Nomadic Life

ย้ายบ้านเสร็จ มีอินเทอร์เน็ตใช้แล้วครับ ย้ายบ้านรอบนี้ได้แง่คิดอะไรเยอะ ขอเล่าชีวิตย้ายบ้านสักหน่อย

เรื่องมีอยู่ว่า ห้องเช่าที่อยู่มาเกือบ 1 ปี (ดูภาพตอนย้ายเข้า) มีอันต้องหมดสัญญาไป ผมอยากอยู่ต่ออีกไม่นานนัก แต่ว่าบ้านเมืองนี้ หาสัญญาเช่าระยะสั้นยากมากถึงมากที่สุด (อย่างต่ำ 6 เดือน) ทางออกสำหรับชาวรากหญ้า โดนซื้อเสียงแบบเราจึงมีทางเดียวคือ เร่ร่อนเข้ากรุง

สภาพก่อนย้ายออก

Reset

สมัยเรียน ป. ตรี ผมอยู่หอแถมย้าย 1 รอบ (สรุปว่าเป็น 2 หอ) จึงคุ้นเคยกับชีวิตย้ายเข้าย้ายออกอยู่พอสมควร หนึ่งปีที่ผ่านมาจึงพยายามสะสมของให้น้อยๆ เพราะรู้ว่าจะมีปัญหาตอนย้ายออก (ซึ่งสุดท้ายก็จบโดยการชิปของกลับไป 1 กล่องอยู่ดี)

สิ่งที่ต่างออกไปจากการย้ายหอเมืองไทยคือรอบนี้ไม่มีรถครับ และเป็นการย้ายข้ามเมืองแถมต้องนั่งรถไฟไปคนเดียวเสียด้วย ดังนั้นของใหญ่ที่ไม่คุ้มส่งกลับ (เช่น ราวตากผ้า หมอน ผ้าห่ม) ถ้ายกให้ชาวบ้านแถวนั้นแล้วเค้าไม่เอา (อย่างหมอนหรือผ้าห่มก็ไม่มีคนเอา) ก็ต้องทิ้ง การทิ้งเพราะว่าแบกไม่ไหว ไม่ใช่เพราะของมันพัง แถมไม่มีตัวเลือกให้ขนกลับไปไว้ที่บ้านเหมือนอยู่เมืองไทย มันก็เศร้าพอสมควร แต่สุดท้ายแล้วเพื่อการเอาชีวิตรอด ก็ต้องทิ้ง เหลือแต่สมบัติเท่าที่จำเป็นกับชีวิตจริงๆ เรียกว่าเป็นการรีเซ็ตชีวิตกลับสู่รากหญ้าอีกครั้ง

ผมย้ายมาอยู่ลอนดอนรอบนี้ มาอยู่กับบ้านของคนไทยที่มีห้องให้เช่า ซึ่งเพื่อนที่เคยอยู่เป็นคนแนะนำมา ผมไม่เคยเห็นห้องมาก่อนและไม่มีเวลาไปดู ก็ต้องเชื่อใจเพื่อนสถานเดียว แถมวันที่ซื้อตั๋วรถไฟได้ถูก เจ้าของบ้านไม่อยู่พอดี นัดให้เข้าบ้านวันถัดไปแทน ทำให้ผมต้องไปนอนบ้านเพื่อนก่อน 1 คืน

ปัญหามีอยู่ว่าเพื่อนทำงานร้านอาหารและไม่สามารถมารับได้ ดังนั้นผมต้องกระเตงสมบัติไปเองจนถึงบ้านเพื่อน ซึ่ง “น่าจะ” มีคนอยู่และเปิดประตูให้เข้าบ้านได้

นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ของแท้ เพราะว่าตอนอยู่หอเมืองไทย ย้ายออกสองครั้ง (ย้ายไปหอใหม่ กับ ย้ายกลับบ้าน) เรามีเป้าหมายปลายทางแน่นอนอยู่แล้ว (คือห้องใหม่ซึ่งไปดูมาเรียบร้อย กับบ้านที่คุ้นเคย) อารมณ์ก็จะเป็นแนวๆ ว่าสนใจแต่เรื่องขนย้ายแต่อย่างเดียว

แต่รอบนี้ต่างออกไป ทันทีที่ผมล็อกห้องครั้งสุดท้าย คืนกุญแจ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองอีกแล้ว

ถ้าไปถึงลอนดอนแล้วไม่มีใครอยู่บ้าน สถานะผมจะกลายเป็นยิปซีทันที (นอนใต้สะพานแหงม) ถ้าเกิดว่าไปดูบ้านใหม่แล้วสภาพไม่ถูกใจ เราจะไปอยู่ที่ไหน ฯลฯ มี outcome ที่เป็นไปได้จำนวนมาก แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีที่เก่าให้ถอยกลับไปตั้งหลักแล้ว ระหว่างการเดินทางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมุ่งหน้าต่อไป แล้วรอดูว่าชีวิตเราจะพลิกผันอย่างไร

ช่วงเวลานั้นผมเข้าใจถึงชีวิตคนไร้บ้านขึ้นมาทันใด (อย่างพวกปาเลสไตน์ หรือผู้อพยพ) ว่าการไม่มีสถานที่ที่เป็นของเรา มันรู้สึกแย่ขนาดไหน

ตัดฉับมาที่ลอนดอน มาถึงบ้านเพื่อนเรียบร้อยมีคนมาเปิดประตูให้ (พี่ที่เปิดประตูบอกว่าโชคดีมาก เพราะตั้งใจจจะออกไปข้างนอกแต่เปลี่ยนใจ ฟู่) หน้าตาห้องเป็นแบบนี้

RIMG0001.JPG

มีหนังสือวางอยู่หนึ่งเล่ม เห็นปกแล้วถึงกับเครียดว่าคืนนี้ตูจะรอดไหมเนี่ย

RIMG0002.JPG

พอมาถึงบ้านนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วครับ อย่างน้อยมี fallback ชั่วคราวให้กลับมาตั้งหลักได้ แถมคนทั้งบ้านเป็นคนไทย นั่งคุยกันไปทำอาหารกันไปเป็นที่สนุกสนาน

วันถัดมาก็ย้ายมาห้องใหม่ เล็กหน่อยแต่ผมอยู่ได้ถ้ามี Wi-Fi (ซึ่งกว่าจะจัดการสำเร็จก็เสียเวลาไปหน่อย)

New Room

ป้าเจ้าของบ้านเป็นคนไทย แต่งงานกับฝรั่งชื่อ David คู่นี้มีกิจการรีสอร์ททางภาคเหนือที่ต้องกลับไปดูแลทุกปีตอนหน้าหนาว เข้าบ้านไปทำความรู้จักกันเล็กน้อยก็คุยกันถึงเรื่องยอดนิยมในตอนนี้ นั่นคือสถานการณ์ในเมืองไทย

ลุง David ถามผมเป็นภาษาอังกฤษว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร เท่าที่เขาดูจากข่าว เหมือนจะมีคนตายไม่เยอะมากนี่ ดูไม่ค่อยแย่

ผมตอบไปว่า จริงๆ ค่อนข้างแย่

David ถามว่า ยังไง

ผมไม่รู้จัก David มากนักเพราะเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก เลยพยายามจะอธิบายว่า คนไทยกำลังแบ่งเป็นสองฝ่าย แต่ก่อนจะพูดประโยคถัดๆ ไปว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน ขัดแย้งอะไรกันอย่างที่ตั้งใจไว้ David ก็พูดขัดขึ้นว่า

“It’s the way of democracy”

ผมสะอึกและหยุดพูดต่อ ประโยคนี้คงอยู่ในใจผมไปอีกตลอดชีวิต โดนลุงฝรั่งแก่ๆ ที่รู้จักกันครั้งแรก สอนประชาธิปไตยจบภายในหนึ่งประโยค จะลืมได้อย่างไร

ห้องเล็กแต่แต่งห้องดูดี เหมือนห้องคุณหนูๆ เลย
ลุงเค้าพูดประโยคเด็ดจัง วันหลังคุยแล้วมาเล่าอีกนะ ชอบๆ

ชอบย่อหน้าสุดท้าย ;)

ห้องใหม่ดูเหมือนจะแคบมากเลยนะครับ

แล้วตกลงรอดจากเจ้าของหนังสือ Boyz มาได้ใช่ไหมครับ อย่าตัดฉากข้ามไปเฉยๆสิ 555

ดูรูปสยิวเพลินๆ อยู่ เจอประโยคนี้ถึงกับต้องเข้ามาคอมเม้นท์

ขอคารวะคุณลุงท่านนี้ 1 จอก และผู้เขียนด้วย ชอบจริงๆ ครับ

"ประชาธิปไตยก็เป็นเช่นนี้แหละ!"

เย้ๆ เรามาถูกทางแล้ว จุดหมายปลายทางคือรถถัง ใช่มั๊ยครับพี่น้อง

หนังสือน่ากลัวโคตรๆ - -" (อ่านจากฟีด เห็นรูปแล้วอดไม่ได้ต้องคลิกเข้ามาตอบ)

คมกริบ

จะว่าไปสงครามกลางเมืองก็เป็น the way of democracy เหมือนกัน
(ถ้าดูตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกา)

เพียงแต่ไม่อยากโดนเอง เพราะคงจะลำบากไม่น้อย

ป.ล. ยินดีกับห้องใหม่ครับ
ไม่เล็กเท่าไหร่หรอก (เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น)

อ่ามันก็จริงอย่างที่เขาว่าอะนะ "นั่นละคือวิถีแห่งประชาธิปไตย" ทำให้นึกถึงว่าถ้าบ้านเราไม่มีความขัดแย้งเลย ไม่มีใครกล้าออกมาโต้แย้งกันเลย มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนพม่า หรือเขมรอย่างไรก็ไม่รู้นะ

Post new comment

The content of this field is kept private and will not be shown publicly.
  • Allowed HTML tags: <a> <em> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd>
  • Lines and paragraphs break automatically.

More information about formatting options