าใครกินยาเม็ดสีแดงแล้ว ลองเปรียบเทียบกับอาการตาสว่างของตัวเองก็ได้ น่าจะคล้ายๆ กัน (ผมก็เคยเป็นเลยอธิบายได้)

ตอบง่ายๆ คือคนกลุ่มนี้ เป็นคนกลุ่มที่ได้เปรียบอยู่แล้วทางสังคม โดยไม่ต้องพึ่งนโยบาย หรือความมั่นคงของรัฐบาลเท่าไร

คือ สังเกตไหมครับ คนเล่นหุ้น หรือทำธุรกิจเล็กๆ ที่จะสะดุ้งสะเทือนกับความผันผวน มีอัตราเป็นพวกชอบแม้ว (หรืออย่างน้อยก็ไม่ชอบพันธมิตร) ได้มากกว่า เพราะชีวิตเขาขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ

แต่หมอเนี่ย คนไข้มาก คนไข้น้อย ไม่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจนะครับ

เขาจึงสามารถ “เพ็งเล็ง” เอาแต่”เฉพาะ”ด้านมุม “ศีลธรรม” ของผู้นำได้ (เพราะเขาไม่ต้องพึ่งพาความสามารถด้านอื่นของรัฐบาล)

หรือง่ายกว่านั้น คือ ส่วนใหญ่คนเรียนหมอ เป็นหมอ จะเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในจารีตเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ส่วนใหญ่เป็นเด็กขยัน เรียนเก่ง ใช้ชีวิตตามกฎระเบียบตั้งแต่เด็กจนโตมาทำงาน ดังนั้นคนกลุ่มนี้จะมีแนวความคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของสนธิ ลิ้ม อยู่แล้ว

ประโยคที่ทำตัวหนาเป็นความเห็นของคุณบุญชิต ซึ่งผมเห็นด้วยในประเด็นว่า คนที่ใช้ชีวิตตามกฎระเบียบมาตลอด มักจะมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยมสูง

ผมว่ามันเป็นพัฒนการณ์การเมืองแบบเมืองไทยนะ คือ คำว่า ’ ชาติ ’ ของชนชั้นกลางกับคนชนชั้นอื่นไม่เคยตรงกัน ชนชั้น กลางพร้อม ’ สละ ’ อะไรก็ได้ที่ชนชั้นกลางคิดว่าจะเข้าทางชนชั้นกลางแม้แต่สละ ’ ประชาธิปไตย ’ ’ เสรีภาพของผู้อื่น ’ ‘ความเท่าเทียม ’ แต่หากมีคนอื่นใช้ยุทธวิถีแบบนี้เพียงเล็กน้อยกับชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางจะไม่ยอมทันที หรือชนชั้นกลางไม่ก็โดนปั่นหัว โฆษณาชวนเชื่อ ให้คล้อยตามโดย ‘ชนชั้น’ ที่อยู่เหนือกว่า

ย่อหน้านี้น่าจะอธิบายความหมายได้ครบถ้วนในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ใน ไชยันต์ รัชชกูล และ สฤษฎก

เพื่อให้ดู “เหนือชั้น” กว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดูเป็น elite ขึ้นมาหน่อยนึงก็ยังดี!

การด่า “นักการเมือง” (ในความหมายอย่างแคบ) นี่เป็นเครื่อง guarantee คุณธรรมและความสูงส่งได้ดีนักแล

ย่อหน้านี้สนับสนุนย่อหน้าก่อนหน้า (ของคนละคนตอบ) ประเด็นด้านคุณธรรม เขียนไว้ใน คนชั้นกลาง - part III

ผมคิดว่าการด่านักการเมืองว่าโกงกิน หรือการด่าชนชั้นล่าง-รากหญ้าว่าโง่ โดนซื้อเสียง มันเป็นการป้องกันตัวทางจิตวิทยาของชนชั้นกลางแบบหนึ่ง เพื่อเป้าหมายให้ตัวเราเองรู้สึกดีว่า “กูไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหานะ” และ “กูไม่ได้โง่นะ รู้ทันๆ” ตามลำดับ

ผมเขียนไปอีกแล้วเช่นกันว่า วิธีคิดแบบนี้ล่ะ เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ (The Main Problem of Thailand) และขั้นแรกสุดในการแก้ปัญหาข้อนี้ คือเราคนชั้นกลาง ต้องยอมรับว่าเราเป็นปัญหาเสียก่อน (คนชั้นกลาง - part III) ตัวอย่างการยอมรับก็อย่างเช่น

  • กูมันโง่ โดนนักการเมืองหลอก เลือกไทยรักไทยชนะ landslide ตอนปี 48
  • กูมันโง่ โดนสนธิลิ้มหลอก ไปชุมนุมสวนลุมสนามหลวง ตอนปี 49
  • กูมันไม่เคยทำอะไรให้บ้านเมืองเลย แถมเอาเท้าราน้ำ นักการเมืองทำพลาด กูด่าอย่างเดียว

ขั้นตอนถัดไปคือตรวจสอบกันและกันว่า ณ สถานะปัจจุบัน เรายังโดนใครหลอกซ้ำหลอกซาก ยังก่อปัญหาโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอยู่อีกหรือไม่ ซึ่งวิธีการก็คือการ challenge กันละกันด้วยข้อเท็จจริง (fact) ที่อ้างอิงได้ และเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็จะกลับมาที่ประเด็นว่าวัดได้หรือวัดไม่ได้อีก

ผมยังยืนยันเหมือนเดิมว่า การเชื่อในเรื่องอะไร เป็นรสนิยมและความสนใจส่วนบุคคล ไม่มีปัญหาอะไรถ้าจะเชื่อแบบนั้นอยู่เงียบๆ คนเดียว แต่ถ้าต้องการเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองไปยังคนอื่น (convince - ซึ่งโดยปกติคนเราก็มีแนวโน้มแบบนี้อยู่แล้ว) เราต้องมีอะไรมากกว่าความรักชอบ ต้องมีเหตุผลหรือหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์ ถูกต้องตามหลักวิชา (ดู How Much Doest It Cost?)

ถ้าไม่เชื่อลองส่งเปเปอร์ไปลง journal แบบไม่มี citation หรือ pitch งานโครงการใหญ่ แบบไม่ระบุวันเสร็จงานหรือเงินที่ต้องใช้ลงทุนดูได้ครับ

แถมให้อีกนิดว่า ถ้าใครเป็นสาวกแอปเปิลแล้วไม่เชื่อตามที่ผมว่ามา ลองเอา keynote ของจ็อบส์สักอันมาเปิดย้อนดู ถ้าเจอตัวเลขพวก 5x 10x หรือขายเพลงไปได้ 5 พันล้านเพลง ให้ลบออก แล้วลองดูใหม่อีกรอบ

ขั้นที่สามยังนึกไม่ออก ขอไปนึกต่อก่อน

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options