ผลกระทบจากการชุมนุม ธุรกิจท่องเที่ยวเสียหายหนัก 35,000-70,000 ล้านบาท ประชาไท - 7 กันยายน 2008
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบการตีค่าเป็นตัวเลข จากข่าวข้างต้น ผมสามารถสรุปได้สองอย่าง
เพื่อมุมมองที่รอบด้านขึ้น ผมแนะนำให้อ่าน บล็อกของ Rachanont จะเห็นว่า ขนาดความปวด ในวงการวิชาชีพ เค้ายังต้องพยายามวัดค่ากันออกมาให้ได้เลย
คำถามของผมจากคอมเมนต์ในบล็อกก่อน (ซึ่งยังไม่มีคนตอบ) คือ การที่เราโจมตีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยบอกว่ามันไม่มีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ เป็นเพราะเราด้อยความสามารถในการวัดค่าของมันเองหรือเปล่า? เราเลยโยนบาป (ที่ดันวัดยาก) ให้กับตัวระเบียบวิธี (ว่ามันแข็งเป็นหุ่นยนต์) แทนการโทษตัวเราเอง (ว่าโง่)
งานวิจัยจบการศึกษาของผม เกี่ยวกับความเห็นของคนต่อการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต คิดว่าควรนำผลสรุปอันไหนไปใช้ดีครับ ระหว่าง
อัพเดต คุณ rachanont ขยายประเด็นเรื่องการวัดระดับความปวด มาเป็นบล็อกอีกอัน
ตัวอย่างทั้งสองที่ยกมาเป็นตัวอย่างที่ทำให้คนในสังคมยอมรับได้แล้วครับ
ตัวอย่างเซนเซอร์อันหลังนั้นทำได้ เพราะการสอบถามว่าคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น คำตอบเป็นไบนารีชัดเจน ไม่จำเป็นต้องตีความใดๆ กับความคิดเห็นของแต่ละคนอีก จึงเป็นที่ยอมรับ (ถึงจะไม่ได้สำรวจทุกคน แต่ถ้าสำรวจกับคนจำนวนมากพอก็สามารถใช้หลักสถิติ ซึ่งยอมรับกันโดยทั่วไปช่วยได้)
ตัวอย่างความเสียหายทางเศรษฐกิจ คำตอบเป็นค่าความเสียหายซึ่งมีรูปแบบได้มากมาย แต่รูปแบบที่มากมายนั้นก็ยังอยู่บนมาตรฐานเดียวกันก็คือเงิน ซึ่งก็ยังเปรียบเทียบได้ชัดเจน เช่น เสียหายเท่ากับเจ็ดบาทที่เป็นค่ารถเมล์ร้อนปัจจุบัน ดังนั้นจึงสรุปเป็นตัวเลขได้เช่นกัน
แต่ในกรณีที่เถียงกันในบล็อกก่อนคือ ความผิด ซึ่งยังไม่มีตัวเลขใดที่แทนความถูก ผิด เป็นมาตรฐานที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ เราเลยสรุปกันว่าวัดเป็นตัวเลขไม่ได้
หากเมื่อใดมีค่าตัวเลขที่เหมาะสมที่จะแทนความถูก ผิด ที่คนส่วนใหญ่รับได้ เมื่อนั้นมันถึงจะวัดได้ครับ
@ch_a_m_p
จริงๆ ประเด็นที่เริ่มเถียงกัน คือ ผมถามว่า "ประเทศชาติเสียหายเท่าไร" ไม่ใช่ "ผิดหรือไม่ผิด" ซึ่งผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่วัดได้นะครับ
ถ้าพูดกันต่อ คำถามสองคำนี้ มันจะมาด้วยกันนะครับ
เราจะถามว่า "ประเทศชาติเสียหายเท่าไร" จากนั้นพอได้คำตอบค่อยมาคิดต่อว่า "ผิดหรือไม่ผิด"
เหมือนกับ
"คุณได้คะแนนสอบเท่าไร" (ตัวเลข) แล้ว "สอบผ่านหรือไม่" (binary)
อีกประเด็นคือ ผมพยายามจะถามว่า ทำไมเราจึงไม่พยายามจะหา "ค่าตัวเลขที่เหมาะสมที่คนส่วนใหญ่รับได้" กันล่ะ ทำไมเราปฏิเสธว่ามันไม่มีอยู่กันตลอดเลย?
อ้อ ผมจำผิดครับ พอดีไม่ได้กลับไปย้อนอ่านอีกที
แต่ถึงจะเป็นคำถามที่ว่า "ประเทศชาติเสียหายเท่าไร" มันก็ยังวัดไม่ได้อยู่ดีครับ เพราะคำว่า "ความเสียหาย" นั้นไม่ใช่ความเสียหายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มีความเสียหายด้านอื่นๆ ซึ่งยังประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่นกรณีความเสียหายจากการชุมนุม นอกเหนือจากทางเศรษฐกิจแล้ว ในด้านสังคมก็จะเกิดความเสียหาย เพราะเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับอนาคตว่า ต่อไปไม่ชอบรัฐบาลไหนก็ยึดสภาแล้วชุมนุมขับไล่ซะ ซึ่งความเสียหายแบบนี้ยังประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ครับ
หรือถึงเราจะประเมินความเสียหายทุกอย่างด้วยตัวเลขได้แล้ว สุดท้ายเราจะเอาความเสียหายทุกแบบรวมกันได้ยังไง เพราะมันดันเป็นคนละหน่วยกัน
@ch_a_m_p
คิดว่าคุณ @jittat ตอบไว้เคลียร์ในอันก่อนแล้วครับว่า อะไรที่ตัดสินกันด้วยหลักการทางวิชาไม่ได้ ก็โหวตครับ เป็นความพยายามในการ “วัด” ของเราอีกแบบหนึ่ง
ผมเคยเขียนเรื่อง การนับเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย? ไว้ ลองอ่านดูครับ
ประเด็นของผมก็คือ สุดท้ายแล้วเราหลีกเลี่ยงการนับ (และการเปรียบเทียบ ถ้ามองในมุมที่กว้างขึ้นมาอีกนิด) ไม่พ้น เราจะปฏิเสธมันไปเพื่ออะไร สู้เอาเวลามาคิดหาวิธีนับที่ดีขึ้นไม่ดีกว่าหรือ
1. ชื่อเรื่องคือ How much does it cost?
2. เมื่อก่อนไม่เชื่อว่าทุกอย่างสามาุรถตีค่าเป็นตัวเลขได้หมด แต่ตอนนี้เริ่มเชื่อแล้ว
วันก่อนคุยกับรุ่นน้องที่เรียนเศรษฐศาสตร์ เค้าก็ว่า ทางเศรษฐศาสตร์พยายามเอาทฤษฎีต่างๆ เข้ามาจับพฤติกรรมของมนุษย์ ว่าอะไรทำให้มนุษย์กระทำการอย่างไม่มีเหตุผลได้ น้องเค้าก็อธิบายไป แต่ฟังๆ ไปก็พบว่ายังมีข้อแย้งเยอะแยะ อย่างนึงคือเหตุผล อารมณ์ ความรู้สึก และการตีค่าของแต่ละคนมันไม่เท่ากันเลย มันทำให้ทฤษฎีเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับทุกคน ต่อให้มี scale มันใช้กับทุกคนได้จริงหรือ?
อย่างเช่นความเจ็บปวดที่เราพยายามตีค่าเป็น scale บอกจริงๆ ว่า เรื่องนี้มันก็ขึ้นกับ threshold ระดับสิ่งเร้าที่สร้างความเจ็บปวด scale 10 ให้กับคนหนึ่ง อาจสร้างความเจ็บปวด scale 5 ให้กับอีกคนหนึ่งก็ได้
คงต้องยอมรับว่า เรา "โง่" เกินกว่าที่จะหาวิธีวัดค่าต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ หรือ อีกนัยหนึ่ง ที่เราวัดไม่ได้เพราะว่ามันขัดกับหลักจริยธรรม (ethic)
จนบัดนี้ที่เราสามารถวัด ตีค่าต่างๆ ในสัตว์ทดลอง วัดความอยากอาหาร วัดค่าความเจ็บปวด เราทำได้เพราะมันไม่ใช่คน การวัดค่าต่างๆ อาจทำได้แบบ post-mortem ตัดหัว ตัด section ย้อมแล้ววัดปริมาณสารสื่อประสาท หรือปริมาณฮอร์โมนที่เกิดขึ้นจากสภาวะำเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการทดลอง
จริงๆ พวกที่เราอ้างกันว่าเป็น "นามธรรม" นั้น อาจจะมี indicators อะไรที่สามารถระบุได้อยู่ แต่พวกนั้นมันยังอยู่ในสมอง หรืออาจจะออกมาในกระแสเลือด แต่เรายังไม่พบ link กับเรื่องแบบนี้ การศึกษาอาจจะต้องทำแบบ extensive และเพราะว่า เรา"เห็นกันว่า" สัตว์เดรัจฉานมันไม่มีหัวมาคิดเรื่องที่เป็นนามธรรม (จริงๆ อาจจะคิดไ ด้ก็ไ ด้ นะ) ถึงเอามันมาเป็น model ในการวัดไม่ได้ จะเอามนุษย์มาวัดก็ติด ethic
หลายๆ เรื่องมันไม่ตรงไปตรงมาแบบ 10+10=20 มันเป็นเรื่องโคตร multifactorial การคิดมันซับซ้อนมากกว่าที่จะใช้การวัดเชิงปริมาณ หรือทฤษฎีการคำนวณในตอนนี้จะทำได้
และเรื่องบางเรื่องเช่น การแพทย์มันไม่ใช่ประชาธิปไตย ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถใช้การ vote ตัดสินในเรื่องที่ไม่แน่ใจได้ โรคที่เป็นก็คือโรคที่เป็น ไม่สามารถใช้การ vote เพื่อเปลี่ยนโรคได้ (เรื่องการ vote อาจจะไม่ใช่วิธีในธรรมชาติ)
@DrRider เออใช่แฮะ พิมพ์ผิดจริงๆ ด้วย
และเรื่องบางเรื่องเช่น การแพทย์มันไม่ใช่ประชาธิปไตย ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถใช้การ vote ตัดสินในเรื่องที่ไม่แน่ใจได้ โรคที่เป็นก็คือโรคที่เป็น ไม่สามารถใช้การ vote เพื่อเปลี่ยนโรคได้ (เรื่องการ vote อาจจะไม่ใช่วิธีในธรรมชาติ)
ผมเห็นด้วยเลยนะ เราถึงต้องพยายามทุกทางที่จะหาความจริงแท้อันนั้น (ซึ่งทางที่ใกล้เคียงที่สุดในตอนนี้ก็คือการวัด ไม่ว่ามันจะแม่นแค่ไหนก็ตาม)
ก็เห็นด้วยครับ ว่าอะไรที่วัดได้ ก็ควรวัดด้วยตัวเลขไปเลขชัดๆ
อย่าใช้การเดา หรือประมาณ เพราะมันฟังไม่ขึ้น
แต่เรื่องพวกความเจ็บ หรือสิ่งที่คนเรารับรู้ผ่านสัมผัสทางกายใจ นี่วัดยากจริงๆล่ะครับ